5 เม.ย. เวลา 11:39 • ดนตรี เพลง

ชวนเรียนรู้ความครีเอทีฟผ่านสเตจ 'MILLI' ในรายการ Show Me the Money 12

จบลงไปแล้วกับการเดินทางของ ‘MILLI’ แรปเปอร์คนเก่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ไปโชว์ความสามารถในรายการ ‘Show Me the Money 12’ รายการเรียลลิตี้แรปเซอร์ไววัลของเกาหลีใต้ ซึ่งในรอบสุดท้ายมิลลิก็ได้คว้าอันดับที่ 4 ไปครอง
ตลอดรายการมิลลิได้โชว์ความสามารถและทักษะมากมายผ่านหลายๆ ภารกิจ และช่วงท้ายยิ่งกระแสแรงมากๆ จากการได้สร้างสรรค์สเตจของตนเอง ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าในทุกๆ โชว์ นอกจากคุณภาพการร้อง แรป เต้น ยังเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่พาคนดูตื่นเต้นไปตลอดทั้งการแสดง
ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นทักษะสำคัญ โดยเฉพาะคนในวงการสร้างสรรค์สามารถเรียนรู้ และหยิบเอาวิธีคิดไปต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานของตนเองได้แบบเต็มๆ วันนี้เลยขอหยิบเอามุมมองที่น่าสนใจในสเตจของ MILLI จากรายการ SMTM12 มาเล่าให้ฟังกัน !
คอนเซ็ปต์โชว์แข็งแรง ไล่ระดับจาก Simple แล้วขยายให้ Complex
ในทุกๆ สเตจของมิลลิ มักเริ่มต้นด้วย ‘คอนเซ็ปต์’ ที่ชัดเจน ว่าอยากจะทำอะไร อยากจะแสดงอะไรออกไปให้คนดูได้เห็น ซึ่งมักเป็นคอนเซ็ปต์ง่ายๆ ที่ช่วยสร้างการรับรู้กว้างๆ ให้คนดูเข้าใจไอเดียได้ในทันทีว่ากำลังจะต้องเจอกับอะไร เช่น AEIOU = สระพื้นฐานที่มีในหลายภาษา, NEVER = Jazz อันเป็นรากฐานของฮิปฮอป, MSG = ความนัวของรสชาติที่หยุดกินไม่ได้
ซึ่งการเริ่มต้นด้วยคอนเซ็ปต์ที่ Simple นี่เอง ทำให้มิลลิสามารถออกแบบโชว์ เติมความครีเอทีฟลงไปได้อย่างเต็มที่ ค่อยๆ พาคนดูจากไอเดียจั้งต้น ไปสู่เนื้อหาเรื่องราวในเพลง รวมถึงการใช้ทักษะที่ซับซ้อนขึ้น แต่ยังคงต้องกลมกลืนไปกับคอนเซ็ปต์ใหญ่ที่วางไว้
ตัวอย่างเช่น เพลง ‘AEIOU’ ที่เริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานของทุกภาษาอย่าง ‘สระ’ ซึ่งมักจะถูกนำไปผสมกับตัวอักษร, วรรณยุกต์, ตัวสะกด จนเกิดเป็นคำที่มีความหมาย และค่อยๆ กลายเป็นประโยคที่เราใช้ในการสื่อสาร มิลลิจึงเริ่มเพลงด้วยคำ 1 พยางค์ทีมีความหมายหมืนกันในกลายภาษา และค่อยๆ ขยายไปเป็น 2 พยางค์, 3 พยางค์, 4 พยางค์ เป็นการค่อยๆ Transform จังหวะ เล่นกับตัวโน้ตที่มากขึ้นในแต่ละบาร์ได้อย่างน่าสนใจ
หรือเพลง ‘NEVER’ ที่เริ่มด้วยการทำดนตรีฮิปฮอปสมกับ Jazz ที่เริ่มจากการยืนร้องแอดลิปคนเดียว ค่อยๆ เติมองค์ประกอบต่างๆ ให้มีความสวิงมากขึ้น และเป็น Musical ร้องโต้ตอบกันระหว่างศิลปินที่มา Featuring อย่าง Wonstein และ lIlBOI
และเพลงในรอบ Final อย่าง ‘MSG’ ที่ใช้ผงชูรสหรือ ‘ผงนัว’ เป็นตัวแทนของความเสพติดและการผสมผสาน ก็เล่าเปรียบเทียบถึงรายการที่ต้องการรสชาติใหม่ๆ ตัวมิลลิก็เปรียบเหมือนเป็น ‘เชฟ’ ที่ค่อยๆ หยิบวัตถุดิบต่างๆ มาปรุงใหม่ เติมความสนุกสนาน ครีเอทีฟสไตล์ไทย ได้เป็นรสชาติที่อร่อยจนหยุดกินไม่ได้
จากตัวอย่างทั้ง 3 โชว์จึงออกมาเป็นภาพที่ชัดเจนในทุกรอบการแข่งขัน จะถูกใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็จำได้แน่ๆ !
เรียงร้อยเรื่องราว วาง Storytelling เชื่อมโยงจนคนเห็นภาพ
ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน มิลลิจึงหยิบเอาไอเดียนั้นๆ เปรียบเทียบเชื่อมโยงไปสู่ Message หลักที่ต้องการสื่อสาร ทำให้ผู้คนเห็นภาพได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่อยู่ในเนื้อเพลงของมิลลิมักหยิบเอาเรื่องของการทำตามความฝัน หรือสิ่งที่ต้องเจอในเส้นทางชีวิตมาเล่า โดยมักเปิดพื้นที่ให้กับประสบการณ์ร่วมของผู้คน ที่มีเรื่องราวในชีวิตแตกต่างกันไป และตบท้ายด้วยข้อความที่เติมพลัง เติมไฟ ให้กำลังใจไปพร้อมกัน
ตัวอย่างเช่นเนื้อเพลงของมิลลิในเพลง ‘SSAK’ ที่ไวรัลแบบสุดๆ ที่มอบความกล้าให้ผู้คนได้ออกไปค้นหาตัวตน และเปล่งแสงประกายในแบบของตนเอง เปรียบเทียบคุณค่าที่มากยิ่งกว่าความบริสุทธิ์ของเพชร ที่เราต้องไขว่คว้ามาด้วยมือของเราเอง
หรือใน 3 เพลงล่าสุดเองก็เล่าเปรียบเทียบได้ชัดเจน และวาง Stirytelling ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเดียวกันได้อย่างครบสมบูรณ์ เหมือนดูหนังไตรภาค เริ่มไล่เรื่องราวจากการเริ่มที่พื้นฐานสู่การประสบความสำเร็จใน ‘AEIOU’ ไปสู่การเผชิญอุปสรรคและคำวิจารณ์ใน ‘Never’ และจบที่การค้นพบตัวเองที่กลมกล่อมใน ‘MSG’
เริ่มจากพื้นฐาน ‘AEIOU’ : เส้นทางกว่าจะประสบความสำเร็จย่อมต้องเริ่มด้วยเรื่องพื้นฐาน และยิ่งเดินไปไกลแค่ไหน ก็อย่าลืมกลับมามองที่จุดเริ่มต้น คุณ LOCO เค้าบอกไว้ !
ระหว่างทางย่อมเจออุปสรรค ‘NEVER’ : เพลงเล่นความหมายของคำว่า Never เริ่มตั้งแต่ไม่เคยชนะรายการแรป ไม่เคยทำอะไรได้ดีพอ แต่ยังไงก็จะไม่ยอมแพ้แม้จะเจออุปสรรคหรือคำวิจารณ์
สู่การค้นพบตัวตนที่กลมกล่อม ‘MSG’ : ตัวตนของมิลลิ ที่เกิดจากผสานวัตถุดิบมากมาย หมู-เห็ด-เป็ด-ไก่ ผสมด้วยความพยายาม ผสมด้วย Passion จนออกมาเป็นรสนัว ที่รับรองว่าถ้าเปิดใจให้กับรสชาติใหม่ๆ จะติดใจแน่นอน
เลือกบริบทการสื่อสาร ที่ Localize ด้วยภาษาและวัฒนธรรม
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่มิลลิสร้างไว้ในรายการคือการแรป 3 ภาษามาตั้งแต่รอบแรกๆ ทำให้หลายคนมองว่าเรื่องภาษาจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่มิลลิกับบิดมุมมองเลือกใช้ภาษาได้อย่างน่าสนใจ โดยการสื่อสารเนื้อหาหลักจะใช้ ‘ภาษาอังกฤษ’ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ชมโดยรวมได้ในวงกว้าง
แม้ว่าในปีนี้ Show Me the Money จะเปิดเป็นแบบ Global แต่แน่นอนว่าผู้ชมส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นชาวเกาหลีใต้ ดังนั้นการใส่ ‘ภาษาเกาหลี’ จะเป็นการสร้างความรู้สึกใกล้ชิดให้กับคนในพื้นที่ โดยหลายๆ ท่อนจะเป็นการหยอดมุกให้คนเกาหลีรู้สึกเอ็นดู เช่นท่อน “พร้อมจะมีแฟนเป็นคนเกาหลี” ในเพลง NEVER
ส่วน ‘ภาษาไทย’ ก็ถูกใช้ในจังหวะเฉพาะตัวแอบกวนๆ ตามสไตล์คนไทย, ใช้ตอนโชว์ทักษะแรป และยังย้ำเตือนว่านี่คือ MILLI from Thailand ที่ชาวไทยภาคภูมิใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่ไปคู่กันกับเรื่องภาษา ก็คือ ‘วัฒนธรรม’ ที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อเพลง เช่นวัฒนธรรมการกิน ก็มีพูดถึง Dashida เครื่องปรุงรสแบบผสมชนิดแรกของเกาหลีในเพลง MSG รวมถึงมิลลิจะสื่อสารอยู่เสมอว่าแม้วัฒนธรรมจะแตกต่างกัน แต่เราสามารถเข้ากันได้ เหมือนที่ชวนให้ลองกินปูผัดผงกะหรี่กับโซจูในเพลง AEIOU
Visual ครบ จบ ชัด เสริมพลังด้วยทุกองค์ประกอบภาพบนเวที
เมื่อพูดถึงคอนเซ็ปต์ ความหมาย และการสื่อสารมาเยอะแล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้ทุกสิ่งชัดเจนก็คือ Visual ที่ถ่ายทอดออกมา ผ่านทุกๆ องค์ประกอบภาพ ทั้งคอสตูม, การแต่งหน้า, เวที, จอ LED, ทีมที่ร่วมโชว์ทั้งศิลปิน คอรัส Dancer ทั้งหมดนี้ช่วยส่งเสริมพลังให้โชว์ได้แบบเต็มๆ
คอสตูมของมิลลิมีความสนุก แซ่บสไตล์ไทย ที่ Mix and Match ทุกสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่เมื่อรวมกันแล้วอยู่กันได้อย่างลงตัวซะงั้น กลายเป็นกิมมิคที่คนพูดถึงในทุกๆ รอบการแสดง ตั้งแต่เนคไทด์รูปปลา, กางเกงพริกสุดแซ่บ (2 เพลงสุดท้ายมิลลิบอกว่ามี Stylish ช่วยดูแลให้นะ)
เมื่อภาษาอาจเป็นอุปสรรค อีกสิ่งหนึ่งที่มิลลิทำได้ดีมากคือ Body Language ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังมากๆ ทำให้ผู้ชมไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่มองเห็นอารมณ์ของเพลงผ่านการเคลื่อนไหว ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นโชว์ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ชมนั่นเอง
โฆษณา