6 เม.ย. เวลา 04:58 • ความคิดเห็น
ในทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ "คนงก" กับ "คนประหยัด" มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนที่ "แรงจูงใจ" (Motivation) และ "ผลลัพธ์ต่อผู้อื่น" แม้ทั้งคู่จะดูเหมือนมีการใช้จ่ายน้อยเหมือนกันก็ตาม
ความแตกต่างหลักสามารถสรุปได้ดังนี้:
1. แรงจูงใจและเป้าหมาย (Motivation & Goals)
* คนประหยัด (Frugal):
เน้นที่ "ความคุ้มค่า" (Value) พวกเขาเลือกจ่ายเงินในสิ่งที่จำเป็นและมีคุณภาพ เพื่อเป้าหมายในระยะยาว เช่น การออมเพื่ออนาคต หรือการมีอิสรภาพทางการเงิน โดยยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต
* คนงก/ตระหนี่ (Stingy/Greedy):
เน้นที่ "การรักษาตัวเลขเงิน" หรือการสะสมให้ได้มากที่สุดโดยไม่ยอมเสีย มักมีความกลัวที่จะสูญเสียเงิน (Scarcity Mindset) และอาจต้องการเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด
2. การเบียดเบียน (Impact on Others)
* คนประหยัด:
จัดการแค่ในส่วนของ "ตัวเอง" ไม่ทำให้ผู้อื่นลำบาก เช่น ยอมทำอาหารกินเองแทนการกินข้าวนอกบ้าน แต่เมื่อต้องออกงานสังคมก็ยังรับผิดชอบในส่วนที่ควรจ่ายได้ตามปกติ
* คนงก:
มักจะ "เบียดเบียนผู้อื่น" หรือเอาเปรียบสังคม เช่น พยายามเลี่ยงการหารค่าใช้จ่ายเมื่อไปกินข้าวกับเพื่อน, รอใช้ของฟรีจากคนอื่นเสมอ หรือไม่ยอมจ่ายแม้ในสิ่งที่จำเป็นจนทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน
3. ทัศนคติต่อคุณภาพชีวิต (Attitude towards Life)
*คนประหยัด:
ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าเห็นว่าของสิ่งนั้นใช้งานได้นานกว่าหรือมีประสิทธิภาพดีกว่า เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด
*คนงก:
เน้น "ราคาถูกที่สุด" หรือ "ไม่จ่ายเลย" เป็นหลัก โดยไม่สนว่าคุณภาพจะแย่แค่ไหน หรือจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและภาพลักษณ์ในอนาคตหรือไม่
คนประหยัด (Frugal)
*เป้าหมาย : ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด
*การใช้จ่าย : จ่ายเมื่อจำเป็นและสมเหตุสมผล
*ผลกระทบ : ไม่เบียดเบียนใคร รับผิดชอบตัวเองได้
*ความรู้สึก : รู้สึกภูมิใจที่บริหารเงินได้ดี
คนงก/ตระหนี่ (Stingy)
*เป้าหมาย : เก็บเงินให้ได้มากที่สุดและเสียให้น้อยที่สุด
*การใช้จ่าย : ไม่ยอมจ่ายแม้ในเรื่องที่จำเป็น
*ผลกระทบ : มักเอาเปรียบหรือเบียดเบียนคนรอบข้าง
*ความรู้สึก : รู้สึกกลัวหรือกังวลเมื่อต้องเสียเงิน
สรุปสั้นๆ คือ คนประหยัดบริหารเงินเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้น แต่คนงกยอมให้เงินเป็นนายเพื่อควบคุมชีวิต
*ในความเป็นจริง*
"คนคนเดียวกัน" สามารถเป็นทั้งคนงกและคนประหยัดได้ โดยขึ้นอยู่กับ "สถานการณ์" และ "ความสำคัญ" ของสิ่งที่เขาต้องจ่าย
ในทางจิตวิทยา เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการแบ่ง Mental Accounting (บัญชีในใจ)
1. ประหยัดกับตัวเอง แต่งกกับคนอื่น
*บางคนอาจจะใช้ชีวิตสมถะ
กินข้าวแกงข้างทาง
ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ เพื่อเก็บออม (อันนี้คือ ประหยัด)
แต่พอต้องหารค่าข้าวกับเพื่อน กลับพยายามเลี่ยงหรือจ่ายไม่ครบ (อันนี้กลายเป็น งก)
เพราะเขารู้สึกว่าเงินที่จ่ายให้คนอื่นคือ "ความสูญเสีย" ที่ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาหาตัวเอง
2. ประหยัดในเรื่องใหญ่ แต่งกในเรื่องเล็ก (จนเสียระบบ)
*ยอมซื้อบ้านหลังละหลายล้านเพื่อให้ครอบครัวสบาย (อันนี้คือ ประหยัด/ลงทุน)
แต่กลับด่าทอลูกจ้างหรือกดขี่เงินเดือนแม่บ้านเพียงแค่หลักร้อย (อันนี้คือ งก)
เพราะเขามองว่าเศษเงินเหล่านั้นคือสิ่งที่เขาสามารถ "ควบคุม" ไม่ให้รั่วไหลได้
3. เส้นแบ่งที่บางมาก (Subjective Boundary)
บางครั้งนิสัยประหยัดที่ "สุดโต่งเกินไป" ก็เปลี่ยนเป็นความงกได้โดยไม่รู้ตัว:
* เริ่มจากประหยัด: ปิดไฟทุกครั้งที่ไม่ใช้งานเพื่อช่วยลดค่าไฟ
* กลายเป็นงก: ห้ามคนในบ้านเปิดแอร์เลยแม้ในวันที่ร้อนจัด จนคนในบ้านเจ็บป่วย (เบียดเบียนคุณภาพชีวิตผู้อื่นเพื่อให้ได้ตัวเลขเงินออมที่ต้องการ)
สรุป
คนหนึ่งคนสามารถมีทั้งสองด้านในตัว โดยจุดตัดสินว่าเขา "งก" หรือ "ประหยัด" ในขณะนั้น คือ:
1. เขากำลังเบียดเบียนใครอยู่ไหม? (รวมถึงเบียดเบียนความสุขตัวเองเกินจำเป็นด้วย)
2. เขายังมองเห็น "คุณค่า" ของสิ่งของและน้ำใจคนอยู่หรือไม่?
ถ้าเขายอมจ่ายในสิ่งที่ควรจ่าย แต่ประหยัดในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย เขาคือคนประหยัด แต่ถ้าเขาปฏิเสธการจ่ายในทุกกรณีแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามมารยาทสังคม เขาก็เริ่มเข้าข่ายคนงก
คนประหยัด (Frugal): เบียดเบียน "ความต้องการ (Want)" ของตัวเอง เพื่อความมั่นคง แต่ยังรับผิดชอบหน้าที่และมารยาทสังคมได้ปกติ (เช่น ห่อข้าวไปกินเอง แต่เมื่อถึงเวลาหารค่าข้าวกับเพื่อนก็จ่ายเต็มจำนวน) คนรอบข้างจึงไม่เดือดร้อน
* คนงก (Stingy): เบียดเบียน "สิทธิหรือความสุข" ของผู้อื่น เพื่อรักษาเงินของตัวเองไว้ (เช่น เนียนไม่จ่ายค่าส่วนกลาง, ใช้ของเพื่อนแต่ไม่เคยหาร, หรือกดราคาคู่ค้าจนเขาขาดทุน) คนรอบข้างจึงรู้สึกถูกเอาเปรียบและเดือดร้อน
พูดง่ายๆ คือ คนประหยัด "ตัดงบตัวเอง" ส่วนคนงก "ตัดงบคนอื่น"
โฆษณา