14 เม.ย. เวลา 00:55 • ข่าวรอบโลก

เมื่อการขายชิ้นส่วนมนุษย์ง่ายดายกว่าการขายอาหาร

อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใครก็ได้สามารถซื้อขายชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์อย่างถูกกฎหมาย โดยแทบไม่มีกฎควบคุม
มกราคม 2014 เจ้าหน้าที่ FBI เปิดประตูเข้าไปในโกดังแห่งหนึ่งในเมือง Phoenix รัฐ Arizona สิ่งที่พวกเขาเจอทำให้หลายคนในทีมต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตใจหลังจากนั้น
Mark Cwynar ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พิเศษของ FBI ให้การเป็นพยานในศาลว่าเขาเห็น "สถานการณ์ที่น่าสะเทือนใจหลายประการ" ภายในอาคาร มีถังเต็มไปด้วยหัว แขน และขา กองซ้อนกันโดยไม่มีป้ายระบุว่าชิ้นส่วนไหนเป็นของใคร มีตู้เย็นเต็มไปด้วยอวัยวะเพศชาย มีหัวที่ติดเชื้อโรควางปะปน และภาพที่น่าสะพรึงที่สุดคือ ลำตัวชายขนาดใหญ่ที่ถูกตัดหัวออก แล้วเอาหัวของหญิงร่างเล็กมาเย็บต่อเข้าไปแทน แบบที่เขาเรียกว่า "Frankenstein" แล้วแขวนไว้บนผนัง
สถานที่นั้นคือ Biological Resource Center หรือ BRC บริษัทรับบริจาคร่างกายเพื่อการวิจัยทางการแพทย์ในเมือง Phoenix เจ้าของชื่อ Stephen Gore ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับอดีตรองประธานาธิบดี
FBI พบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ 1,755 ชิ้น บรรจุถุงศพ 142 ถุง น้ำหนักรวม 10 ตัน รวมถึงหัว 281 หัว ไหล่ 241 ชิ้น ขา 337 ชิ้น และกระดูกสันหลัง 97 ชิ้น การสืบสวนเริ่มต้นหลังจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐพบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุหัวมนุษย์ตัดแยก 15 หัว บนเที่ยวบินขนส่งสินค้าของ Delta Airlines
Matthew Parker เจ้าหน้าที่ FBI อีกคนหนึ่งที่ร่วมบุกค้น ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมนอนไม่หลับหลังจากเห็นสิ่งนั้น" เขาเกษียณก่อนกำหนดหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PTSD จากประสบการณ์ในโกดังนั้น
BRC เปิดทำการตั้งแต่ปี 2005 ถึงต้นปี 2014 ในช่วงเวลาเก้าปี บริษัทรับร่างบริจาคประมาณ 5,000 ร่าง และจำหน่ายชิ้นส่วนร่างกายมากกว่า 20,000 ชิ้น เอกสารในคดีระบุราคาขายในปี 2013 ลำตัวทั้งหมดไม่รวมหัวและไหล่ราคา 2,900 ดอลลาร์ กระดูกสันหลังทั้งชิ้นราคา 950 ดอลลาร์ ศพทั้งร่างราคา 5,000 ดอลลาร์
ครอบครัวที่บริจาคร่างไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้ Jim Stauffer บริจาคร่างของแม่ชื่อ Doris ที่เสียชีวิตจากอัลไซเมอร์ในปี 2013 เขาหวังว่าร่างของแม่จะถูกใช้วิจัยเรื่องอัลไซเมอร์ สิบวันหลังบริจาค BRC ส่งเถ้ากระดูกกลับมาให้เขา แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ BRC ตัดมือของแม่ออกไปเผาแล้วส่งเถ้ากลับมา
ส่วนร่างที่เหลือทั้งหมดถูกขายให้กองทัพสหรัฐ เพื่อใช้ทดสอบผลกระทบของระเบิด Stauffer ได้รู้ความจริงนี้สามปีต่อมา ไม่ใช่จากรัฐบาลหรือกองทัพ แต่จากนักข่าว Reuters ที่โทรมาถามเขาว่ารู้มั้ยว่าแม่ของเขาถูกมัดกับเก้าอี้แล้วจุดระเบิดใต้ร่าง
Troy Harp บริจาคร่างของทั้งแม่และยายในปี 2012 และ 2013 โดยระบุชัดเจนว่าต้องการให้ใช้เพื่อวิจัยมะเร็งและมะเร็งเม็ดเลือดขาว เขาติ๊กช่องในแบบฟอร์มที่เขียนว่า "ไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อโครงการที่ไม่ใช่การแพทย์" แต่ร่างของคนที่เขารักถูกตัดแยกและขายเป็นชิ้นๆ เพื่อหากำไร "นี่คือเรื่องสยองขวัญ ไม่น่าเชื่อ" Harp ให้สัมภาษณ์ "เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเถ้ากระดูกในกล่องที่พวกเขาส่งมาเป็นของใคร พวกเราไม่มีใครรู้"
Gwen Aloai บริจาคร่างสามีที่เสียชีวิตจากมะเร็งในปี 2013 ต่อมาพบว่าชิ้นส่วนร่างกายของสามีถูกขายให้บริษัทในรัฐ Illinois ซึ่งขายต่อให้ธุรกิจในรัฐ Michigan อีกทอดหนึ่ง "หัวใจฉันสลาย" เธอบอก "ฉันถูกล่วงล้ำ เขาถูกล่วงล้ำ"
Stephen Gore ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานดำเนินกิจการผิดกฎหมาย ในจดหมายถึงผู้พิพากษา เขาเขียนว่าธุรกิจของเขาเป็น "สิ่งที่ทำด้วยความรัก" ที่เกินกำลังของเขา เขาได้รับโทษจำคุกรอลงอาญาหนึ่งปีและทัณฑ์บนสี่ปี ไม่ได้เข้าคุกแม้แต่วันเดียว ต่อมาในปี 2019 คณะลูกขุนตัดสินให้เขาจ่ายค่าเสียหาย 58 ล้านดอลลาร์แก่ครอบครัวผู้เสียหาย แต่ทนายความของครอบครัวยอมรับว่า Gore ไม่น่าจะมีเงินจ่ายได้
BRC ไม่ใช่กรณีเดียว
Arthur Rathburn ในดีทรอยต์ใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดศพ เก็บชิ้นส่วนในถังแช่แข็งที่ชิ้นส่วนจากคนละร่างแข็งติดกันเป็นก้อน เขาขายชิ้นส่วนที่ติดเชื้อ HIV และตับอักเสบให้โรงเรียนแพทย์อย่างน้อย 120 ครั้งระหว่างปี 1997 ถึง 2013 ทำเงินได้ 13 ล้านดอลลาร์ ตำรวจพบถังขยะเต็มไปด้วยสมองและตัวอ่อนมนุษย์ลอยอยู่ในของเหลวสีน้ำตาล แต่ข้อหาที่เขาถูกตัดสิน ไม่ใช่เรื่องการจัดการศพอย่างไม่เหมาะสม แต่เป็นข้อหาฉ้อโกง เพราะปลอมแปลงข้อมูลทางการแพทย์ของศพเพื่อขาย เขาถูกจำคุกเก้าปี
Cedric Lodge ผู้จัดการห้องเก็บศพของ Harvard Medical School ถูกฟ้องในปี 2023 ข้อหาขโมยชิ้นส่วนร่างกายจากศพที่บริจาคให้มหาวิทยาลัย แล้วส่งขายทางไปรษณีย์ให้เครือข่ายผู้ซื้อทั่วประเทศ ผู้ซื้อรวมถึงภรรยาของเขาเองและพนักงานสถานศพในรัฐ Arkansas นี่คือ Harvard มหาวิทยาลัยที่คนเชื่อถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ในรัฐ Hawaii ปี 2021 ตำรวจพบศพที่กำลังเน่าสลายในตู้เก็บของให้เช่า เพราะ CEO ของ Hawaii Institute of Anatomy ไม่จ่ายค่าเช่า ไม่มีใครถูกตั้งข้อหา
ในรัฐ Nevada ปี 2017 พนักงานของ Southern Nevada Donor Services ถูกพบว่าละลายลำตัวมนุษย์โดยใช้สายยางฉีดน้ำ ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อและเลือดไหลลงท่อระบาย ข้อหาเดียวที่เขาได้รับคือข้อหามลพิษเล็กน้อย
ที่ UCLA ในปี 2004 ผู้อำนวยการโปรแกรมรับบริจาคร่างกายกับนายหน้าคนกลาง ถูกจับข้อหาแอบขายชิ้นส่วนร่างกายเพื่อหากำไร ทำเงินได้ 1.5 ล้านดอลลาร์ ลูกค้ารายหนึ่งคือบริษัทลูกของ Johnson & Johnson
สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้คือช่องโหว่ทางกฎหมายที่ใหญ่จนรถบรรทุกขับผ่านได้ ในสหรัฐ การปลูกถ่ายอวัยวะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า Uniform Anatomical Gift Act ตั้งแต่ปี 1968 การขายหัวใจ ตับ ไต ผิดกฎหมาย แต่การบริจาคร่างกาย "เพื่อการวิจัยและการศึกษา" อยู่นอกกรอบกฎหมายนั้นเกือบทั้งหมด ใครก็ได้สามารถตั้งบริษัทรับศพบริจาค ตัดแยกชิ้นส่วน แล้วขายต่อเพื่อหากำไร โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตในรัฐส่วนใหญ่
Paul Micah Johnson เจ้าหน้าที่ FBI ที่ใช้เวลากว่าสิบปีสืบสวนอุตสาหกรรมนี้ ให้สัมภาษณ์ CBS News ว่า "การหลอกลวงครอบครัวเกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม" และ "มันยากกว่าที่จะขายฮอทดอกบนรถเข็น" หมายความว่าการขายฮอทดอกมีกฎระเบียบมากกว่าการขายชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์
Michael Burg ทนายความที่เป็นตัวแทนครอบครัวผู้เสียหาย บอกว่า "ถ้าคุณอยากเอาศพมาตัดแยกแล้วขาย คุณไม่ต้องมีใบอนุญาต ใครก็ทำได้ มันไร้สาระ คุณขายหัวใจกับตับไม่ได้ แต่คุณเอาร่างทั้งร่างมาหั่นแล้วขายทีละชิ้นได้"
ระบบเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้เริ่มต้นจากครอบครัวที่ไม่มีเงินจ่ายค่าจัดงานศพ ในสหรัฐ ค่าจัดงานศพเฉลี่ยอยู่ที่หลายพันถึงหลายหมื่นดอลลาร์ body broker เข้ามาเสนอทางออกให้ครอบครัวเหล่านี้ คือรับบริจาคร่างแล้วเผาให้ฟรี ส่งเถ้ากลับมาให้โดยไม่คิดเงิน ครอบครัวรู้สึกว่าได้ทำสิ่งดี ได้ช่วยให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ body broker เอาร่างไปตัดแยกชิ้นส่วนแล้วขายได้ 3,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อร่าง บางทีก็มากกว่านั้น เพราะชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีราคาของมัน และร่างหนึ่งสามารถขายได้หลายครั้ง
สถานศพบางแห่งได้ค่าแนะนำจากการส่งต่อศพให้ body broker เท่ากับว่าคนที่ครอบครัวไว้วางใจมากที่สุดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด คือคนที่กำลังหาผลประโยชน์จากความตายของคนที่พวกเขารัก
Reuters ทำรายงานสืบสวนเรื่องนี้ห้าตอนในปี 2017 ชื่อ "The Body Trade" หนึ่งในรายละเอียดที่น่าตกใจที่สุดคือเรื่องของ Science Care Inc. บริษัทที่ใช้ McDonald's เป็นต้นแบบธุรกิจ ไม่ใช่เพราะเอาศพไปทำเบอร์เกอร์ แต่เพราะผู้ก่อตั้งต้องการให้ลูกค้าได้รับ "ชิ้นส่วนเหมือนกันทุกครั้ง ไม่ว่าจะสั่งจากสาขาไหน" เหมือนที่ Ray Kroc ทำกับ McDonald's คือเอาแนวคิดมาตรฐานการผลิตอาหารจานด่วนมาใช้กับการจัดการศพมนุษย์
บริษัทนี้ทำเงินได้ประมาณ 12.5 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2012 ถึง 2014 นี่คือที่มาของข่าวลือบน TikTok ว่า McDonald's ใช้เนื้อมนุษย์ ซึ่งเป็นข่าวปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังข่าวปลอมนั้นน่ากลัวพอๆ กัน คือมีคนเอาแนวคิดเชนอาหารมาใช้กับการค้าศพจริง
ในปี 2022 มีการเสนอร่างกฎหมายระดับรัฐบาลกลางเพื่อควบคุมอุตสาหกรรมนี้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ผ่านสภา รัฐ Arizona ออกกฎหมายในปี 2017 หลังคดี BRC กำหนดให้ body broker ต้องมีใบอนุญาต แต่สื่อท้องถิ่นพบว่ากฎหมายนั้นยังไม่ถูกบังคับใช้และยังไม่มีการออกใบอนุญาตแม้แต่ใบเดียว มีเพียงสามรัฐในอเมริกาที่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสยองขวัญ มันเป็นกรณีศึกษาของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตลาดที่มีอุปสงค์สูงและอุปทานฟรีถูกปล่อยให้ทำงานโดยไม่มีกติกา body broker ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบเพราะได้ศพบริจาคมาฟรี ไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ และลูกค้าคือโรงเรียนแพทย์ บริษัทอุปกรณ์การแพทย์ และกองทัพ ที่พร้อมจ่ายเงินจำนวนมาก มันคือตลาดที่มีแต่กำไรไม่มีต้นทุน ไม่มีความเสี่ยง และไม่มีผลเสีย เว้นแต่ว่าคุณจะนับศักดิ์ศรีของคนตายเป็นต้นทุน ซึ่งกฎหมายอเมริกันเลือกที่จะไม่นับ
ทุกปี คนอเมริกันประมาณ 20,000 คนบริจาคร่างกายให้วิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่ทำด้วยเจตนาดี ต้องการช่วยให้แพทย์ฝึกฝีมือ ช่วยให้นักวิจัยค้นพบยาใหม่ ช่วยให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ระบบที่รองรับเจตนาดีเหล่านั้นเป็นระบบที่ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครตรวจสอบ และไม่มีใครรับผิดชอบเมื่อเกิดเรื่อง
ประเทศที่ส่งจรวดไปดาวอังคารได้ แต่ไม่สามารถออกกฎหมายห้ามเอาหัวคนมาเย็บกับตัวคนอื่นได้
ในโลกที่ขายฮอทดอกต้องมีใบอนุญาต แต่ขายหัวมนุษย์ไม่ต้อง คำว่า "อารยประเทศ" ก็แค่ป้ายโฆษณาที่ไม่มีใครตรวจสอบเหมือนกัน
โฆษณา