7 เม.ย. เวลา 01:57 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

ฤทธิ์จักรมังกรทอง (The Dragon Missile, 1976) แม้ตายก็ไม่กลับใจ

ฤทธิ์จักรมังกรทองสะท้อนบริบทการแข่งขันของวงการหนังฮ่องกงช่วงนั้นอย่างชัดเจน หลังจากหวังหยู่แยกตัวจากชอว์บราเดอร์ส เขามักสร้างหนังแนวเดียวกับอดีตต้นสังกัดออกมาชนกันโดยตรง โดยเฉพาะช่วงที่เขาสร้าง Master of the Flying Guillotine (1976) ซึ่งเป็นร่างโคลนรวมร่างของเดชไอ้ด้วนผสมฤทธิ์จักรพยายม ทำให้ฝั่งชอว์ต้องเร่งผลิตงานของตัวเองออกมาสู้ ฤทธิ์จักรมังกรทอง หรือ The Dragon Missile จึงถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้ตารางงานที่แน่นของเหอเมิ่งหัว และถูกปล่อยฉายแทบจะพร้อมกับหนังของหวังหยู่
ผลลัพธ์คือหนังที่ดูเหมือน “งานเร่ง” มากกว่างานที่ผ่านการพัฒนาอย่างรอบคอบ ทั้งบทที่หยาบ และโครงเรื่องที่แทบไม่มีน้ำหนัก บทของเหง่ยคังในเรื่องนี้น่าจะเป็นเพียงโครงร่างคร่าว ๆ ตัวละครจำนวนมากถูกใส่เข้ามาโดยแทบไม่มีภูมิหลัง แม้แต่ตัวร้ายอย่างท่านอ๋องก็แทบไม่มีรายละเอียดใด ๆ ให้จดจำ ขณะที่ตัวละครฝ่ายเอกกลับมีเวลาบนจอน้อยกว่านักฆ่าเสียอีก ว่ากันตามจริงหนังเล่าเรื่องผ่านตัวนักฆ่าเสียมากกว่า แต่นั่นมันกลับทำให้หนังมีอะไรน่าสนใจขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นหนังที่ไม่ค่อยน่าปลื้มนัก
ในเรื่องนี้เหอเมิ่งหัวกลับมาแนะนำอาวุธนอกสารบบใหม่ที่ลอกแบบความสำเร็จของจักรพยายม แต่ด้วยความที่ออกฉายไล่เลี่ยกันเพียงปีเดียว “จักรมังกรทอง” จึงแทบเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “จักรพญายม” ทั้งในแง่คอนเซปต์และโครงสร้าง เพราะทั้งสองเรื่องต่างหยิบเอาอาวุธสังหารระยะไกล มาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่หากจักรพญายมคือหมวกติดโซ่ที่ต้องควบคุมและดึงกลับ
ส่วนจักรมังกรทองกลับลดทอนกลไกลงจนเหลือเพียงแกนของอาวุธทรงบูมเมอแรงหัวมังกรที่ขว้างออกไปตัดศีรษะศัตรู แล้วบินย้อนกลับสู่มือผู้ใช้โดยอัตโนมัติ
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องรูปทรง หากสะท้อนบุคลิกของอำนาจที่ต่างกันอย่างชัดเจน จักรพญายมคืออำนาจที่ต้องอาศัยการควบคุม สายโซ่ที่ผูกโยงหมวกกับผู้ใช้เป็นเหมือนระบบของอำนาจที่ยิ่งใหญ่ควบคุมบัญชาสิ่งต่างๆ ทั้งความเป็นหรือตาย ส่วนจักรมังกรทองคือกลับไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวแทนของอำนาจ หากแต่เป็นอานุภาพของการทำลายแบบปัจเจก มากกว่าจะถูกควบคุมโดยระบบ
เรื่องราวว่าด้วยอ๋องฉินฉวน (กุ๊ฟง) ผู้ทรงอำนาจและโหดเหี้ยม ซึ่งกำลังจะตายจากพิษร้าย เขาจึงออกคำสั่งให้มือสังหารคนสนิทซือหม่าจวิ้น(หลอลี่) ออกไปนำว่านวัฒนะจากหมอยาสมุนไพรกลับมารักษาชีวิต เมื่อหมอปฏิเสธ ซือหม่าจวิ้นก็เลยส่งหมอกลับบ้านเก่าโดยไม่มีการต่อรอง ไม่มีการลังเล และไม่มีคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม ส่วนว่านวัฒนะนั้นตกไปอยู่ในมือของเถี่ยเอ้อหลาง ศิษย์ของหมอยาทำให้การไล่ล่าขยายตัวออกไปเป็นวงกว้าง นำไปสู่ซือหม่าจวิ้นสังหารแม่ของเถี่ยเอ้อหลางเพื่อเค้นความจริง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือความพยายามเล็ก ๆ ในการทำให้ซือหม่าจวิ้นเป็นตัวละครที่น่าเวทนา แม้เขาจะสังหารผู้บริสุทธิ์อย่างเลือดเย็น แต่หนังยังแทรกมิติของความภักดีเข้าไปในตัวละครนี้ เมื่อเขากลับมาพร้อมว่านวัฒนะหลังผ่านอุปสรรคมากมาย กลับพบว่ามันสูญสลายไปในน้ำจากการต้องหนีศัตรู ผลลัพธ์คือเขาถูกเจ้านายที่เคยรับใช้สั่งประหารทันที ซือหม่าจวิ้นจึงต้องหลบหนี กลายเป็นผู้ถูกล่าในแบบเดียวกับที่เขาเคยไล่ล่าคนอื่น
ช่วงท้ายของหนังจึงเป็นการวนซ้ำของโครงสร้างเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานะของตัวละครหลักจากผู้ล่า เป็นผู้ถูกล่า แต่ซือหม่าจวิ้นก็ไม่เคยทบทวนถึงความผิดพลาดของตนเองแต่อย่างใด
..........................
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงสูตรสำเร็จของการล้างแค้นอยู่ที่วิธีเล่าและมุมมองที่หนังเลือกใช้ แกนสำคัญของฤทธิ์จักรมังกรทองอยู่ที่การปฏิเสธเส้นทางการไถ่บาปของตัวละคร หรือเรียกง่ายๆว่าไม่มีการสำนึกผิดหรือกลับใจของซือหม่าจวิ้นอย่างเด็ดขาด
ในขณะที่หนังกำลังภายในจำนวนมากรวมทั้งฤทธิ์จักรพยายม มักให้ตัวละครนำมีพัฒนาการทางศีลธรรม จากผู้กระทำความรุนแรงไปสู่การสำนึกผิดและต่อต้านสิ่งที่ตนเคยรับใช้ อย่างตัวละครหม่าเถิง (เฉินกวนไถ้)ในฤทธิ์จักรพยายมก็เคยเป็นมือสังหารของฮ่องเต้มาก่อนที่จะกลับใจ ตั้งคำถามในสิ่งที่ถูกต้อง แต่หนังเรื่องนี้กลับลบเส้นทางนั้นทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง ซือหม่าจวิ้นในจักรมังกรทองก็เริ่มต้นด้วยการเป็นนักฆ่า แต่เข้าไม่เคยกลับตัวกลับใจ แม้สุดท้ายแล้วก็ก็ยังเป็นนักฆ่าอยู่ตลอดเวลา
ซือหม่าจวิ้นไม่เคยลังเล ไม่เคยตั้งคำถาม และไม่เคยเปลี่ยนแปลง คำว่าศีลธรรมสำหรับเขามันเป็นอะไรที่พร่าเลือนมาก เพราะในโลกของเขาศีลธรรมนั้นไม่มีอยู่จริง สิ่งเดียวที่ดำรงอยู่คือภารกิจและการกระทำที่ต้องทำให้สำเร็จ ตัวละครจึงไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้า หากแต่ดำรงอยู่ในสภาพเดิมอย่างมั่นคง การไม่มีการไถ่บาปเช่นนี้ ทำให้โทนของหนังเย็นชาอย่างยิ่งเพราะเราจะไม่มีความหวังว่ามนุษย์จะกลับตัวได้ หนังเหมือนยืนยันว่ามีมนุษย์บางประเภทที่ไม่เคยคิดจะหันหลังกลับ หรือคิดว่าว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นผิดมาตั้งแต่ต้น
ผลที่ตามมาคือ ผู้ชมรู้สึกอ้างว้าง ถูกดึงออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพราะการรับรู้ทั้งหมดต้องผ่านสายตาของผู้ที่เป็นฝ่ายกระทำความรุนแรงโดยตรง ผู้ชมจึงถูกบังคับให้เฝ้ามองการกระทำโหดร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และนี่นำไปสู่อีกแกนสำคัญ คือการทำให้ตัวร้ายเป็นศูนย์กลางของเรื่อง
ซือหม่าจวิ้นไม่ได้เป็นเพียงตัวละครหลัก แต่เป็นแรงขับเคลื่อนทั้งหมดของเรื่อง ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะการตัดสินใจของเขา ตัวละครฝ่ายธรรมะอย่างเถี่ยเอ้อหลางหรือบุตรสาวของหมอ ไม่มีสถานะเป็นผู้กำหนดทิศทางของเรื่อง โครงสร้างเช่นนี้พลิกสูตรของหนังกำลังภายในอย่างสิ้นเชิง เพราะเรื่องไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพระเอกหรือนางเอก หรือคำถามว่าจะเอาชนะวายร้ายได้อย่างไร แต่เป็นคำถามที่กลับด้านว่าวายร้ายจะไปได้ไกลแค่ไหนก่อนที่จะถูกกำจัด
ความน่าสนใจยิ่งทวีขึ้นเมื่อการเป็นศูนย์กลางของตัวร้ายไม่ได้แบนราบเสียทีเดียว ตรงกันข้าม ซือหม่าจวิ้นเป็นมนุษย์ที่มีตรรกะ มีความนิ่ง ไม่ทรยศต่อตัวเอง ถ้าตัวละครนี้เป็นคนดีก็จะดีจนน่าตกใจ ถ้าเป็นคนเลวก็จะเลวจนจินตนาการไม่ถึง
การแสดงของหลอลี่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการทำให้มิตินี้เกิดขึ้น เขาไม่ได้ถ่ายทอดความโหดร้ายในรูปแบบของความคลุ้มคลั่ง หากเป็นความนิ่ง เย็น และมั่นคงในทุกการกระทำ ความน่ากลัวของตัวละครจึงไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นในความรุนแรงนั้น ซึ่งทำให้มันดูมีเหตุผลในแบบของมันเอง
เมื่อรวมการไม่ไถ่บาปเข้ากับการวางตัวร้ายเป็นศูนย์กลาง ฤทธิ์จักรมังกรทองจึงไม่เพียงแค่แตกต่างจากหนังร่วมยุค หากยังตั้งคำถามกับโครงสร้างพื้นฐานการเล่าเรื่องของหนังกำลังภายในโดยตรง ไม่ใช่เรื่องของจอมยุทธวีรบุรุษ แต่เป็นวายร้ายผู้ไม่กลับใจ
แม้จักรมังกรทองจะไม่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับเดียวกับจักรพญายม และไม่ได้ประสบความสำเร็จในเชิงกระแสเทียบเท่า แต่ในเชิงความคิดและโครงสร้าง มันคือผลงานที่กล้าทดลองและผลักขอบเขตของเรื่องเล่าไปอีกขั้น ในแง่รายได้ หนังทำผลงานได้ไม่ดีนัก อยู่ในโรงเพียงช่วงสั้น ๆ และพ่ายให้กับหนังของหวังหยู่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จของเขาหลังออกจากชอว์
โดยภาพรวมแล้ว ฤทธิ์จักรมังกรทองคือหนังเกรดรองของชอว์บราเดอร์สอย่างชัดเจน เป็นงานเชิงพาณิชย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแข่งขันมากกว่าจะสร้างสรรค์ แม้จะมีจุดเด่นบางประการ ทั้งงานฉาก อาวุธ และเอฟเฟกต์ แต่ก็ไม่อาจกลบข้อบกพร่องด้านบทและการเล่าเรื่องได้ มันอาจไม่ใช่หนังที่ถูกจดจำในฐานะงานชั้นยอด แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็สะท้อนช่วงเวลาของอุตสาหกรรมหนังฮ่องกงได้อย่างชัดเจน ช่วงเวลาที่ความเร็วในการผลิตและการแข่งขันทางการตลาด มีอิทธิพลเหนือคุณภาพของตัวงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โฆษณา