7 เม.ย. เวลา 02:26 • ธุรกิจ

สินค้า GI: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

สิ่งที่ทำให้สินค้า GI มีพลัง ไม่ใช่แค่ “ความอร่อย” หรือ “ความสวยงาม” แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
สินค้าไทยจำนวนมากมีความโดดเด่นเฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ วิธีผลิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือเงื่อนไขด้านดินฟ้าอากาศ คุณลักษณะเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “เรื่องเล่า” หากแต่ถูกยกระดับให้กลายเป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจผ่านระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication)
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา GI จึงไม่ได้เป็นเพียงตรารับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ขายสินค้าได้ในราคาที่สะท้อนคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน และผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
1️⃣ GI คือ “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” มากกว่าตรารับรองสินค้า
สินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือสินค้าที่มีชื่อเสียง คุณภาพ หรือเอกลักษณ์เฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ หมูย่างเมืองตรัง และผ้าไหมยกดอกลำพูน ความโดดเด่นเหล่านี้ทำให้สินค้าไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วย
“ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถแข่งขันด้วยคุณค่า เรื่องราว และความน่าเชื่อถือของแหล่งกำเนิด
ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนแล้ว 252 รายการ ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด โดยภาคเหนือมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง สะท้อนว่าศักยภาพของ GI ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ แต่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
2️⃣ GI ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนได้จริง
จุดเด่นสำคัญของ GI คือการช่วยให้สินค้าท้องถิ่น “ขายได้แพงขึ้น” เพราะผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อคุณภาพ ความเป็นของแท้ และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ หลายสินค้าเมื่อได้รับ GI แล้วสามารถเพิ่มราคาได้หลายเท่าตัว เช่น สับปะรดท่าอุเทน หมี่โคราช ผ้าย้อมคราม และทุเรียนเมืองนนท์ โดยบางรายการมีมูลค่าเพิ่มสูงสุดถึง 660% หลังขึ้นทะเบียน
ในปี 2568 สินค้า GI ไทย 239 รายการ มีมูลค่าการตลาดรวมประมาณ 82,000 ล้านบาท และภาครัฐตั้งเป้าให้รายได้รวมจาก GI ขยับเข้าใกล้ 85,000 ล้านบาทในปี 2569 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า GI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
3️⃣ GI คือเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจฐานราก
สิ่งที่น่าสนใจคือ GI ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกับเจ้าของสินค้า แต่ส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจในพื้นที่ ตั้งแต่เกษตรกร ช่างฝีมือ ผู้แปรรูป ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยว
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการกว่า 17,000 ราย ได้รับอนุญาตใช้ตรา GI อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า GI ได้กลายเป็นแหล่งสร้างงานและรายได้ในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม หลายพื้นที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจน คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาทำธุรกิจท้องถิ่น งานหัตถกรรมและสินค้าเกษตรเฉพาะถิ่นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตในราคาถูกให้พ่อค้าคนกลางเหมือนในอดีต
4️⃣ GI ช่วยยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดโลก
ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การขึ้นทะเบียนในประเทศ แต่ยังผลักดันสินค้า GI ไปขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และยุโรป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ และป้องกันการลอกเลียนแบบชื่อสินค้าไทย
สินค้าไทยหลายรายการเริ่มมีชื่อเสียงในตลาดโลกมากขึ้น เช่น กาแฟดอยตุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และผ้าไหมลำพูน นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้าพาสินค้า GI ไทยออกงานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานแสดงสินค้า งานอาหาร และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยเปิดประตูให้ผู้ผลิตรายย่อยของไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกได้มากขึ้น
5️⃣ โอกาสของ GI ในอนาคตยังเปิดกว้างอีกมาก
แม้ไทยจะมีสินค้า GI แล้ว 252 รายการ แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะสินค้าแปรรูป งานหัตถกรรม และอาหารพื้นถิ่น ภาครัฐตั้งเป้าผลักดันสินค้าใหม่เพิ่มอีก 26 รายการในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อีกกว่า 2,600 ล้านบาท
ในระยะต่อไป GI ยังสามารถเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี เช่น QR Code และระบบ Traceability เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบแหล่งที่มาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การสร้างแบรนด์จังหวัด และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่
6️⃣ ความท้าทายที่ GI ไทยยังต้องเผชิญ
แม้สินค้า GI จะมีศักยภาพสูง แต่หลายพื้นที่ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ทั้งต้นทุนการขอขึ้นทะเบียน การควบคุมมาตรฐานสินค้าให้เหมือนกันทุกผู้ผลิต การขาดความรู้ด้านการตลาด และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
ในบางกรณี แม้สินค้าจะมี GI แล้ว แต่หากไม่มีการสร้างแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ หรือช่องทางขายที่ดี สินค้าก็อาจยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการลอกเลียนแบบ การใช้ชื่อสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และการที่คนรุ่นใหม่ไม่สานต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น
GI คือการเปลี่ยน “รากเหง้า” ให้กลายเป็น “รายได้” เปลี่ยนภูมิปัญญาให้เป็นอำนาจต่อรอง และเปลี่ยนสินค้าท้องถิ่นให้กลายเป็นแบรนด์ที่แข่งขันได้ในระดับโลก
การทำให้สินค้า GI “ขายได้จริง” “แข่งขันได้จริง” และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่สำคัญที่สุดในวันที่เศรษฐกิจไทยต้องการการเติบโตที่กระจายตัวและยั่งยืน
เรื่องและภาพ: สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics
════════════════
Bnomics - Be an Economist for Everyone
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
════════════════
#GeographicalIndication #GI #สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา