8 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

วิธีบริหารธุรกิจ คุณเอลฟ์-เอื้อการย์ เจ้าของ Yoguruto

แบรนด์โยเกิร์ตปั่นราคาหลักสิบ แต่รายได้ร้อยล้าน
ถ้ามีรางวัล Rising Star ให้ผู้ประกอบการที่มาแรงสุดตอนนี้ หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของคุณเอลฟ์-เอื้อการย์ เจ้าของแบรนด์โยเกิร์ตปั่นยอดฮิตอย่าง Yoguruto
เพราะจากร้านสาขาเดียว หน้ามหาวิทยาลัยมหิดล คุณเอลฟ์ ใช้เวลาเพียง 5 ปี สร้างธุรกิจนี้เป็นแฟรนไชส์ 200 สาขา ที่สร้างปรากฏการณ์โยเกิร์ตปั่นระดับประเทศ
โดยจุดเริ่มต้นของ Yoguruto มาจากความพยายามเอาตัวรอดในยุคโควิด-19 ของคุณเอลฟ์ ที่แต่เดิมเธอทำธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ให้ต่างชาติเช่า แต่เมื่อการท่องเที่ยวหดตัว รายได้ก็กลายเป็นศูนย์
เธอและทีมงาน จึงต้องรีบระดมสมองว่าจะทำธุรกิจอะไรต่อ กลายมาเป็นไอเดียการทำโยเกิร์ตปั่นขาย เพราะในไทยตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำ
สาขาแรกของ Yoguruto จึงเกิดขึ้นหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาในปี พ.ศ. 2563 โดยคุณเอลฟ์และทีมเริ่มต้นกันเองแบบผิด ๆ ถูก ๆ
แต่กลายเป็นว่าผลตอบรับดีเกินคาด ผ่านมา 5 ปี ปัจจุบัน Yoguruto ขยายสาขาด้วยระบบแฟรนไชส์ไปแล้วมากกว่า 200 สาขา รวมสาขาที่ต่างจังหวัดด้วย
โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้ Yoguruto ขยายสาขาได้เร็ว ไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งจากแนวคิด “Copy Hard, Paste Easy” คือก๊อบยาก แต่ทำซ้ำง่าย
- สิ่งที่ Copy ยาก คือสูตรของ Yoguruto ที่คิดค้นเอง ทำเองสด ๆ กับ Mindset ในการออกรสชาติใหม่ ๆ
- สิ่งที่ Paste หรือ ทำซ้ำง่าย คือระบบ SOP หรือคู่มือการทำงานที่คุณเอลฟ์เขียนด้วยตัวเอง
ซึ่งคู่มือนี้ เกิดจากตัวคุณเอลฟ์ ลงมือปั่นเอง จนเจอวิธีที่จะทำโยเกิร์ตได้ง่ายที่สุด จึงมั่นใจว่าใครที่ซื้อแฟรนไชส์ไปสามารถทำตามได้ทันที และคู่มือนี้ยังช่วยให้ทุกสาขาของ Yoguruto มีมาตรฐานเดียวกัน
ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือคุณเอลฟ์เล่าว่าทุกปี ที่ Yoguruto จะคัดเมนูที่ไม่ผ่านออก เพราะเคยเจอฟีดแบ็กมาว่ากินแก้วแรกแล้วไม่อร่อย จึงฝังใจ ไม่เปิดใจอีก
คุณเอลฟ์จึงกลัวว่าบางทีเมนูซีซันนัล อาจจะไปโดนใครที่เป็นลูกค้าคนแรก ดังนั้น นอกจากจะคัดเลือกเมนูที่ไม่ผ่านออก เวลาจะทำเมนูใหม่ ๆ ก็จะมีการ Blind Test จากน้อง ๆ ในออฟฟิศ เกือบ 100 คน
สุดท้ายคุณเอลฟ์ได้เล่าบทเรียนราคาแพงที่สุดของเธอ คือการจัดการกับพนักงานที่ Toxic
เธอคิดว่าองค์จะไปได้ไกล ต้องเอาคนที่ Toxic ในองค์กรออก จนกลายมาเป็น Culture ในทีม 3 ข้อ
- No Toxic ไม่ว่าร้ายกัน ไม่นินทาลับหลัง
- No Blame ไม่โทษกัน แต่พยายามพากันหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
- Kind Feedback การคุยกันดี ๆ จะทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้
ซึ่งผลลัพธ์เมื่อคนที่ Toxic ออกไปแล้ว กลายเป็นว่าคนในทีมที่เหลือ ก็กล้านำเสนอไอเดียใหม่ ๆ และ Productivity โดยรวมก็ดีขึ้น..
โฆษณา