8 เม.ย. เวลา 08:39 • ปรัชญา

ชีวิตติดลูป? เมื่อความทรงจำกลายเป็น ‘ภารกิจที่ค้างคา’ ในสมอง

Zeigarnik Effect | เมื่อสมองยังไม่ยอมปิดแท็บความรู้สึกที่ค้างคา
บทความ โดย Mananya S. | Something Little Simple
เคยไหม...? ที่เรื่องราวบางอย่างควรจะจบไปตั้งนานแล้ว แต่ในหัวกลับยังขุดภาพความทรงจำขึ้นมาฉายซ้ำเรื่อยๆ เหมือนเพิ่งเกิดขึ้น กลายเป็นคนติดลูปที่พยายามจะ Move on แต่กลับเหมือนเดินเป็นวงกลม เดินหน้า 2 ก้าว ถอยหลัง 3 ก้าวอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดในอดีต หรือความสัมพันธ์ที่ต้องปิดฉากแบบค้างคา หายจากกันไปโดยไม่มีแม้แต่คำบอกลา...
ซึ่งสภาวะนี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎี Zeigarnik Effect หรือ Unfinished Business ของ Bluma Zeigarnik นักจิตวิทยาชาวลิทัวเนีย ที่มาของทฤษฎีนี้ เกิดจากการที่เธอสังเกตเห็นว่า พนักงานเสิร์ฟมักจะจำออเดอร์ของลูกค้าที่ "ยังไม่จ่ายเงินไ ได้แม่นยำกว่าออเดอร์ที่เช็คบิลเรียบร้อยแล้ว หรือแม้แต่การทดลองให้กลุ่มคน 2 กลุ่มทำข้อสอบ พบว่า คนที่ถูกขัดจังหวะระหว่างทำข้อสอบ จะจดจำเนื้อหาได้ดีกว่ากลุ่มที่ทำรวดเดียวจนจบ
นี่คือเหตุผลที่ว่า "ทำไมเราถึงจดจำ เรื่องราวที่ยังค้างคามากกว่า"
ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำเก่าๆ ที่ค้างคา หรือ ความรู้สึกที่ยังไม่เคยถูกปิด เมื่อนำมาอธิบายความสัมพันธ์ที่ยังวนลูป อารมณ์คิดถึง โหยหา ที่ค้างคาในอดีตจนเราไม่สามารถโฟกัสกับปัจจุบันได้นั้น บางทีมันอาจไม่ใช่เรื่องของหัวใจ หรือ ความรัก ความผูกพัน เสมอไป แต่มันคือเรื่องของ "สมอง"
ความรู้สึก Move on เป็นวงกลมนี้ มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่มีไม่มีชื่อเรียก (Situationship) หรือความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางทีอาจไม่ใช่ความผิดของคุณเลย หรือความผิดของใคร... เพียงแต่เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่คุณกำลังติดลูปนั้น อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้กล้าหาญพอที่จะชัดเจน
ไม่ว่าความไม่ชัดเจนนั้นจะเกิดจากการที่เขาไม่ได้คิดอะไรกับคุณเลย หรือเขามีรูปแบบความผูกพันแบบหลีกหนี (Avoidant) เพื่อไม่ต้องแบกรับผิดชอบทางอารมณ์ของใคร
ผลลัพธ์ที่ยังติดค้างอยู่ในสมองของคุณก็คือ "แท็บงานที่ยังคงเปิดค้างไว้" และสมองของคุณก็ไม่ยอมสั่งให้ Close มันลงเสียที
แล้วทางออกคืออะไร ในวันที่อีกคนหายไป?
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือหยุดตั้งคำถามว่า "ทำไมเขาถึงหายไป?" หรือ "เราทำอะไรผิด?" ไม่ว่าเขาจะหายไปมีใครใหม่ หรือไปคบกับใครก็ตาม
อยากให้คุณกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง แล้วถามว่า "เราพร้อมจะมูฟออนจริงๆ หรือยัง?" เราพร้อมจะพาตัวเองออกจากการคิดวกวนเพื่อประหยัดพลังงานสมองแล้วหรือยัง?
ไม่ใช่การไปจัดการหรือควบคุมคนอื่น แต่คือการ "ยอมรับ"
ยอมรับว่าการที่เขาหายไปในวันที่สถานะยังไม่ชัดเจน ไม่ใช่ความผิดของใคร เพราะทุกคนมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้กับตัวเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องยัดเยียดตัวเองให้ใคร และเราไม่สามารถควบคุมใครได้เลยนอกจากตัวเราเอง
การมูฟออนที่แท้จริง ไม่ได้บอกให้ต้องปิดจบด้วยการลบความทรงจำ (เพราะสมองเราทำไม่ได้)
ไม่ใช่การแก้แค้น ไม่ใช่การประจาน หรือตอกย้ำความล้มเหลว
แต่คือ การยอมรับกับตัวเองอย่างแท้จริงว่า "ฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบ ฉันแค่ไม่เหมาะกับสิ่งนั้น และที่ตรงนั้นไม่ใช่ของเราอีกต่อไป" เมื่อนั้นสมองจะอนุญาตให้ตัวเองปิดแท็บงานที่ค้างคา ของความสัมพันธ์ให้กลายเป็น "อดีต" อย่างแท้จริง และคืนอิสระภาพให้สมองของคุณได้เริ่มต้นใหม่ ให้ตัวเองได้ Move on ทั้งคำพูด และการกระทำเสียที
— แล้ววันหนึ่ง เรื่องราวนี้จะกลายเป็นเพียงอดีตที่เรานึกถึงได้ โดยที่ไม่มีความค้างคาใจเหลืออยู่ และกลายเป็นแท๊บงานที่ปิดโดยสมบูรณ์.
บทความ : Mananya S. | Something Little Simple.
อ้างอิงข้อมูลจาก: ทฤษฎี Zeigarnik Effect โดย Bluma Zeigarnik
#จิตวิทยา #MoveOn #ความสัมพันธ์ #ZeigarnikEffect
โฆษณา