8 เม.ย. เวลา 10:32 • คริปโทเคอร์เรนซี

Bitcoin ผ่านจุดต่ำสุดหรือยัง? สัญญาณฟื้นมา แต่ยังไม่ใช่ขาขึ้นเต็มตัว

โบรกฯ ชี้ตลาดเข้าสู่โหมดสะสม รอเงินไหลกลับ เตือน Bull Run ยังต้องรอสภาพคล่องหนุน
ในช่วงที่ตลาดการเงินยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำถามสำคัญที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังพยายามหาคำตอบคือ Bitcoin ได้ผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้วหรือยัง
การตอบคำถามนี้ไม่สามารถดูเพียงกราฟราคา แต่ต้องพิจารณาภาพรวมของเศรษฐกิจโลก (macroeconomics) ควบคู่ไปกับพฤติกรรมของนักลงทุนและสภาพคล่องในระบบการเงิน
ความตึงเครียดโลกเริ่มคลาย แต่ยังไม่จบ
จากการวิเคราะห์ของ Merkle Capital หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดในช่วงก่อนหน้าคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การหยุดยิงชั่วคราวประมาณ 2 สัปดาห์ และสัญญาณของการเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันเริ่มฟื้นตัว และราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทันที สะท้อนว่าตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้าน supply shock (ภาวะที่อุปทานหายไปอย่างฉับพลัน)
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะบทบาทของอิสราเอลที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อหรือบานปลายได้
ในภาพใหญ่จึงสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี
-หากการเจรจาจบลงด้วยดี ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลงต่อ และการค้าโลกจะฟื้นตัว
-หากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นไปสูงกว่า 100 ดอลลาร์ ซึ่งจะกดดันเศรษฐกิจและตลาดการเงินอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม Merkle Capital ประเมินว่าโอกาสที่สถานการณ์จะไม่บานปลายมีมากกว่า และตัวเลขสำคัญในตลาด เช่น การขนส่งน้ำมันและความผันผวนของราคาจะค่อยๆ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ตลาดการเงินเข้าสู่โหมด “Risk-On”
เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง พฤติกรรมของนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนจาก “ป้องกันความเสี่ยง” ไปสู่ “การรับความเสี่ยง” หรือที่เรียกว่า Risk-On
สัญญาณที่สะท้อนภาพนี้ ได้แก่:
-ค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) อ่อนค่าลง
-ราคาทองคำยังคงปรับขึ้น แต่เริ่มชะลอแรง
-Bitcoin เริ่มฟื้นตัว
การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่าเงินทุนกำลังเริ่มไหลกลับเข้าสู่ระบบ และนักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
ตลาดจะหันมาสนใจดอกเบี้ยหลังสงครามผ่อนคลาย
หลังจากความเสี่ยงสงครามเริ่มคลี่คลาย ตลาดมีโอกาสกลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เงินเฟ้อ, ตลาดแรงงาน, และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
มุมมองหลักในปัจจุบันคือ อัตราดอกเบี้ยมีคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงปีหน้า โดยมีโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน 2027 ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยแตะจุดต่ำสุดในวงจรนี้ในช่วงกลางปีหน้า
ประเด็นการค้าโลกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ยังไม่หาย
แม้ว่าความกังวลเรื่องนโยบายภาษีนำเข้า (tariffs) จะลดลงในระยะสั้น แต่ยังถือเป็นความเสี่ยงในระยะยาว เศรษฐกิจโลกยังคงมีสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง หากมีการกลับมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้าอย่างเข้มงวดอีกครั้ง จะส่งผลต่อ sentiment ของตลาดทันที โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยง
Bitcoin ส่งสัญญาณว่ากลับมาอยู่ใน “โซนสะสม”
เมื่อสถานการณ์สงครามผ่อนคลาย Bitcoin เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวโดยมีหลายปัจจัยสนับสนุน เช่น
1.การปรับฐานของราคา
Bitcoin ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดประมาณ 50% ซึ่งในอดีตถือเป็นระดับที่นักลงทุนระยะยาวและสถาบันเริ่มเข้ามาสะสม
2.MVRV Ratio: ตัวชี้วัดความถูกแพง
MVRV (Market Value to Realized Value) เป็นตัวชี้วัดที่เปรียบเทียบ มูลค่าตลาดปัจจุบัน (Market Value) กับ มูลค่าที่นักลงทุนซื้อจริง (Realized Value) ซึ่งหากค่า MVRV อยู่ระดับต่ำ เช่น ประมาณ 0.8 เหมือนในปัจจุบัน หมายความว่าราคาปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนจำนวนมาก จึงมักถูกมองว่าเป็น “โซนสะสม”
อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงในระยะส้้น เพราะหาก MVRV กลับขึ้นไปใกล้ 1 นักลงทุนที่ขาดทุนจะเริ่ม “กลับมาเท่าทุน” และมีโอกาสขายทำกำไร ซึ่งอาจกดดันราคาในระยะสั้น
3.Open Interest: วัดแรงเก็งกำไร
Open Interest (OI) คือจำนวนสัญญาในตลาดอนุพันธ์ (เช่น Futures) ที่ยังเปิดอยู่ โดย OI ต่ำ แปลว่าการเก็งกำไรน้อย และตลาดไม่ร้อนแรงเกินไป ซึ่งในปัจจุบัน OI ของ Bitcoin เริ่มลดลงมา และหากราคา Bitcoin ค่อยๆ ปรับขึ้นโดยที่ OI ไม่เพิ่มมาก ก็แปลว่าการขึ้นนั้นไม่ได้มาจาก leverage (การใช้เงินกู้) มากนัก ซึ่งถือว่าเป็น “การขึ้นที่มีคุณภาพ”
4.การเข้ามาของนักลงทุนสถาบัน
ข้อมูลชี้ว่าการลงทุนใน Bitcoin ของสถาบันยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.66% ของสินทรัพย์ทั้งหมด (AUM) คิดเป็นประมาณ 7% ของ market cap ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ยังมีพื้นที่ให้เงินทุนขนาดใหญ่ไหลเข้ามาได้อีกมากในอนาคต
มุมมองต่อทิศทางตลาดคริปโตโดยรวม
ในภาพรวม มีสัญญาณว่าตลาดคริปโตอาจเริ่มฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป โดยเฉพาะหากสภาพคล่องเริ่มกลับมา
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเข้าสู่ “bull run เต็มตัว” ในปีนี้ยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสภาพคล่องยังไม่ฟื้นเต็มที่ และสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมยังถูกกดดัน
โดย Bitcoin อาจฟื้นตัวได้ แต่การทำจุดสูงสุดใหม่ (new high) ภายในปีเดียวกันยังคงเป็นไปได้ยาก
นี่เป็นเพราะในช่วงแรก เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มคลายตัว เงินจะเลือกไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) เช่น ทองคำ ก่อน และเมื่อความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา เงินทุนจึงค่อยๆ ไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเช่น Bitcoin มากขึ้น
ดังนั้น การที่ Bitcoin ยังไม่ดีดขึ้นแรงในทันที ไม่ได้แปลว่าขาดศักยภาพ แต่สะท้อนว่า “วัฏจักรของเงินทุน” ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
สรุป
จากทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และข้อมูล on-chain ของ Bitcoin สามารถสรุปได้ว่า
Bitcoin มีโอกาส “ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว” ในเชิงวัฏจักร แต่ยังไม่เข้าสู่ช่วง bull market อย่างเต็มรูปแบบ
ตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “ความกลัว” ไปสู่ “ความระมัดระวัง” และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนที่สภาพคล่องจะกลับมาสนับสนุนการขึ้นรอบใหญ่
โฆษณา