Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
8 เม.ย. เวลา 21:54 • หนังสือ
พฤศจิกายน
วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉะบับลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม กับลายพระหัตถ์ฉะบับเล็กสอดมาในซองนั้น
หม่อมฉันยินดีที่ทราบว่าอาการป่วยของเจริญใจคลายขึ้นอีก เห็นจะยังต้องระวังไปอีกนาน แต่ยังหวังใจว่าจะกลับหายจนเปนปกติได้
ต้นชื่อของ ตาด เข้มขาบ เยียรบับ และส่าน ที่พระยาอนุมาณค้นได้นั้นดีนัก ของเขาถูกแน่เว้นแต่อัตลัดนั้นควร “ฟังไว้ก่อน” อ่านวินิจฉัยของพระยาอนุมาณออกคิดถึงหนังสือ “วินิจฉัยวรรณคดี” น่าเสียดายที่หยุดไปเสีย ได้ยินว่าคนอื่นที่เสียดายก็มีมาก
ที่ตรัสถามถึงคำเรียก “พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์” ว่าจะมีพระองค์อื่นนอกจากสมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถอีกหรือไม่นั้น หม่อมฉันนึกว่าในจารึกฐานรูปพระอิศวรเมืองกำแพงเพ็ชร์ที่อยู่ในห้องเครื่องสัมฤทธิ์ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยนั้น มีคำกล่าวว่าผู้สร้าง “ถวายพระราชกุศลแก่พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์” สอบศักราช
ตรงกับสมเด็จพระบรมราชา (ที่ ๓) กับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งเปนพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทั้ง ๒ พระองค์ ตามเรื่องพงศาวดาร “ฉะบับหลวงประเสริฐ” ซึ่งแต่งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ ว่าเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคต ทรงมอบเวรราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาให้พระบรมราชาราชโอรสพระองค์ใหญ่
ครอง และมอบราชสมบัติเมืองเหนือให้ “พระเชษฐาธิราช” ราชโอรสพระองค์น้อยครอง เข้ากับเวลาพระยาศรีธรรมาโศกเจ้าเมืองกำแพงเพ็ชร์หล่อรูปพระอิศวร ครั้งนั้นมีพระเจ้าแผ่นดินเป็น ๒ พระองค์อยู่ ๓ ปี สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ที่ ๓) สวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๔ สมเด็จพระเชษฐาธิราชก็ได้ครองหมดทั้งประเทศแต่พระองค์เดียวต่อมาเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี (ที่ ๒) นอกจากนี้หม่อมฉันนึกไม่ออกว่าจะมีพระองค์อื่นอีก
เมื่อเร็วๆ นี้พระยาอนุมาณมีจดหมายมาถึงหม่อมฉัน ขออนุญาตพิมพ์รูปสัมฤทธิ์ที่พะม่าเอาไปจากเมืองไทย กับคำอธิบายของหม่อมฉัน ประกอบกับพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง “เรื่องวิจารณ์พงศาวดาร” ซึ่งจะพิมพ์เปนหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพพระองค์หญิงอรพินธเพ็ญภาค๑ ด้วยแกได้เห็นที่
หม่อมฉันให้เปนของฝากแก่หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เมื่อกลับมาจากเมืองพะม่า หม่อมฉันได้อนุญาตไปแล้ว เขาส่งพระราชนิพนธ์มาให้ดูด้วยทั้ง ๒ เรื่อง หม่อมฉันออกชอบที่เขาตั้งใจหาความรู้ จึงเขียนวิจารณ์ไปให้เขาฉะเพาะตัวบ้างเล็กน้อย ได้คัดสำเนามาถวายทอดพระเนตรเล่นด้วย
ในคราวเมลนี้หม่อมฉันถวายเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าตอนที่ ๗ ท่อนที่ ๒ มาถวาย แต่รูปประกอบพิมพ์ไม่ทัน จะส่งถวายต่อคราวหน้า
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๕ พระองค์เจ้าอรพินทุ์เพ็ญภาค ประสูติ ๒๗ เมษายน ๒๔๑๖ สิ้นพระชนม์ ๒๖ มกราคม ๒๔๗๘ ↩
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ถึง พระยาอนุมาณราชธน
ฉันได้รับจดหมายของเจ้าคุณลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม อนุญาตพิมพ์รูปฉายภาพทองสัมฤทธิ์ซึ่งพะม่าเอาไปจากกรุงศรีอยุธยา กับคำอธิบายเรื่องประวัติรูปภาพเหล่านั้น ที่ฉันได้ส่งไปให้หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ประกอบกับพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งจะพิมพ์แจกในงานพระศพพระองค์เจ้าหญิงอรพินธเพ็ญภาค และเจ้าคุณส่งสำเนาพระราชนิพนธ์ทั้ง ๒ เรื่องมาให้ฉันดูด้วยนั้น ขอบใจเจ้าคุณมาก
ข้อที่ขอพิมพ์รูปฉายภาพทองสัมฤทธิ์กับคำอธิบาย ฉันอนุญาตไม่ขัดขวาง เจ้าคุณจงไปเอารูปกับคำอธิบายที่หลวงบริบาลฯ มาจำลองพิมพ์ตามปรารถนาเถิด ฉันได้มีจดหมายบอกอนุญาตไปยังหลวงบริบาลฯ ด้วยแล้ว
ที่ฉันตอบจดหมายเจ้าคุณช้าไปสักหน่อยเพราะอยากจะอ่านพระราชนิพนธ์เสียก่อน เมื่ออ่านแล้วเห็นพระราชนิพนธ์ ๒ เรื่องนั้นผิดกันชอบกล พระราชนิพนธ์เรื่องวังหน้าไม่ปรากฎในหนังสือนั้นว่าทรงพระราชนิพนธ์เมื่อใด ฉันสันนิษฐาน (โดยอาศัยเหตุที่จะบอกแก่เจ้าคุณต่อไปข้างหน้า) ว่าทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ แต่เรื่องราชวิจารณ์พงศาวดารบอกปีไว้ในหนังสือนั้น ว่าทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ “ปีฉลูนพศก” และหลังศกมีหมายเลขปีที่ ๑๐ ในรัชชกาลตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๐ ภายหลังทรงพระราชนิพนธ์เรื่องวังหน้า ๓ ปี
อธิบายที่จะกล่าวต่อไปนี้ ขอให้เข้าใจว่าบอกแก่ตัวเจ้าคุณเปนปฏิการไมตรีจิตร มิใช่สำหรับให้เอาไปลงในคำนำหนังสือซึ่งจะพิมพ์ใหม่ เหตุที่ฉันเห็นว่าพระราชนิพนธ์ ๒ เรื่องผิดกันชอบกลนั้นด้วยพระราชนิพนธ์เรื่องวังหน้าทรงแต่งตาม “หนังสือ” พงศาวดารที่ปรากฎเปนตำราอยู่แล้ว คือหนังสือพระราชพงศาวดารฉะบับพิมพ์ ๒ เล่ม กับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทรที่เจ้าพระยาทิพากรวงศแต่ง (แต่เวลานั้น
ยังไม่ได้พิมพ์) รูปพระราชนิพนธ์เปนแต่อย่างบอกบัญชีเจ้านายที่ได้เปนวังหน้ามาแต่ตั้งกรุงศรีอยุธยา กับอธิบายเหตุที่เจ้านายเหล่านั้นได้เปนวังหน้ามาปรากฎพระราชวินิจฉัยเปนข้อสำคัญอยู่ข้างท้ายว่ากรมพระราชวังบวรวิชัยขาญ “เปนวังหน้าซึ่งมิได้เปนพระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ และพระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงเลือกเอง เปนที่ ๑ (คือองค์แรก) ตั้งแต่กรุงทวาราวดีจนถึงกรุงรัตนโกสินทรบัดนี้” อันเปนความจริงที่มิ
ใคร่มีใครรู้ จึงทรงพระราชนิพนธ์พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ ความส่อให้เห็นว่าคงทรงพระราชนิพนธ์เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญหนีลงไปอาศัยอยู่ ณ สถานกงซุลอังกฤษในปี จอ พ.ศ. ๒๔๑๗ มิใช่ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทิวงคตใน พ.ศ. ๒๔๒๘ เพราะครั้งหลังมีพระราชนิพนธ์พระบรมราชาธิบายเรื่องวังหน้าอยู่ในประกาศตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แต่พระราชนิพนธ์เรื่องวังหน้าที่จะพิมพ์นี้ทรงแต่งสำหรับให้อ่านกันที่ไหนฉันไม่ทราบ เวลานั้นฉันเปนเด็กยังไม่ได้
โกนจุก แต่ที่มิได้พิมพ์โฆษณาส่อให้เห็นว่าสำหรับแต่ให้ทราบกันเพียงในมณฑลอันจำกัด การที่จะพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่องวังหน้าควรบอกศักราช เช่นว่า “สันนิษฐานว่าทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗” ไว้ด้วย จะลงในคำนำหรือที่จั่วหน้าเรื่องก็ได้ทั้ง ๒ สถานแล้วแต่เจ้าคุณจะเห็นควร ถ้าไม่บอกสมัยที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ด้วย ฉันเกรงว่านักเรียนในสมัยนี้ที่ไม่รู้เค้าเงื่อน จะติพระปรีชาญาณของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เพราะศักราชและตัวเรื่องพงศาวดารในพระราชนิพนธ์นั้น เปนแต่
ทรงคัดมาจากหนังสือพระราชพงศาวดาร ไม่ตรงกับที่มาสอบได้เปนหลักฐานเมื่อภายหลังมีอยู่หลายแห่ง พระราชนิพนธ์ วิจารณ์พงศาวดารนั้น ทรงพระราชวินิจฉัยตลอดเรื่องผิดกับเรื่องวังหน้าด้วยประการดังนี้ ฉันสันนิษฐานว่าเห็นจะทรงพระราชนิพนธ์ในสมัยเมื่อแรกตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ เพราะการศึกษาพงศาวดารเริ่มฟื้นขึ้นแต่สมัยนั้น อันเข้าใจว่าเจ้าคุณจะเอารูปภาพกับคำอธิบายของอันพ่วงเข้าข้างท้ายดูก็พอเหมาะดี
ฉันได้ส่งสำเนาพระราชนิพนธ์ทั้ง ๒ เรื่อง กลับคืนมาพร้อมจดหมายนี้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๗ เที่ยวเมืองพุกาม (ท่อนที่ ๒)
จะเล่าเรื่องตำนานเมืองพุกามต้องกล่าวถึงชาวเมืองพะม่าแต่ดึกดัมบรรพ์ก่อนจึงจะเข้าใจได้ชัดเจน แผ่นดินที่รวมเปนเมืองพะม่าอยู่บัดนี้เดิมทีเดียวตอนใกล้ฝั่งทะเลเปนที่อยู่ของมนุษย์จำพวกผิวดำและผมหยิกฝรั่งเรียกว่า ชาวอินโดเนเซีย Indonesia ไทยเราเรียกว่า “เงาะ” หรือ “ชาวน้ำ” แต่ตอนดอนขึ้นไปไม่มีร่องรอยที่จะรู้ว่ามนุษย์จำพวกใดอยู่มาก่อน จนถึงราวสมัยใกล้พุทธกาลจึงมีมนุษย์จำพวกที่ฝรั่งเรียกว่า มง
โคเลียน Mongolian เริ่มอพยบจากแดนดินที่เปนเมืองจีนอยู่เดี๋ยวนี้คงมาตั้งภูมิลำเนาในเมืองพะม่า มนุษย์พวกมงโคเลียนที่อพยบลงมาชั้นแรกนั้นพูดภาษาเดียวกัน และมาจากแดนจีนภาคใต้โดยทางเดียวกัน แต่มาแยกกันเมื่อถึงแม่น้ำโขง พวกหนึ่งอพยบต่อลงไปทางลุ่มแม่น้ำโขงไปเที่ยวตั้งภูมิลำเนาทางนั้น ภายหลังได้นามว่า “เขมร” หรือ “ขอม” พวกหนึ่งอพยบมาทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มาได้นามว่า “ลาว” หรือ “ลว้า” อีกพวกหนึ่งอพยบไปทางลุ่มแม่น้ำสละวิน ไปตั้งภูมิลำเนาตอน
ชายทะเลใกล้ปากแม่น้ำสละวิน พวกนี้ต่อมาได้นามว่า “มอญ” ขยายอาณาเขตขึ้นไปข้างเหนือจนถึงแม่น้ำสะโตงและแม่น้ำเอราวดี ภายหลังรวมกันเปนประเทศมอญตั้งเมืองสะเทิมเปนเมืองหลวง ต่อมามีมนุษย์จำพวกมงโคเลียนอีก ๓ จำพวกพูดภาษาต่างกัน เดิมอยู่ในแดนจีนทางข้างตะวันตก (ต่อแดนธิเบต) อพยบลงมาทางลุ่มน้ำเอราวดี จำพวกที่ ๑ ที่นำหน้าลงมาก่อนเรียกว่าพวก “พยุ” Pyuมาตั้งภูมิลำเนาในแดนดินที่ภายหลังตั้งเปนเมืองพะม่า ต่อแดนมอญไปข้างเหนือ รวมกันเปนประเทศหนึ่ง
ตั้งเมืองสารเขตร์เปนเมืองหลวง (อยู่ใกล้กับเมืองแปรบัดนี้) พวกที่ ๒ ซึ่งอพยบตามพวกพยุลงมา (คือพวกพะม่าแต่ชั้นแรก) เรียกว่า “ม่าน” Myon จำพวกนี้มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ข้างเหนือแดนของพวกพยุขึ้นไปจนต่อแดนพวกไทย (เมื่อยังอยู่เมืองนั้นเจา) ตั้งเมืองตะโล้งเปนเมืองหลวง จำพวกที่ ๓ เรียกว่า การัน Karan ไปตั้งภูมิลำเนาทางชายทะเลอ่าวเบงคอล ต่อมาเปนประเทศได้นามว่า “ยักไข่” Araccan ถ้าว่าฉะเพาะแผ่นดินที่เปนเมืองพะม่าเดี๋ยวนี้ชาวเมืองชั้นเดิมที่เปนพวกใหญ่จึงเปน
๓ ชาติ แบ่งอาณาเขตต์กันปกครองเปน ๓ ภาค ภาคเหนือเปนอาณาเขตต์พวกม่าน ภาคกลางเปนอาณาเขตต์พวกพยุ ภาคใต้เปนอาณาเขตต์พวกมอญ พวกอินโดเนเซียที่มาอยู่ก่อนทนพวกที่มาใหม่เบียดเบียนไม่ไหวก็พากันอพยบย้ายถิ่นฐานไปเที่ยวอยู่กับพวกของตนที่มีอยู่ตามเกาะในมหาสมุท หรือหนีขึ้นไปอาศัยอยู่บนภูเขา ยังมีพืชพันธุ์อยู่จนบัดนี้ เมื่อมีบ้านเมืองเกิดขึ้นแล้วพวกชาวอินเดียก็ใช้เรือมาค้าขาย ด้วยอยู่ใกล้กันเปรียบอย่างกรุงเทพฯ กับเมืองสิงคโปร์ จะเริ่มมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฎ
มีในเรื่องพงศาวดารอินเดียแต่ว่าเมื่อพระเจ้าจันทรคุปต์ต้นราชวงศ์โมรีย์ (องค์อัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช) เปนพระเจ้าราชาธิราชอยู่ในระวาง พ.ศ. ๒๒๒ จน พ.ศ. ๒๔๖ นั้น ประสงค์จะบำรุงเศรฐกิจให้รุ่งเรืองทรงแนะนำอุดหนุนให้พวกชาวอินเดียไปเที่ยวค้าขายตามต่างประเทศ จึงประมาณว่าชาวอินเดียจะเริ่มมาค้าขายที่เมืองยักไข่ เมืองสารเขตร์ เมืองสะเทิม (และเดินบกจากเมืองมอญมาถึงเมืองนครปฐมเมื่อยังเปนเมืองหลวงของพวกลาว) ตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๓๐ เปนต้นมา
ลักษณที่พวกชาวอินเดียมาค้าขายนั้น ที่แห่งใดค้าขายดีก็ตั้งเปนสถานี ให้คนพวกของตนผลัดเปลี่ยนกันอยู่ประจำทำการมากบ้างน้อยบ้าง ชาวอินเดียที่มาค้าขายล้วนแต่ผู้ชาย มักมาได้หญิงชาวเมืองเปนเมียแล้วเลยตั้งภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ เกิดมีเชื้อสายชาวอินเดียเปนพลเมืองมากขึ้นโดยลำดับ ก็ชาวอินเดียได้บันลุอาริยธรรมสูงกว่าพวกชาวเมืองที่อยู่มาแต่ก่อน เมื่อมาอยู่ปะปนกันนานเข้าพวกชาวอินเดียก็ได้เปนครูบาอาจารย์ นำวิชาความรู้กับทั้งประเพณีแลสาสนาของชาวอินเดียก็มาประดิษฐานใน
ประเทศเหล่านี้ ต่อมาถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเปนราชาธิราชในอินเดียเมื่อระวาง พ.ศ. ๒๖๘ จน พ.ศ. ๓๐๐ ทรงเลื่อมไสยสถาปนาพระพุทธสาสนาเปนสาสนาสำหรับประเทศ แล้วให้เที่ยวสั่งสอนพระพุทธสาสนาถึงนา ๆ ประเทศ (ดังจะพรรณนาโดยพิศดารในตอนที่ ๘ ต่อไปข้างหน้า) พวกชาวเมืองยักไข่ เมืองพยุ แลเมืองมอญ (ตลอดไปจนพวกลาวที่เมืองนครปฐม) ก็นับถือพระพุทธสาสนาแต่นั้นมาในสมัยเมื่อพระพุทธสาสนามาประดิษฐานแล้วดูเหมือนพวกพยุที่เมืองสารเขตร์จะรุ่งเรืองอาริย
ธรรมยิ่งกว่าพวกอื่น เพราะปรากฎว่าพวกพยุรู้จักใช้หนังสือก่อน และพวกมอญกับพะม่าเอาแบบอักษรพยุไปแก้ไขใช้เปนหนังสือของตนเมื่อภายหลัง ศิลาจารึกโบราณที่พบในเมืองพะม่าชั้นเก่ากว่าเพื่อนก็เปนอักษรแลภาษาพยุทั้งนั้น เรื่องที่พรรณนามาถ้าว่าโดยย่อแผ่นดินที่เปนเมืองพะม่าเดี๋ยวนี้แบ่งเปน ๔ อาณาเขตต์ คือ ประเทศม่าน ยักไข่ พยุ แลมอญ มาหลายร้อยปีจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเปนต้นเรื่องตำนานเมืองพุกามที่จะกล่าวต่อไป
เรื่องตำนานเมืองพุกามเปน ๒ ภาค ภาคต้นเปนสมัยเมื่อพระราชาธิบดีปกครอง ภาคปลายเปนสมัยพระเจ้าราชาธิราชปกครอง ในภาคต้นมิใคร่รู้ได้ชัดเจนเหมือนภาคปลาย เริ่มความภาคต้นว่าเมื่อ พ.ศ. ๖๕๐ พวกมอญขยายอาณาเขตต์ขึ้นมาข้างเหนือ
ตีได้เมืองสารเขตร์ อันเปนราชธานีของพวกพยุ พระเจ้าแผ่นดินพยุถูกจับไปเปนเชลยหรือสิ้นพระชนม์สูญไป มีราชภินัยองค์หนึ่งทรงนามว่า “สมุทฤทธิ์” Thamudarit หนีพ้นภัยได้ พาพรรคพวกขึ้นไปข้างเหนือ ไปตั้งถิ่นถานอยู่ที่ป่า “ปอกกัน” Paukkan (น่าจะเปนมูลของชื่อที่เรียกกันว่าเมืองพุกามเมื่อภายหลัง) พวกพยุและพวกอื่นที่แตกฉานเที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ ณ ที่ต่างๆ ก็พากันไปรวบรวมอยู่กับเจ้าสมุท
ฤทธิ์มากขึ้นจนมีหมู่บ้านถึง ๑๙ ตำบล คนเหล่านั้นพร้อมใจกันยกเจ้าสมุทฤทธิ์ขึ้นเปนพระราชาธิบดีครองอาณาเขตต์เปนอิสสระ จึงเกิดเมืองพุกามขึ้นด้วยประการฉนี้ ในสมัยเดียวกันนั้นประเทศม่านทางข้างเหนือก็ถูกพวกไทยรุกแดนเข้ามาทางตะวันออก พวกม่านสู้ไม่ได้ก็เริ่มอพยบลงมาตั้งภูมิลำเนาทางข้างใต้ (ตอนที่ภายหลังตั้งเปนเมืองชเวโบ และเมืองอังวะ) มากขึ้นเปนลำดับมา พวกม่านนั้นก็ถือพระพุทธสาสนา แต่ถือตามลัทธิมหายาน ซึ่งชาวอินเดียพามายังเมืองม่านโดยทางบก ต่างลัทธิกับที่
พวกมอญ พยุ ที่ถืออย่างหินยาน เวลาเมื่อพระเจ้าสมุทฤทธิ์ครองเมืองพุกามนั้น มีเจ้าม่านในราชวงศ์ซึ่งเคยครองเมืองตะโก้งองค์หนึ่งทรงนามว่า “ปยินสอตี” Pyin Saw Ti เปนศิษย์อยู่ในสำนักพระยเสคยอง Yathe Gyaung (เห็นจะเปนเถระพระสงฆ์มหายาน) พระอาจารย์พาหนีภัยจากเมืองม่านลงมาขอพึ่งบุญพระเจ้าสมุทฤทธิ์อยู่ที่เมืองพุกามแต่ยังเยาว์ ครั้นเจ้าปยินสอตีเติบใหญ่ขึ้นเปนคนกล้าหาญมีความสามารถในการรบพุ่งปราบปรามข้าศึกศัตรู พระเจ้าสมุทฤทธิ์จึงให้อภิเศกกับราชธิดาและต่อ
มาตั้งให้เปนมหาอุปราช แต่เมื่อพระเจ้าสมุทฤทธิ์สิ้นพระชนม์เจ้าปยินสอตีจะสนองคุณอาจารย์ เชิญให้พระยเสคยอง (ลาสิกขา) ขึ้นครองราชสมบัติตัวเองคงเปนแต่มหาอุปราชต่อมาจนอาจารย์สิ้นชีพแล้วจึงขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าปยินสอตีเปนกษัตริย์ม่านองค์แรกที่ครองเมืองพุกาม เมื่อแผ่อาณาเขตต์ขึ้นไปได้กว้างขวางประสงค์จะให้คนต่างชาติต่างภาษาที่เปนพลเมืองเปนพวกเดียวกันทั้งหมด จึงให้ใช้คำ “มรัมมะ” Maramma เปนนามสำหรับเรียกชาวเมืองซึ่งขึ้นอยู่ในอาณาเขตต์
พุกาม เปนมูลของคำที่เรียกว่า “พะม่า” กันอยู่จนบัดนี้ จึงเกิดประเทศพะม่าขึ้นเปนคู่แข่งกับประเทศมอญตั้งแต่สมัยพระเจ้าปยินสอตีเปนต้นมา ราชธานีของประเทศพะม่า ตั้งอยู่ที่เมืองปอกกันมาสัก ๑๐๐ ปี มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองต่อกันมา ๖ พระองค์ ถึงพระเจ้าสินลิคยอง Thinli Gyaung ให้สร้างราชธานีใหม่เรียกว่าเมืองศรีวิสัย Thiyipissya ที่ตำบลกยอกสะคะ Yauksaka อยู่ข้างใต้ราชธานีเดิม มีพระเจ้าแผ่นดินครองอาณาเขตต์พะม่าอยู่ที่เมืองศรีวิสัยต่อมา ๖ พระองค์ ถึงพระเจ้าแผ่นดิน
องค์หนึ่งทรงพระนามว่า “แสกแดง” Thaikdaing อันนับในจำนวนเปนที่ ๑๒ ให้ย้ายราชธานีไปสร้างใหม่ที่ตำบลสะมะดี ขนานนามเมืองว่า “สัมปาวดี” Sumpawadi มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองสืบกันมาอีก ๗ พระองค์ ถึงพระเจ้า “ตุนคยิต” Tungyit เมื่อพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้สิ้นพระชนม์ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ราชสมบัติไปได้แก่ “บัณฑิตย์” คนหนึ่ง จะเปนเชื้อสายราชวงศ์หรืออย่างไรไม่กล่าว ปรากฏแต่ว่าบวชเปนพระภิกษุสึกออกมาเปนพระเจ้าแผ่นดิน แต่เห็นจะเปนผู้รอบรู้โหราสาสตร์และวิชา
อาคมมาก เมื่อครองราชสมบัติทรงพระนามว่า “พระเจ้าสิงกราชา” Thinka Yaza (ดูเหมือนจะเรียกในหนังสือแต่งทางเมืองเชียงใหม่ว่า “สิงหราชา”) เปนผู้ที่ตั้งจุลศักราชเมื่อ พ.ศ. ๑๑๘๑ ต่อพระเจ้าสิงกราชามีพระเจ้าแผ่นดินครองอาณาเขตต์พะม่าอยู่ที่เมืองสัมปาวดีต่อมาอีก ๑๓ องค์ ถึง “พระเจ้าปยินพรา” Pyin Pya นับเปนที่ ๓๓ ย้ายราชธานีจากเมืองสัมปาวดีมาสร้างเมืองพุกามที่ปรากฏอยู่บัดนี้ เป็นราชธานีขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๐ (ดูเหมือนจะขนานนามเมืองว่า “อริมัทบุระ” เรียก
นามนั้นปรากฎอยู่ในหนังสือแต่งที่เมืองลังกา) มีพระเจ้าแผ่นดินต่อมาอีก ๗ องค์ ถึง “พระเจ้าโสกกะเต” Sokka te นับเปนที่ ๔๐ มีน้องยาเธอต่างพระชนนีองค์หนึ่ง ทรงนามว่า “อนุรุธ” พะม่าเรียกว่า “อโนรธา” Anawrahter เกิดกินแหนงกันและกัน เจ้าอนุรุธหนีไปตั้งซ่อมสุมผู้คน ณ ตำบลโปปาที่เชิงภูเขามหาคีรี ได้รี้พลมากแล้วยกเข้ามารบชิงได้ราชสมบัติจากพระเจ้าโสกกะเต ก็ได้เปนพระเจ้าแผ่นดินเมื่อ พ.ศ. ๑๕๘๗ สิ้นเรื่องเมืองพุกามภาคต้นเพียงนี้
รวมปีแต่แรกตั้งเมืองพุกามมาจนพระเจ้าอนุรุธได้ราชสมบัติประมาณ ๙๓๖ ปี มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองมา ๔๑ พระองค์ สร้างเมืองต่างๆ เปนราชธานีถึง ๔ เมืองคือ เมืองปอกกัน เมืองศรีวิลัย เมืองสัมปาวดี และเมืองอริมัทบุระ พวกพะม่าถือพระพุทธสาสนา เวลาราชธานีตั้งอยู่ที่ไหนก็พากันสร้างเจดีย์สถานที่นั้น ก็เมืองราชธานีทั้ง ๔
นั้นอยู่ใกล้ๆ กัน เพราะฉะนั้นจึงมีเจดีย์สถานมากกว่ามาก สร้างเรี่ยรายไปตามท้องที่หลายร้อยเส้น แต่เจดีย์สถานที่สร้างก่อนรัชชสมัยของพระเจ้าอนุรุธ สร้างทางคติมหายานและเปนวัดขนาดย่อมๆ ทั้งนั้น ยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ก็มาก วัดที่ทำใหญ่โตงดงามเปนของสร้างแต่สมัยพระเจ้าอนุรุธเปนต้นมา และสร้างทางคติหินยานทั้งนั้น
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย