แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการสื่อสารที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง!
โฆษณาของ BlackBerry ในเวลานั้นใช้ภาพ “ผลแบล็กเบอร์รี่ 🫐” พุ่งชน “แอปเปิล 🍎” จนแตกกระจาย พร้อมข้อความว่า “Nothing can touch it” เพื่อสื่อว่า มือถือของพวกเขาเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน 📱
แต่หลังจากนั้น Apple ก็ออกโฆษณาตอบกลับชื่อ “Simple Facts” ซึ่งใช้วิธีเล่าเรื่องแบบเบาๆ และมีอารมณ์ขันมากกว่า เป็นการตอบโต้ที่ไม่ต้องโจมตีตรงๆ แต่ทำให้คนดูเข้าใจได้ทันที
เบื้องหลังเรื่องนี้มีหลักจิตวิทยาที่น่าสนใจมาก เรียกว่า Boomerang Effect 🪃
แนวคิดนี้มาจากงานวิจัยของนักจิตวิทยา Jack Brehm ในปี 1966 ที่พบว่า เมื่อผู้คนรู้สึกว่ามีใครกำลังพยายาม “บังคับให้เขาคิดแบบหนึ่ง” สมองจะเกิดปฏิกิริยาป้องกันตัว 🧠 และมักจะเชื่อหรือยึดถือความคิดตรงข้ามมากขึ้น
พูดง่ายๆ คือ
ยิ่งพยายามบอกคนอื่นว่า เขาคิดผิด
เขายิ่งยึดความคิดเดิมแน่นกว่าเดิม
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแคมเปญของ BlackBerry เพราะโฆษณานั้นเหมือนกำลังบอกผู้ใช้ iPhone ว่า
“คุณเลือกของที่ด้อยกว่า”
แต่ในเวลานั้น ผู้ใช้ iPhone จำนวนมากรักสินค้าของตัวเองอยู่แล้ว การโจมตีแบบนี้จึงไม่ได้ทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ กลับยิ่งทำให้พวกเขาภักดีต่อแบรนด์มากขึ้น
ผลลัพธ์คือ BlackBerry ไม่เพียงไม่สามารถดึงผู้ใช้ Apple มาได้ แต่ยังทำให้กลุ่มคนที่ควรจะเป็นลูกค้าในอนาคตรู้สึกห่างเหินกับแบรนด์ด้วย!
🦜นกกระซิบ:
ถ้ามองในมุมกลยุทธ์แบรนด์ เรื่องนี้ให้บทเรียนสำคัญมาก การโจมตีคู่แข่งอาจดูดุดันและสะใจในเชิงโฆษณา แต่ในเชิงแบรนด์มันมีความเสี่ยงสูง เพราะแบรนด์ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ มันอยู่ในความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งที่พวกเขาเลือกใช้
เมื่อผู้บริโภคมีความผูกพันกับแบรนด์หนึ่งแล้ว การบอกว่า “สิ่งที่เขาเลือกนั้นผิด” มักไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนใจ แต่กลับทำให้เขาปกป้องแบรนด์นั้นมากกว่าเดิม
แบรนด์ที่แข็งแรงจริงๆ จึงมักไม่เสียเวลาไปกับการบอกว่าคู่แข่งแย่แค่ไหน แต่จะเล่าให้ชัดขึ้นว่า “ตัวเองเชื่ออะไร และทำไมผู้คนถึงรักมัน” และนั่นคือสิ่งที่ Apple 🍎 ทำได้เก่งมาตลอด คือเปลี่ยนการปะทะให้กลายเป็นการตอกย้ำตัวตนของแบรนด์ตัวเองอย่างชาญฉลาด
Credit: Ad Psychology
✍🏻 เกร็ดเล็กๆ ของแบรนด์ by Nok Creative Branding - Brand Strategist & Creative Director (ผู้ที่เชื่อในพลังของแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขายของ แต่เปลี่ยนชีวิตคนได้)