Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
10 เม.ย. เวลา 23:20 • ท่องเที่ยว
บ้านบางยี่ขัน .. จากความเงียบงัน สู่ลมหายใจแห่งความทรงจำ
ฉันเป็นคนที่หลงรักการเดินทางด้วยเรือโดยสาร .. ไม่ใช่เพียงเพราะมันพาเราไปถึงจุดหมาย แต่เพราะมันพา “ใจ” ให้ล่องลอยไปกับสายน้ำ
ลมแม่น้ำเจ้าพระยาที่พัดผ่านผิวหน้า .. แสงแดดที่สะท้อนระยิบระยับบนผิวน้ำ และภาพชีวิตสองฝั่งแม่น้ำที่ค่อย ๆ เลื่อนผ่านสายตา
ทั้งหมดนี้…งดงามอย่างเรียบง่าย และไม่เคยทำให้เบื่อเลย
ราวสิบกว่าปีก่อน ..
ระหว่างการเดินทางเส้นทางเดิมที่คุ้นเคย สายตาของฉันมักจะหยุดอยู่ที่อาคารหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม สวนสันติชัยปราการ
มันคือบ้านหลังใหญ่ งดงามในแบบอาคารยุโรปคลาสสิคที่ไม่อาจละสายตา
.. แต่ในความงามนั้นกลับแฝงด้วยความเงียบงัน หน้าต่างปิดสนิท มีร่องรอยของการชำรุดที่สังเกตเห็นได้แม้ในระยะไกล ผนังซีดจางตามกาลเวลา
.. เหมือนบ้านที่กำลัง “หลับใหล” และถูกลืม
ฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองเงียบ ๆ .. “ใครกันนะ…ที่ปล่อยให้บ้านสวยขนาดนี้ถูกทิ้งไว้”
บ้านบางยี่ขัน .. ในร่องรอยของกาลเวลา
“บ้านบางยี่ขัน” สร้างขึ้นในในปี พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดย “พระยาชลภูมิพานิช” อำมาตย์โท ขุนนางผู้มีบทบาทสำคัญในยุคนั้น เพื่อเป็นเรือนหอและบ้านของครอบครัว และได้รับพระราชทานนามสกุล ‘อเนกวณิช’
“พระยาชลภูมิพานิช” เป็นขุนนางและคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง เริ่มต้นรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บรายได้จากเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เรือจากจีน จาม (กัมพูชา) และญวน (เวียดนาม)
“บ้านบางยี่ขัน” สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ (Palladio - อิตาเลียนเรเนซองส์) ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงสมมาตรและหน้าต่างโค้งมน และได้รับความนิยมในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการติดต่อกับชาวตะวันตกในยุคนั้น
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เจ้าของเปลี่ยนมือดูแลเปลี่ยน .. บ้านที่เคยมีเสียงหัวเราะ กลับเงียบลง จนในที่สุด…มันก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ เหลือเพียงโครงสร้างที่ยืนหยัดท่ามกลางความทรงจำ
การชุบชีวิต…ให้บ้านกลับมาหายใจอีกครั้ง
วันหนึ่ง บ้านหลังนั้นก็ “ตื่นขึ้น” .. การบูรณะครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างประณีต ทุกเสา ทุกบานหน้าต่าง ทุกลวดลายปูนปั้น .. ถูกฟื้นฟูด้วยความเคารพต่ออดีต
บ้านบางยี่ขัน… ใน พ.ศ. 2552 ได้ถือกำเนิดใหม่ในชื่อ “Praya Palazzo Boutique Hotel” .. ซึ่งไม่ใช่เพียงโรงแรมสุดหรู “พระยาพาลาซโซ่” ซึ่งแปลว่า "คฤหาสน์แห่งพระยา" … แต่คือการรักษาโครงสร้างและจิตวิญญาณเดิม ให้ “หัวใจ” ของบ้านยังคงเต้นอยู่ต่อไป
วันที่ฉันได้ก้าวเข้าไป…ในบ้านแห่งความทรงจำ
การเดินทางที่ต้องพึ่งพา "เรือ" เท่านั้น เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หาไม่ได้จากที่ไหนในกรุงเทพฯ ปี 2026 ... คือ แม้รอบข้างจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่พระยาพาลาซโซ่ยังคงรักษาเอกลักษณ์การเป็น "โรงแรมที่เข้าถึงได้ทางเรือเท่านั้น"
เมื่อฉันก้าวเท้าขึ้นจากท่าเรือส่วนตัว เสียงความวุ่นวายของถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าจะถูกตัดขาดด้วยรั้วต้นไม้และตัวอาคารหนาสีเหลืองมัสตาร์ด .. ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 การคงอยู่ของประวัติศาสตร์ในโลกสมัยใหม่
ฉันเดินขึ้นชั้นบนของตัวอาคาร ผ่านบันไดอิฐที่อาตสไตล์ในยุคเดียวกับตัวบ้านที่ทอดตัวขึ้นอย่างสง่างาม
ฉันเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไป ... ทุกอย่าง…เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยชีวิต
"ห้องร่มโพธิ์" อยู่บนโถงตรงกลางอาคารชั้นสอง ..ที่เป็นห้องสมุดและพื้นที่ส่วนกลางสำหรับนั่งพักผ่อนชมวิวแม่น้ำ ..
ห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ พื้นไม้เก่าที่ขัดจนเงางาม เหมือนมีบุคลิกของตัวเอง .. ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านของใครบางคนในอดีต
บ้านหลังนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “สถานที่” .. แต่มันคือห้องสำคัญ ที่เก็บงำเรื่องราว และ “ความรู้สึก”
แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างบานสูง .. เหมือนแสงที่ค่อย ๆ เปิดม่านให้เรื่องราวในอดีตกลับมาเล่าใหม่อีกครั้ง
ห้องโถงกลาง ที่ครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นที่รับรองแขกสำคัญ .. วันนี้ยังคงเปล่งประกายด้วยความสง่างาม ทุกมุม…เหมือนมีเรื่องเล่าซ่อนอยู่ และรอให้ใครสักคนมาฟัง
เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยา .. แม่น้ำสายน้ำสายเดิม ที่ยังคงไหลไม่เคยเปลี่ยน
“พระยาพาลาซโซ่” ทำหน้าที่เป็นมากกว่าที่พัก และเป็น พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (Living Museum):
Praya Dining: ว่ากันว่า เป็นห้องอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องการเสิร์ฟ "อาหารไทยตำรับชาววัง" ที่หาทานยาก เช่น แสร้งว่ากุ้ง หรือ หมูโสร่ง
ซึ่งยังคงดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยที่โหยหาอดีต แต่วันนี้เราไม่ได้ทานอาหาร
การจัดโต๊ะ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ พร้อมการตกแต่งผนังด้วยภาพถ่าย ภาพวาด .. บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของบ้าน
ข้าวแช่…ในห้องที่งดงามราวกาลเวลา
วันนี้ .. ฉันได้นั่งอยู่ในห้องอาหารที่งดงามราวภาพวาด การตกแต่ง: ภายในยังคงใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้คลาสสิก พื้นปูด้วยกระเบื้องลายโบราณ
สำรับ ข้าวแช่ ถูกจัดวางอย่างประณีต .. กลิ่นหอมของน้ำลอยดอกไม้ ลอยเบา ๆ ขึ้นมาพร้อมกับความเย็นชื่นใจ ทุกคำที่รับประทาน ไม่ใช่แค่รสชาติ…แต่คือ “วัฒนธรรม”
.. คือความพิถีพิถันของไทย และคือช่วงเวลาที่อดีตกับปัจจุบันได้มาพบกัน
บ้านที่ไม่เคยถูกทิ้ง…เพียงแค่รอวันกลับมา
พื้นที่สีเขียวริมน้ำ: ท่ามกลางการขยายตัวของคอนโดมิเนียมริมน้ำในย่านบางยี่ขัน สวนและสระว่ายน้ำกลางแจ้งของที่นี่กลายเป็น "ปอด" เล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ให้คงอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนเมือง
ย่านบางยี่ขันในปัจจุบัน .. อาจเต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมหรูและสถานีรถไฟฟ้าที่ทันสมัย
.. แต่การมีอยู่ของ พระยาพาลาซโซ่ คือเครื่องยืนยันว่า .. “บ้านบางยี่ขัน” ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่หลับใหล รอใครสักคนมาปลุก
และวันนี้ คฤหาสน์สีเหลืองนวลหลังนี้ยังคงยืนตระหง่านท้าทายกาลเวลา มันไม่ได้เป็นเพียงอาคารริมแม่น้ำอีกต่อไป .. แต่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความงดงาม และความรัก…ที่ยังคงฟุ้งอยู่ในทุกอณูของบ้าน
... เป็นดั่งจดหมายเหตุที่มีลมหายใจ คอยบอกเล่าเรื่องราวความรัก ความละเมียดละไมของบรรพบุรุษ ผ่านระลอกคลื่นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังคงไหลรินไม่เคยเปลี่ยน
NOTE : ประวัติของ บ้านบางยี่ขัน
- สร้างโดย พระยาชลภูมิพานิช เมื่อปี พ.ศ. 2466 เพื่อเป็นเรือนหอ กับ นางสาวส่วน (สกุลเดิม อุทกภาชน์) นางข้าหลวงคนโปรดในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
- พระยาชลภูมิพานิชถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2481 .. ต่อมาบ้านหลังนี้สืบทอดมายัง นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 ของท่าน …
ครอบครัวของพระยาชลภูมิพานิชยังคงอาศัยในบ้านบางยี่ขันสืบมา จนสภาพสังคมเปลี่ยนไป คนเริ่มใช้รถยนต์แทนเรือ ครอบครัวอเนกวณิชจึงย้ายจากบ้านที่ไม่ติดถนนหลังนี้ไปอยู่ที่ย่านสุขุมวิท และปล่อยให้บ้านหลังนี้ทิ้งร้าง
- พ.ศ. 2489 นายปานจิตต์โอนกรรมสิทธิ์บ้านบางยี่ขันให้ ‘กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อย’ (มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทานในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นอาคารเรียนของ ‘โรงเรียนราชการุญ’ แทนอาคารเดิมในย่านบางกอกน้อยซึ่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
- โรงเรียนราชการุญก่อตัั้งขึ้นเพื่อให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาสทุกศาสนา เก็บค่าเล่าเรียนราคาถูก แต่ดำเนินการได้เพียง 22 ปี ก็ประสบปัญหาด้านเงินทุน จนต้องปิดตัวลงใน พ.ศ. 2521
- หลังจากนั้นอีก 5 ปีอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยเช่าเพื่อใช้เป็น ‘โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา’ ซึ่งปิดตัวลงใน พ.ศ. 2539
- นับจากนั้นอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ เป็นสถาปนิกผู้เสียดายความงดงามทางสถาปัตยกรรมของบ้านบางยี่ขัน จึงได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนเข้าไปบูรณะบ้านหลังนี้หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างร่วม 20 ปี
- พ.ศ. 2552 แล้วเปิดเป็นโรงแรมชื่อ พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) หมายถึง คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช
- หลังจากที่คุณวิชัยเสียชีวิต คุณกิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป (Montara Hospitality Group) จึงเข้ามาซื้อกิจการต่อ แล้วก็ปรับปรุง
บันทึก
4
1
4
4
1
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย