12 เม.ย. เวลา 11:18 • ท่องเที่ยว

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ : ย้อนรอยตึกคลาสสิครุ่นบุกเบิก แห่งทุ่งศาลาแดง

ท่ามกลางทุ่งโล่งกว้างที่เรียกว่า "ทุ่งศาลาแดง" เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน พื้นที่ 136 ไร่ตรงข้ามสวนลุมพินี ได้กลายเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่จารึกเรื่องราวแห่งความรักและความกตัญญูอันยิ่งใหญ่
โรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุดของสยามในเวลานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อการรักษาไข้เพียงอย่างเดียว ..
แต่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็น ‘ราชานุสาวรีย์ที่มีชีวิต’ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี
สายใยแห่งพระราชปณิธาน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เมื่อครั้งยังทรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นและทอดพระเนตรโรงพยาบาลกาชาดญี่ปุ่น จึงทรงมีพระดำริว่า ถ้าโรงพยาบาลของกาชาดขึ้นในเมืองไทย ก็จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมชนกนาถเพียงหนึ่งเดือน .. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงสืบสานพระราชประสงค์ที่อยากให้สภาอุณาโลมแดงฯ มีโรงพยาบาลถาวร
รัชกาลที่ 6 พร้อมด้วยพระเชษฐภคินีและพระเจ้าน้องนางเธอรวม 42 พระองค์ จึงร่วมกันบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมกับทุนเดิมของสภาอุณาโลมแดง เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณ "ทุ่งศาลาแดง" และก่อสร้างอาคารต่างๆ ของโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้น
… เพื่อเป็น ‘ราชานุสาวรีย์’ ถวายแด่สมเด็จพระราชบิดา อันจะเป็นสาธารณกุศลที่ยังประโยชน์อย่างยั่งยืน และตรงตามพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5 มากที่สุด
.. โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม พระราชโอรสองค์ที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับหน้าที่ดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลฯ จนสำเร็จสมบูรณ์
Tropical Hospital: กลางทุ่งศาลาแดง
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในยุคแรก .. เริ่มวางผังอย่างสวยงามเป็นระเบียบตามสไตล์ Tropical Hospital ที่เหมาะกับประเทศเขตร้อน มีเพดานสูง เจาะช่องลม และมีหลังคาทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด (Covered Walkway) -ส่วนของทางเชื่อมซึ่งเกิดจากเงินเรี่ยไรของบุคลากรในยุคเริ่มต้น
“มารีโอ ตามัญโญ” (Mario Tamagno) สถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อดังเป็นผู้ออกแบบ .. ผังของโรงพยาบาลในยุคแรกเริ่มถูกวางอย่างประณีต โดยมี พระยาศิลปศาสตร์โสภิต (E.G. Gollo) เป็นวิศวกรคุมการก่อสร้าง
อาคารในยุคบุกเบิกแต่ละอาคารล้วนมี "หัวใจ" และเรื่องราวเฉพาะตัวที่น่าประทับใจ และในปัจจุบัน ตึกงามเหล่านี้กลายเป็น "กลุ่มอาคารอนุรักษ์" ที่ได้รับการซ่อมแซมและปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน (Adaptive Reuse) ให้ใช้งานได้จริงในยุคปัจจุบัน
ตึกงาม... ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
เมื่อแรกเปิดทำการในปี พ.ศ. 2457 แผนผังของโรงพยาบาลถูกจัดวางไว้อย่างสง่างาม ประกอบด้วยอาคารสำคัญที่ร้อยเรียงเรื่องราวแห่งการอุทิศตน:
ตึกอำนวยการ
หัวใจหลัก และ Milestone แรกของโรงพยาบาล .. เปิดใช้งานในวันแรกเมื่อ 30 พฤษภาคม 2457 สร้างขึ้นด้วย สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่สง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของการสืบสานพระราชปณิธานจากรัชกาลที่ 5 สู่รัชกาลที่ 6 เพื่อให้เป็นสถานพยาบาลที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล
เดิมตึกนี้มีสามชั้น ชั้นใต้ดินเป็นที่เก็บของ สองชั้นบนเปิดใช้เป็นที่อบรมนายแพทย์ ที่ตรวจโรคและที่ตรวจเชื้อโรค คือมีทั้งการตรวจเอ็กซเรย์ ตรวจคนไข้นอก ตรวจพยาธิ ตรวจแบคทีเรียต่างๆ
ทั้งยังเป็นโรงเรียนแพทย์ พยาบาลและบุรุุษพยาบาล นับว่าทันสมัยมากในยุคก่อน ตึกนี้นับเป็น Milestone แรกของโรงพยาบาล
ตึกอำนวยการหลังนี้ ยังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยมในฐานะโบราณสถานของชาติ ..
ตึกนี้จึงเป็นมากกว่าสิ่งก่อสร้าง แต่มันคือ "ประจักษ์พยาน" แห่งวิวัฒนาการของการสาธารณสุขไทยที่เริ่มต้นจากท้องทุ่ง กลายมาเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศในปัจจุบัน
ตึกจักรพงษ์
ตึกที่สวยที่สุดด้วยสถาปัตยกรรมของตึกเก่าทั้งหมด ด้วยโถงกว้างและงานประติมากรรมที่ประณีต .. ออกแบบโดย “เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์” (Edward Healey)
Photo : Internet
Photo : Internet
โถงทางเดินกว้างและเพดานสูง พื้นปูด้วยกระเบื้องลายโบราณที่มีสีสันสะอาดตา
บันไดไม้และงานปูนปั้น: จุดเด่นคือบันไดขึ้นชั้นบนที่เป็นโครงสร้างไม้เนื้อแข็งที่สง่างาม สอดรับกับลวดลายปูนปั้นประดับตามขอบเพดานและหัวเสาภายใน
Photo : Internet
หน้าต่างทรงสูง: บานหน้าต่างไม้ที่มีช่องแสงด้านบน ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาถึงห้องตรวจและพื้นที่รอรับบริการ
ตึกจักรพงษ์เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 โดยพระบรมวงศานุวงศ์ พ่อค้า ข้าราชการและประชาชน ลงขันรวมเงินกันเพื่อสร้างตึกนี้
… และตั้งชื่อเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่เสด็จทิวงคตสามปีก่อนหน้านั้น พระองค์เป็นผู้กำกับการก่อสร้างสถานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทยพระองค์แรก
Photo : Internet
บนชั้นสองมีพระบรมรูปปั้นรัชกาลที่ 5 และพระรูปปั้นสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ส่วนชั้นล่างมีรูปปั้นพยาบาลถือโล่กาชาดล้อมด้วยประชาชน
Photo : Internet
เดิมตึกจักรพงษ์เป็นตึก OPD หรือตึกคนไข้นอก และชั้นสองเป็นคลินิกเฉพาะทาง เป็นที่ตรวจและจ่ายยาคนไข้ แต่ด้วยตัวโถงกว้างขวาง
Photo : The Cloud
ตึกนี้เคยใช้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งเคยจัดงานเลี้ยง ไปจนถึงใช้งานในเหตุการณ์คับขันหลายอย่าง เนื่องจากอยู่ใกล้ห้องฉุกเฉินเดิม เป็นที่ดูแลผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก ถ้าห้องฉุกเฉินเต็ม ทั้งยังเคยเป็นที่ตรวจไข้หวัดนก และเป็นที่ปฐมพยาบาลผู้ป่วยจากเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ในวันที่ 17 สิงหาคม ปี 2558
ปัจจุบันได้รับการบูรณะจนสง่างามและใช้จัดนิทรรศการทั้งถาวรและหมุนเวียน ..
เนื่องจากตึกจักรพงษ์เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญยิ่ง ปัจจุบันจึงมีการจำกัดการเข้าชมเพื่อรักษาสภาพโครงสร้างไม้และปูนปั้นดั้งเดิมครับ โดยส่วนใหญ่จะเปิดให้เห็นเฉพาะภายนอกที่ปรับปรุงใหม่จนสวยงาม
ตึกปัญจมราชินี
"อาคารแห่งพระราชินีในรัชกาลที่ 5" ที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชศรัทธาบริจาคทรัพย์สร้างถวายอุทิศแด่พระบรมราชสวามี เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงของคนไข้หญิงโดยเฉพาะ
บริษัทบางกอกด๊อก สร้างตึกตามแปลนที่ออกแบบไว้ .. เป็นตึกเฟโรคอนกรีต 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยาที่มุงกระเบื้องว่าวอย่างประณีต มีมุขกลางด้านหน้าและระเบียงโดยรอบทั้ง 2 ชั้น .. ตึกนี้เปิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2459
Photo : The Cloud
Photo : The Cloud
.. จุดเด่นของตึกนี้ อยู่ที่โถงบันได ซึ่งมีการจารึกบทสวด "โพชฌงค์ 7" ซึ่งเป็นธรรมะสำหรับบำบัดพยาธิโรค เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัย
ในปัจจุบัน ตึกปัญจมราชินีได้รับการบูรณะอย่างดีเยี่ยมจนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น
Photo : The Cloud
ตึกอาทร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา พระราชธิดาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จองสร้างตึกขนาดใหญ่ในโรงพยาบาลไว้ และบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างตึกนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาเปิดตึกนี้ด้วย ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473
Photo : The Cloud
ปัจจุบันคือศูนย์รักษามะเร็งแบบ Day Care ที่ออกแบบให้คนไข้มองเห็นสวนสีเขียวเพื่อการบำบัด จากการที่ต้องมาใช้เวลาให้น้ำเกลือที่ตึกนี้หลายชั่วโมง
เป็นที่ตั้งศาลพระภูมิศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงพยาบาล มีจุดเด่นที่กระจกสี (Stained Glass) ลวดลายป่าไม้และพระพุทธรูปปางสมาธิที่ชานพักบันได .. กำแพงชั้นสองติดพระรูปปั้นนูนต่ำเสด็จพระองค์อาทร
Photo : The Cloud
ตึกพาหุรัด Photo : The Cloud
Photo : The Cloud
ตึกผ่าตัด (เก่า)
1 ใน 4 ตึกแรกของโรงพยาบาล นอกเหนือจากตึกอำนวยการ ตึกวชิรุณหิศ และตึกพาหุรัด (ถูกรื้อไปนานแล้ว ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยอาคารสิรินธร และมีห้องบรรยายชื่อพาหุรัดอยู่ด้านใน)
ตึกผ่าตัด (เก่า) เปิดใช้ในวันเดียวกับวันเปิดโรงพยาบาล คือวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 เมื่อเดินเข้ามาในโถงจะเห็นลายกระเบื้องพื้นโมเสกกันลื่นแบบดั้งเดิม บัวขอบโค้งมน ทำความสะอาดง่าย ขอบกำแพงด้านบนเจาะช่องกระจกให้แสงอาทิตย์ส่องลงมา
Photo : The Cloud
หมอฟรีดริก เชเฟอร์ (Dr. Friedrich Schaefer) หนึ่งในผู้บุกเบิกก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาฯ เคยเป็นศัลยแพทย์ประจำกองทัพปรัสเซีย และเป็นคนวางรายละเอียดการดีไซน์ห้อง วางแผนเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด
อุปกรณ์และหยูกยาต่าง ๆ ในสมัยนั้น แม้จะเทียบไม่ได้เลยกับปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าทันสมัยพอสมควร .. ตึกนี้เป็นที่แรกที่ผ่าตัดหัวใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Photo : The Cloud
หมอเชเฟอร์เป็นศัลยแพทย์ที่จะมาดูแลโรงพยาบาลนี้ .. แต่ก่อนจะเปิดโรงพยาบาลไม่นาน หมอผ่าตัดแล้วกระดูกซี่โครงคนไข้ทิ่มมือ เลยติดเชื้อและเสียชีวิตกระทันหัน พลตรีพระยาวิบุลอายุรเวท (เสก ธรรมสโรช) จึงเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลจุฬาฯ แทน
ปัจจุบันตึกผ่าตัด(เก่า) เป็นสำนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงพยาบาล โดยสองห้องผ่าตัดกลายเป็นห้องรับแขกสำคัญ
ตึกวชิรุณหิศ
หนึ่งในตึกที่เก่าแก่ที่สุดนี้อายุเท่าโรงพยาบาลเช่นกัน .. สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) หลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยโรคไข้รากสาดน้อยเมื่อพระชันษาเพียง 16 ปี
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พระราชมารดา) ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะสร้างตึกคนไข้ขึ้นเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์และเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่พระราชโอรส
จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้าง โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษ์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 และเสด็จฯ มาทรงเปิดตึกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2458
ตึกชั้นเดียวรุ่นแรกที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอย มีความโปร่งสบาย เหมาะกับการเยียวยารักษาร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยในยุคนั้น
ตึกนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นหอผู้ป่วยชาย .. ต่อมาเป็นตึกสังคมสงเคราะห์ และปัจจุบันกลายเป็นที่ทำการฝ่ายสวัสดิการสังคม และศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคตับ
ตึกวชิราวุธ
อดีตหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายที่วางตัวขนานกับตึกปัญจมราชินี สร้างความสมมาตรและเป็นระเบียบตามผังเมืองในยุคดั้งเดิม .. เปิดใช้เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2460 เพื่อเป็นหอพักผู้ป่วยอายุรกรรมชาย
ตึกนี้ได้ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันมาหลายครั้ง ปัจจุบันเป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพ และหน่วยนโยบายและแผน
ว่ากันว่า .. ตึกนี้เรื่องลี้ลับเยอะ หากมีโอกาส ต้องต้องให้อาจารย์หมอของโรงพยาบาลเล่าให้ฟังค่ะ
ตึกหลิ่มซีลั่น:
ตึกเดียวที่ตั้งชื่อตามสามัญชน ..หลิ่มซีลั่น หรือ ซีลั่น พฤกษเจริญ คหบดีผู้ศรัทธาในกิจการของโรงพยาบาลบ้านอยู่ย่านถนนตีทอง อำเภอสำราญราษฎร์ จังหวัดพระนคร
.. เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสภากาชาดสยามในปี พ.ศ. 2462 ต่อมาได้ป่วยเป็นวัณโรคและถึงแก่กรรมในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2463 เมื่ออายุ 60 ปี
ก่อนสิ้นลม คหบดีชาวจีนศรัทธากิจการโรงพยาบาล จึงฝากฝังให้ภรรยา นางสาย พฤกษเจริญ บริจาคเงินสร้างตึกให้โรงพยาบาลจุฬาฯ
ซึ่งทางสภากาชาดสยามซึ่งขณะนั้นยังขาดตึกรักษาพยาบาลอีก 2 หลังตามแผนผัง นางสายจึงบริจาคเงิน 1 แสนบาท ให้สร้างตึกใหม่ได้สำเร็จ
ตึกหลิ่มซีลั่นเปิดใช้ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2466 เป็นตึกทิศตะวันออกที่ขนานกับตึกอาทรทางทิศตะวันตก บนตึกติดภาพถ่ายสามีภรรยาใจบุญนี้ไว้ที่ชั้นสอง
เดิมเป็นหอผู้ป่วยอายุรกรรมเพศหญิง ที่มีแปลนเหมือนตึกอาทร ... ปัจจุบันเป็นตึกเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine Department) ซึ่งรักษาครอบคลุมทุกอย่างแบบองค์รวม ก่อนส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ
ศาลาทินทัต:
ศาลาทรงเรเนสซองส์อิตาลีที่อ่อนช้อย ตัวศาลาสร้างในปีพ.ศ. 2465 ด้วยสไตล์เรเนสซองส์อิตาลี เพื่อเป็นอนุสรณ์ของนายทหารม้า นายร้อยเอก หม่อมเจ้าทินทัต ศุขสวัสดิ์ ตามพระประสงค์ของนายพลโทพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช ผู้เป็นพระบิดา
จากศาลาคอยเยี่ยม ปัจจุบันศาลาทินทัตใช้เป็นที่อุทิศอวัยวะและร่างกาย รวมถึงบริจาคเงินจากคนทุกระดับชั้น
มรดกแห่งความทรงจำที่ยังมีลมหายใจ
กาลเวลาผ่านไปกว่าร้อยปี .. ตึกโบราณคลาสสิกเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่เป็นร่มเงาให้แก่ผู้ป่วยอย่างไม่ย่อท้อ ทุกรายละเอียดของปูนปั้นและหน้าต่างไม้โบราณ ยังคงบอกเล่าเรื่องราวความรัก ความกตัญญู และการเสียสละพระราชทรัพย์ของเจ้านายทุกพระองค์ ที่ทรงร่วมกันเนรมิตทุ่งศาลาแดงให้กลายเป็นสถานพยาบาลที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ตึกโบราณคลาสสิกเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียง "อิฐและปูน" ที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา แต่เป็นประจักษ์พยานแห่งการเสียสละ ... เป็นที่ที่รวบรวมรอยยิ้ม หยาดน้ำตา และคำมั่นสัญญาของคนรุ่นก่อนที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น
.. เป็นรากแก้วที่แข็งแกร่งซึ่งทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อที่จะก้าวต่อไปในอนาคตด้วยปณิธานที่มั่นคงว่า โรงพยาบาลแห่งนี้จะยังคงเป็นที่พึ่งของปวงชนตลอดไป
โฆษณา