12 เม.ย. เวลา 11:57 • ศิลปะ & ออกแบบ

Craig Ellwood (1922-1992)

การบันทึกเส้นทางอาชีพที่มุ่งเน้นความสำราญของสถาปนิกชาวแคลิฟอร์เนีย
เครก เอลล์วูด (Craig Ellwood) นายแบบผู้แต่งตัวจัดจ้านสไตล์แคลิฟอร์เนีย นักสร้างภาพลักษณ์ที่หลงตัวเอง สิงห์นักขับเฟอร์รารีสีเหลือง ตัวแสบของเหล่าพนักงานบัญชี เสือผู้หญิงที่เปลี่ยนหน้าคู่ควงไปเรื่อย คนติดเซ็กซ์ ขาปาร์ตี้ตัวยง ชายผู้ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาทุกรูปแบบ พ่อที่ละเลยลูก ๆ นักวาดภาพนามธรรมที่ห่วยแตก ผู้เกษียณอายุไปอยูที่ทัสกานี คนที่ประกาศตัวว่าเป็นพวก "ไม่ฝักใฝ่กามารมณ์" (!) และที่สำคัญคือเขาไม่ได้เป็นแม้แต่สถาปนิก
ทว่าเขากลับเป็นผู้สร้างสรรค์บ้านที่ยอดเยี่ยมที่สุดหลังหนึ่งในศตวรรษที่ 20 (Case Study House 16) และยังเป็นประหนึ่งทูตสันถวไมตรีให้กับ มีส ฟาน เดอ โฮห์ (Mies van der Rohe) จนได้รับฉายาว่าเป็น แครี แกรนต์ (Cary Grant) แห่งวงการสถาปัตยกรรม
(แครี แกรนต์ หรือชื่อจริงคือ อาร์ชิบัลด์ อเล็ก ลีช (Archibald Alec Leach) เป็นนักแสดงชาวอังกฤษ-อเมริกัน ผู้เป็นหนึ่งใน ตำนานนักแสดงชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคทองแห่งฮอลลีวูด เขาเป็นที่จดจำในฐานะสุภาพบุรุษผู้มีความสง่างาม มีเสน่ห์ที่ดูผ่อนคลาย และมีพรสวรรค์ในการแสดงบทตลกเบาสมอง *ผู้แปล)
แม้เขาจะมาจากเท็กซัสและมีชื่อเดิมว่า จอห์นนี เบิร์ก (Johnnie Burke) แต่ 'เครก เอลล์วูด' ก็ได้กลายเป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของ "จิตวิญญาณแห่งสถานที่" (Genius Loci) ของลอสแอนเจลิส ทั้งในแง่ของแนวทางการทำงานที่ดูเรียบง่ายตรงไปตรงมา และบุคลิกที่โดดเด่นเกินตัว แม้เวลาจะล่วงเลยมานานหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1992 ด้วยวัย 70 ปีก็ตาม เขาคือภาพลวงตาอันเย้ายวนของแสงไฟที่ระยิบระยับ และความแข็งแกร่งทั้งปวงที่มลายหายไปในอากาศ
แคลิฟอร์เนียในทศวรรษ 1950 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปกำลังหมกมุ่นอยู่กับความมั่นคงแข็งแกร่งอย่างโอ่อ่า คือลางบอกเหตุถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัฒนธรรมสถาปัตยกรรม เมื่อความทันสมัยเคลื่อนตัวเข้าสู่ท้องฟ้าสีครามและทิวต้นปาล์ม มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกบนถนนซันเซ็ต (Sunset)สู่ท้องทะเล ปลีกตัวออกจากคำถามอันแสนธรรมดาเรื่องฟังก์ชันการใช้งาน ไปสู่เรื่องของไลฟ์สไตล์แทน
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ความเป็นแฟชั่นแบบ เดวิด อัดจายเย (David Adjaye) พอ ๆ กับการแสดงโชว์แบบ แดนนี ลีเบสกินด์ (Danny Libeskind) ทุกสิ่งที่ เจ. เค. กัลเบรธ (J. K. Galbraith) กำลังขบคิดอยู่ในขณะนั้น ดังเช่นในหนังสือ 'สังคมมั่งคั่ง' (The Affluent Society ปี 1958) ที่ละลายเส้นแบ่งระหว่างความหรูหราและความจำเป็นภายใต้กลไกของการโฆษณา ทั้งหมดนี้ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดต่อหน้าต่อตาเขา ในนิตยสาร Domus นั่นเอง
เอลล์วูด คิดว่ามันดูมีสไตล์กว่าหากจะขอยืมตัวภรรยาและแฟนสาวของพนักงานในออฟฟิศมาเป็นนางแบบในการถ่ายภาพผลงาน แล้วส่งรูปเหล่านั้นไปตีพิมพ์ในนิตยสารของอิตาลีเพื่อสร้างชื่อเสียง ซึ่งในปัจจุบันผลงานของเขาก็ได้รวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มโตของสำนักพิมพ์ Taschen
ภาพถ่ายของจูลิอัส ชูลมัน (Julius Shulman) ได้นำเอาความมีชีวิตชีวา การดื่มค็อกเทลตอนห้าโมงเย็น เสื้อผ้าแบรนด์ แจ็กซ์ (JAX) เครื่องเสียง แบง แอนด์ โอลูฟเซน (Bang & Olufsen) และเรื่องเซ็กซ์ เข้ามาสู่พื้นที่ภายในทางสถาปัตยกรรม ลามไปถึงเฉลียงบ้าน หรือแม้แต่พุ่มไม้
ใช่แล้ว... เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ว่ากันว่ายังไม่ได้ถูกค้นพบในอังกฤษจนกระทั่งปี 1963 นั้น เมื่อ เอลล์วูดและชูลมัน ร่วมมือกัน พวกเขาได้มอบสิ่งที่ มาริลิน มอนโร (Marilyn Monroe) มอบให้แก่ ลูซิลล์ บอล (Lucille Ball) เข้ามาสู่ตัวบ้านเหล่านั้นนั่นเอง
เอลล์วูด เริ่มต้นอาชีพในสายสถาปัตยกรรมด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ประเมินราคาก่อสร้าง หลังจากที่เคยทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้กับ ฮอลลีวูด โบวล์ (Hollywood Bowl) มาก่อน
ทักษะการประมาณราคานี้ได้สะท้อนออกมาในการขัดเกลางานโครงสร้างของเขา ไม่ว่าจะเป็นการใช้เหล็กกล่องขนาดสองนิ้วที่ดูบางจนแทบไม่น่าเชื่อ (ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นรางรถไฟมาก่อน) เพื่อประหยัดงบประมาณบนพื้นที่ที่ก่อสร้างยาก รวมถึงการแสดงออกของงานโครงสร้างนั้นผ่านรอยต่อแบบร่องเงาหรือ Shadow gaps และการไม่ใช้แถบปิดรอยต่อ (Cover strips) ซึ่งทำได้ภายใต้สภาพอากาศที่สบายๆของแคลิฟอร์เนีย
หน้าต่างขนาดมหึมา ผนังที่เหลือเพียงร่องรอยเบาบาง เตาผิงที่แยกตัวออกมาและหมุนเปลี่ยนเป็นเตาบาร์บีคิวบริเวณขอบผังของบ้าน CSH16 ชั้นของกระจกกึ่งโปร่งแสงรอบห้องนอนหลักที่ดูเหมือนกำลังเล่นซ่อนหาจากภายใน สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านั้นคุณไม่มีวันจะได้เห็นจริง ๆ เพราะมันมักจะถูกบดบังด้วยพุ่มไม้และกล้องวงจรปิดอยู่เสมอ แม้แต่ในห้องครัวยังโดดเด่นด้วยเครื่องแช่แก้วค็อกเทล ขอย้ำอีกครั้งว่า เครื่องแช่แก้ว เพื่อให้แก้วค็อกเทลของคุณเย็นฉ่ำ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1953
แม้จะมีการสร้างแบรนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CSH (Case Study House) แต่แท้จริงแล้ว CSH16 คือโครงการพัฒนาเพื่อการค้า ซึ่งจอห์น เอนเทนซา (John Entenza) บรรณาธิการนิตยสาร Art and Architecture ได้ซื้อมา (เช่นเดียวกับหลังอื่นๆ) เพื่อนำเข้าสู่โปรแกรม เอนเทนซารีบกำหนดหมายเลขให้มันทันที และลบเส้นเขตที่ดินที่ค่อนข้างคับแคบออกเพื่อเพิ่มความสำคัญในเชิงหลักการ ซึ่งนั่นหลอกตาเรามานานหลายปี เพราะแท้จริงแล้วสภาพที่ดินที่เฉพาะเจาะจงต่างหากที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังลูกเล่นของกระจกฝ้าเหล่านั้น
บ้านหลังนี้ถูกซื้อไปโดยเอกชนทันทีที่สร้างเสร็จและเจ้าของก็อาศัยอยู่ไปตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง เพราะโดยทั่วไปแล้ว บ้านของ เครก เอลล์วูด มักจะมีอายุขัยพอกันกับรสนิยมแฟชั่นของเจ้าของบ้าน ดังที่ จอห์น เชส (John Chase) ได้ชี้ให้เห็นอย่างน่าประทับใจในหนังสือ Glitter, Stucco and Dumpster Diving ที่ตีพิมพ์ในปี 2000 ว่าคุณจะคาดหวังอะไรได้อีก? ในเมื่อการรื้อทำใหม่และดัดแปลงคือวิถีปฏิบัติพื้นฐานของสถานที่แห่งนี้
คุณไม่ควรจะแปลกใจเลยหากผู้บริหารสตูดิโอที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่และไม่ได้มีหัวก้าวหน้า จะตัดสินใจฉาบปูนทับบ้านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นร่วมสมัยที่แสนเพรียวบางของคุณด้วยเสาแบบดอริก (Doric columns) และติดตั้งชุดครัวใหม่เอี่ยม ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นตามบทบาทที่ควรจะเป็นกับบ้าน CSH18 ของเอลล์วูด ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าผู้คลั่งไคล้แนวคิดก้าวหน้า แต่นี่แหละคือการตอบสนองต่อ "จิตวิญญาณแห่งสถานที่" (Genius Loci) อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ทักษะที่ เอลล์วูดได้แสดงให้เห็นในบ้าน CSH16 กลับต้องถูกบดบังอย่างน่าเสียดายเมื่อเขาเริ่มขยับขยายไปทำโครงการที่ใหญ่ขึ้น ในช่วงที่ยังเป็นสถาปนิกอิสระที่ต้องดิ้นรน เอลล์วูดประคับประคองตัวให้อยู่รอดได้ด้วยความช่วยเหลือจากภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นนักแสดงฮอลลีวูด ต่อมาเขาได้แต่งงานกับอดีตมิสเดลาแวร์ (former Miss Delaware) และท้ายที่สุดคือภรรยาที่อายุน้อยที่สุดในขณะที่เขามีอายุ 62 ปี
เมื่อชื่อเสียงทำให้เขาประสบความสำเร็จมากขึ้น เขาก็เริ่มมีความกังวลในภาพลักษณ์ของตัวเองมากขึ้นอย่างน่าเสียดาย โดยหันไปหยิบใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมแบบมีส (Miesian) ที่ดูเคร่งเครียดและจงใจแสดงออกชัดเจนเกินไป มันยากที่จะจินตนาการภาพเอลล์วูดกับมีสอยู่ด้วยกัน แม้เอลล์วูดจะมีความเลื่อมใสในตัวมีสอย่างมาก และทั้งคู่ต่างก็ชอบดื่มค็อกเทลและเล่าเรื่องตลกลามกเหมือนกัน แต่ในด้านอื่น ๆ พวกเขาอยู่กันคนละโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอลล์วูดไม่ใช่คนที่โหยหาความสันโดษเลยแม้แต่น้อย
อดัม (Adam) ลูกชายของเขา ถึงขั้นพยายามส่งข้อความอันขมขื่นไปถึงเหล่าผู้วิจารณ์หนังสือชีวประวัติของ เอลล์วูด ฉบับยอดเยี่ยมโดย นีล แจ็กสัน (Neil Jackson) เมื่อปี 2002 เพื่อบอกเล่าความทรงจำที่พ่อบอกกับเขาในบาร์ของโรงแรมที่ปารีสตอนเขาอายุได้ 13 ปี ว่าพ่อกำลังจะทิ้งแม่ของเขาไป
ส่วน เจฟฟ์ (Jeff) พี่ชายของเขาก็ปรากฏตัวตามหน้าเว็บ Amazon เพื่อเขียนวิจารณ์ผลงานของพ่อตัวเอง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าบาดแผลในครอบครัวนี้ยังคงสดใหม่และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้ง เจฟฟ์ อดัม และ เอริน (Erin) ต่างถูกตัดออกจากกองมรดกเมื่อเอลล์วูดแต่งงานครั้งล่าสุด
พวกเราต่างก็เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องซุบซิบนี้ ซึ่งคุณสามารถหาอ่านได้ตามบล็อกต่าง ๆ เมื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Ellwood Associates ที่ส่งรถเข้าแข่งขันในรายการ ลองบีช แกรนด์ปรีซ์ (Long Beach Grand Prix) ปี 1975 โดยมีอดีตมิสเดลาแวร์นั่งโพสท่าอยู่บนฝาครอบตัวรถ (ซึ่งแน่นอนว่าลวดลายแถบสีที่เน้นความเร็วบนตัวรถนั้นออกแบบโดยเอลล์วูดเอง) พวกเราทุกคนต่างก็หวังลึก ๆ ว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สนุกสนานเช่นนั้นบ้าง
เอลล์วูด เคยสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยลในช่วงเวลาเดียวกับ เจมส์ สเตอร์ลิง (James Stirling) โดยเขาได้บรรยายในหัวข้อที่ค่อนข้างย้อนแย้งอย่าง "คตินิยมไม่ฝักใฝ่กามารมณ์" (Nonsensualism) เมื่อเขามีออฟฟิศที่ใหญ่ขึ้น ทั้งที่ตัวเองยังคงไม่ได้เป็นสถาปนิก เอลล์วูดกลับรับมือกับความรื่นรมย์ในการมอบหมายงานให้คนอื่นได้ไม่ดีนักตามคำบอกเล่าของหลาย ๆ ฝ่าย
ทว่าเหล่าลูกศิษย์ของเขากลับค้นพบแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน แม้ว่าเรื่องนี้จะเพิ่งได้รับการยอมรับในภายหลังผ่านหนังสือรวบรวมผลงานฉบับมาตรฐานที่ยอดเยี่ยม (ซึ่งปัจจุบันมีราคาแพงลิบลิ่ว) อย่าง Craig Ellwood, In the Spirit of the Time (ปี 2003) โดย อัลฟอนโซ เปเรซ-เมนเดซ (Alfonso Perez-Mendez) ยกตัวอย่างเช่น บ้านโรเซน (The Rosen House) นอกจากจะมีความประหยัดในงานโครงสร้างยิ่งกว่าบ้าน CSH16 แล้ว มันยังแสดงออกถึงผังอาคารแบบนีโอคลาสสิก (Neo-Classical) ที่ดูเคร่งเครียดและกดดันอย่างที่สุด
มันน่าดึงดูดใจที่จะตั้งคำถามถึงอาคารนี้ว่าเป็นเหมือน "บ้านฟาร์นสเวิร์ธ (Farnsworth House) สำหรับเด็กๆ" แต่เป็นเด็กที่ดูอมทุกข์เสียหน่อย ในบรรดาอาคารขนาดใหญ่ของเขา Art Center ใน Pasadena มักจะได้รับความสนใจจากพาดหัวข่าวในฐานะอาคารที่เป็นเสมือนสะพาน แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นทั้งหมดที่มันเป็น แม้ว่า เอลล์วูด จะพยายามแก้ต่างอย่างไรก็ตาม
ส่วนอาคาร Xerox Data Systems ที่พยายามจะทำให้รูปทรงกล่องดูน่าสนใจนั้นกลับล้มเหลว ทั้งคู่ต่างปลุกเร้าความเชื่อมโยงที่น่าตกใจไปสู่ยุคเริ่มต้นของสไตล์ ไฮเทค (High-Tech) ในอังกฤษ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความละเอียดอ่อนในเนื้องานได้จางหายไป และเมื่อถึงจุดนี้เขาก็เริ่มเบื่อหน่ายพอๆ กับพวกเรา มันช่างเหมาะสมแล้วที่คนอย่าง เครก เอลล์วูด จะคบหาสมาคมกับกลุ่มเพื่อนที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก และก็เหมาะสมอีกเช่นกันที่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ธุรกิจสถาปัตยกรรม ทั้งบรรดาตัวแทน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่ โครงสร้างส่วนบน และความหรูหราฟุ้งเฟ้อทั้งหลายได้ย้อนกลับมาเล่นงานเขา
นี่เป็นหนึ่งในชั่วขณะที่ดูจริงแท้และซื่อสัตย์อย่างยิ่งในเส้นทางอาชีพที่เต็มไปด้วยการสร้างภาพลักษณ์เกินจริงเช่นนี้ หากคุณมีความสามารถโดดเด่นในแคลิฟอร์เนียยุค 70 คุณย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีเพื่อนฝูงที่คึกคักในปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยง เพราะถ้าคุณไม่มี คุณก็เหมือนจะพลาดอะไรบางอย่างในชีวิตไป
ในช่วงบั้นปลาย เขายังคงเสน่ห์แรงจนสาว ๆ หลงหัวปักหัวปำ แต่เขาเลือกที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านไร่สมัยศตวรรษที่ 16 ใกล้กับเมืองอัมบรา (Ambra) ในแคว้นทัสกานี โดยมีเพื่อนเก่าอย่าง จอห์น เอนเทนซา (John Entenza) ช่วยจัดการเรื่องทุนจากมูลนิธิเกรแฮม (Graham Foundation) เพื่อให้เขาได้วาดรูป
อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องของเอลล์วูด มักจะมีเรื่องเล่าแฝงอยู่เสมอ ตามคำบอกเล่าของนักศึกษาคนหนึ่งของผมบอกว่า ภาพวาดของเขามักจะถูกวาดโดยอดีตมิสเดลาแวร์ (ซึ่งต่อมาเธอได้หันไปสนใจเรื่องการเยียวยาและพัฒนาจิตวิญญาณส่วนบุคคล) แต่ก็นั่นแหละ ข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือไม่ได้เอาเสียเลย
ที่มา: Architectural Review
Craig Ellwood (1922-1992)
18 June 2012 By Paul Davies
โฆษณา