เมื่อวาน เวลา 15:33 • ศิลปะ & ออกแบบ

โลกของอัญชเลนทราน (Anjalendran’s world) 5

บนระเบียงของเขาเอง (On His Own Verandah, 1993–2008)
"มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นคนเรียบง่าย และความเรียบง่ายเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ"
คาร์ล เคราส์ (Karl Kraus)
บ้านหลังใหม่ของอัญชเลนทรานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ พื้นที่บ้านมีผนังมากมายสำหรับแขวนภาพเขียนที่เขาสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในขณะนั้นรวมไปถึงผลงานของ ไอแวน เพียริส ริชาร์ด เกเบรียล และ ลากี เสนานายาเก ตลอดจนภาพเขียนของศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ที่มีจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีตู้เก็บของเหลือเฟือสำหรับจัดเก็บหนังสือและเอกสารต่าง ๆ
ในตอนนั้น รถยามาฮ่าถูกแทนที่ด้วยรถสามล้อบาจาจ (Bajaj) ซึ่งต่อมาได้รับการตกแต่งด้วยหลังคาสีขาวดำสุดเนี้ยบและผ้าใบพลาสติกใสกันฝนโดย ริโก ทาราเวลลา (Rico Tarawella) สำหรับรถคันนี้ อัญชเลนทรานได้จ้างคนขับชื่อ อีเบิร์ต (Ebert) ทำให้เขากลายเป็นเจ้าของรถสามล้อแบบสั่งทำพิเศษและมีคนขับส่วนตัวเพียงคันเดียวในประเทศอย่างแน่นอน หลังจากที่เขาย้ายไปอยู่บัตตะระมุลละ ความสัมพันธ์ของเขากับลิงกาวะตี (แม่) ก็ดีขึ้นเช่นกัน และเขามักจะแวะไปเยี่ยมเธอด้วยรถบาจาจเสมอเมื่อใดก็ตามที่เขาเข้าเมือง
ผู้ช่วยคนใหม่ของเขา ไมเคิล แดเนียลส์ (Michael Daniels) และ อาชา เดอ ซิลวา (Asha de Silva) ได้ครอบครองระเบียงส่วนตัวของพวกเขาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของลานกลางบ้าน ในขณะที่ตัวอัญชเลนทรานเองนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทานอาหารในห้องนั่งเล่นที่เพดานสูงโปร่งกว้างขวาง ไมเคิลและอาชาต้องแบ่งเวลาระหว่างออฟฟิศของอัญชเลนทรานกับการไปช่วยงานขุดค้นที่สิกิริยา (Sigiriya) ซึ่งพวกเขาทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับเซนากะ บันดาระนายะกะ
อัญชเลนทรานมีระเบียบวินัยที่เข้มงวดมาก และยืนกรานว่าพวกเขาจะต้องมาถึงที่ทำงานให้ตรงเวลาในเวลา 7 โมงเช้า แม้ว่าในบางครั้งพวกเขาจะต้องขับรถฝ่าความมืดเป็นเวลาถึง 3 ชั่วโมงมาจากดัมบุลลาก็ตาม พวกเขาจะรู้สึกผ่อนคลายได้ก็ต่อเมื่ออัญชเลนทรานไม่อยู่ที่ออฟฟิศเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของรถตุ๊กตุ๊ก (รถบาจาจ) ของเขาก็จะส่งสัญญาณเตือนให้พวกเขารู้ล่วงหน้าเสมอว่าเขากำลังจะกลับมาถึงแล้ว
อัญชเลนทรานใช้ชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานเพียงเฟรนช์ฟรายส์และโคคา-โคล่าเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการทานผักหรือผลไม้สด เมื่อครั้งที่เกิดการประท้วงหยุดงานในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจนทำให้โคคา-โคล่าขาดแคลนไปทั่วทั้งเกาะ อัญชเลนทรานจึงส่งไมเคิลออกไปทุกเช้าด้วยรถแลนด์โรเวอร์เพื่อตามหาแหล่งสะสม "น้ำหวานสีน้ำตาล" ที่หลงเหลืออยู่
วันหนึ่งไมเคิลตามหาจนเจอโค้กยกลังและรีบบึ่งรถกลับมาด้วยความเร็วสูงสุดพร้อมกับของล้ำค่าชิ้นนั้น อย่างไรก็ตาม ขณะที่ขับมาบนถนนโบกาฮาเฮนา (Bogahahena Road) รถของเขาเกิดตกหลุมอย่างแรงจนขวดโค้กส่วนใหญ่แตกละเอียด อัญชเลนทรานยืนสำรวจเศษแก้วที่แตกกระจายและน้ำอัดลมที่ไหลนองอยู่หลังรถด้วยแววตาสุดเซ็ง และเขาโกรธจนไม่ยอมพูดกับไมเคิลเลยตลอดทั้งสัปดาห์
ในช่วงเวลานี้อัญชเลนทรานได้ดำเนินโครงการของมูลนิธิเด็ก SOS จนเสร็จสมบูรณ์ ทั้งที่เมืองกอลล์ และอนุราธปุระ รวมถึงโรงงานของบริษัท Ellawala Exports ที่นูเกกูด้า (Nugeguda) นอกจากนี้ เขายังได้สร้างทาวน์เฮาส์ที่ดูหรูหราสง่างามบนที่ดินผืนเล็ก ๆ ให้กับ ลีลานี เดอ ซิลวา (Lilani de Silva) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่สุดของเขา
ในตอนนั้นเขามีปริมาณงานมากเท่าที่จะสามารถจัดการได้ภายใต้ข้อจำกัดของออฟฟิศ เขาปฏิเสธที่จะจ้างเลขานุการ และไม่เคยจ้างผู้ช่วยเกิน 4 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่เขาสามารถจัดสรรที่นั่งให้ทำงานได้บริเวณระเบียงบ้านและตามแนวผนังของโรงจอดรถ
บุคคลหนึ่งที่เป็นเสาหลักและอยู่เคียงข้างออฟฟิศของอัญชเลนทรานมาโดยตลอดคือ ดีปาล วิกรมสิงเห ผู้ซึ่งร่วมทำงานในเกือบทุกโครงการของเขาในศรีลังกา แม้จะอยู่ในฐานะที่ปรึกษาอิสระก็ตาม ดีปาลเป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและเปิดออฟฟิศของตัวเองอยู่ที่บ้านในโฮกันเดรา (Hokandera) เขาเกิดที่เมืองกอลล์ในปี 1960 และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมจากสถาบันวิศวกรรมแห่งอินเดียในเจนไนเมื่อปี 1982
หลังจากทำงานกับสำนักงานของสุรัต วิกรมสิงเห อยู่หลายปี ในปี 1991 เขาได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับสถาปนิกมิลรอย เพเรรา(Milroy Perera) และร่วมกันสร้างโครงการยุคหลังหลายแห่งของเจฟฟรีย์ บาวา รวมถึงโรงแรมคันดาลามา (Kandalama Hotel) ด้วย ในปี 2001 เขาได้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ร่วมงานกับสถาปนิกชาวออสเตรเลีย เคอร์รี ฮิลล์ ในโครงการโรงแรม Amangalla และ Amanwella ทางตอนใต้ของศรีลังกา รวมถึงร่วมงานกับ M.I.C.D. ในโครงการโรงแรมโฟร์ซีซันส์ที่มัลดีฟส์
ดีปาลได้กลายเป็นสมาชิกที่ขาดไม่ได้ในวงในของอัญชเลนทราน และทำหน้าที่เป็นเหมือน "ธนาคารส่วนตัว" ของเขาด้วย เนื่องจากอัญชเลนทรานปฏิเสธที่จะใช้โทรศัพท์มือถือหรืออีเมล เขาจึงพึ่งพาดีปาลในการจัดการธุรกรรมทางการเงินหลัก ๆ และเตรียมเงินสดไว้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน
การโทรศัพท์หาดีปาลมักจะสั้นและตรงประเด็นเสมอ เช่น “ไฮ ดีปาล อยู่ไหน? จะมาเมื่อไหร่? มาหาหน่อยได้ไหมแล้วเอามาให้ผมสักยี่สิบ (สองหมื่นรูปี) นะ? ข่าวดีมาก!” อย่างไรก็ตาม อัญชเลนทรานยังคงเป็นคนทำบัญชีอย่างละเอียดถี่ถ้วนและสรุปยอดทุกวัน หากมีส่วนต่างที่หาที่มาไม่ได้เกิดขึ้น เขาจะลงบันทึกไว้ว่า “GOK” ซึ่งย่อมาจาก “God Only Knows!”
ในปี 1993 โดมินิก ซันโซนี ได้แนะนำให้อัญชเลนทรานรู้จักกับไมเคิล ออนดาเจ (Michael Ondaatje) นักเขียนชาวศรีลังกาที่อาศัยอยู่ในแคนาดา ซึ่งในขณะนั้นเขาเพิ่งตีพิมพ์นิยายเรื่อง The English Patient (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนิยายขายดิบขายดีระดับโลก) แต่ในเวลานั้นคนทั่วไปจะรู้จักเขามากกว่าจากเรื่อง Running in the Family ซึ่งเป็นบันทึกกึ่งเรื่องแต่งเกี่ยวกับสังคมกลุ่มชาวเบอร์เกอร์ (Burgher) ในสมัยซีลอนก่อนได้รับเอกราช
จิลเลียน (Gillian) พี่สาวของไมเคิล คือมารดาของ เฮตตี้ คอเรีย (Hetty Corea) ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้ว่าจ้างให้อัญชเลนทรานสร้างบ้านให้ และ ครีออน คอเรีย (Creon Corea) ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนบ้านของเขานั่นเอง
ออนดาเจ ใช้ศรีลังกาเป็นแรงบันดาลใจในหนังสือและบทกวีหลายเล่มของเขา และเขามักจะแวะเวียนมาเยือนที่นี่อยู่เสมอในช่วงทศวรรษ 1990 ในปี 1995 เขาได้ร่วมเดินทางกับอัญชเลนทรานไปทัวร์เขตคุรุเนกาลา (Kurunegala) เพื่อตระเวนดู ธัมปิตะ วิหาร (วัดบนเสาไม้) และ อัมบะลามา (ศาลาพักริมทาง) ที่อัญชเลนทรานชื่นชอบ จนทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน สามปีต่อมาพวกเขาได้ออกเดินทางทริปยาวด้วยกัน ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำมากมาย
อัญชเลนทราน เล่าว่ามีอยู่วันหนึ่งในช่วงบ่ายแก่ๆ เขาพาออนดาเจไปดู กะลุเดีย โปกุนะ (สระน้ำดำ) แต่กลับพบว่ามีทหารหนึ่งหมวดที่เพิ่งกลับมาจากแนวหน้าเดินทางมาถึงก่อนพวกเขา และกำลังยืนเรียงแถวเป็นเหมือนสร้อยคอของมนุษย์ล้อมรอบผืนน้ำสีดำนั้นอยู่ ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่กำลังเดินป่าเพื่อตามหาซากอารามโบราณริติกาลา (Ritigala) พวกเขาเผลอหลงเข้าไปในค่ายทหารชั่วคราวและพบกับบ่อน้ำที่พวกทหารเพิ่งขุดไว้พอดี ทั้งสองจึงได้ใช้ถังตักน้ำสาดรดกันอย่างสนุกสนาน
ไมเคิล ได้นำประสบการณ์เหล่านี้ไปร้อยเรียงเป็นบทกวีในหนังสือรวมเล่มที่ชื่อว่า Handwriting ในปี 1998 และในปีเดียวกันนั้นเขาก็ได้ตีพิมพ์ Anil’s Ghost (วิญญาณของอนิล) นวนิยายที่มีฉากหลังอยู่ในศรีลังกา และมีการระบุคำอุทิศส่วนหนึ่งให้แก่ อัญชเลนทราน อีกด้วย
ในป่าที่ไร้แสงตะวันแห่งริติกาลา
ไอความร้อนในก้อนหิน
ไอความร้อนในเงาทึบที่ไร้อากาศ
ทหารเก้านายที่อยู่ในช่วงพักรบ
ถอดเครื่องแบบออกและช่วยกันขุดบ่อน้ำ
เพื่อเป็นการขอบคุณ
ที่พวกเขายังมีชีวิตรอดจากสงครามนี้
พิธีปูชา (Puja) ในป่าละเมาะที่ไร้ชื่อ
เปรียบดั่งใครบางคนที่คุณรู้จัก
อาจโน้มตัวลงมาข้างหน้า
และทำเครื่องหมายตรงจุดนั้น
จุดที่ "จิตวิญญาณ" ของคุณสถิตอยู่
ซึ่งเขากล่าวกันว่า มักจะอยู่
ใกล้กับ "บาดแผล" เสมอ
ท่ามกลางผืนป่าที่ไร้แสง
นั่งยองๆ อยู่ข้างบ่อน้ำในป่า
ฉุดดึงสิ่งที่เคยสูญหาย... ขึ้นมาจากส่วนลึก
ไมเคิล ออนดาเจ, ‘Wells III’ จาก Handwriting. ลอนดอน: Bloomsbury, 1998.
ในเดือนมีนาคม ปี 1994 อัญชเลนทรานได้รับเชิญให้ไปจัดเวิร์กช็อปเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่โรงเรียนสถาปัตยกรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley School of Architecture) ในเมืองการาจี ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนานและงอกงามกับประเทศปากีสถาน และยังเป็นการกลับเข้าสู่แวดวงการสอนอย่างจริงจังอีกครั้ง
แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะยังคงสอนวิชาประวัติศาสตร์ในฐานะอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งโคลอมโบ (C.S.A.) แต่เขาก็ได้ยุติบทบาทการเป็นอาจารย์ผู้สอนในสตูดิโอออกแบบไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในปี 1996 เขาก็ได้ตัดสินใจกลับมารับตำแหน่งเดิมนั่นคือ ผู้ประสานงานนักศึกษาชั้นปีที่ 1
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้ดำเนินไปได้เพียงไม่กี่ปี และในปี 1999 เขาก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้งหลังจากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับวิธีการสอนของเขา (ซึ่งมักจะตรงไปตรงมาและเข้มงวด) ทว่าในเวลาต่อมา เขาก็ได้รับเชิญให้กลับมาสอนอีกครั้งในปี 2007
ปี 1995 เป็นปีแห่งการแต่งงาน ในเดือนกุมภาพันธ์ โดมินิก ซันโซนี ได้แต่งงานกับ นาซรีน ฟิลิปส์ (Nazreen Philips) และขอให้ อัญชเลนทราน มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว
เป็นเวลาหลายปีที่ชายทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง พวกเขามักจะออกไปสำรวจและถ่ายภาพมุมที่ถูกซ่อนไว้ของเกาะศรีลังกาด้วยรถจี๊ปของโดมินิก การเดินทางของพวกเขาเกิดขึ้นท่ามกลางผลกระทบที่ตามมาจากการจลาจลในปี 1983 ความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นของชาวทมิฬในภาคเหนือและภาคตะวันออก รวมถึงกระแสความรุนแรงของกลุ่ม J.V.P. ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภาคใต้
นอกเหนือจากการสร้างมิตรภาพที่แน่นแฟ้นแล้ว การเดินทางเหล่านี้ยังก่อให้เกิดคลังภาพถ่ายอันทรงพลังของโดมินิก ซึ่งได้บันทึกช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายเหล่านั้นเอาไว้
 
ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ธรรมวสัน เพื่อนเก่าของอัญชเลนทราน ได้แต่งงานกับนักภูมิศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อ จูลี่ ฟาน เดอร์ บลีก (Julie van der Bliek) หลังจากเรียนจบ ธรรมวสันได้ช่วยก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ในอังกฤษ และเมื่อเขากลับมายังศรีลังกาในปี 1995 ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาเพื่อก่อตั้งบริษัทใหม่ของตัวเอง
ทั้งคู่พบกันในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ขณะที่ธรรมวสัน กำลังเดินทางมาเยี่ยมบ้านที่โคลอมโบ ในตอนนั้นจูลี่กำลังทำงานอยู่ในศรีลังกาและเช่าห้องพักส่วนขยาย ในบ้านของพ่อแม่เขา แม้ว่าเธอจะเข้ากับพ่อแม่ของเขาได้ดีมาโดยตลอด แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นชาวฮินดูที่เคร่งครัดซึ่งรักษาขนบธรรมเนียมทางวรรณะและศาสนาอย่างยิ่งยวด จึงคัดค้านอย่างหนักที่จะให้ลูกชายแต่งงานกับเธอผู้ซึ่งไม่ใช่ชาวทมิฬ
ในที่สุดเธอและธรรมวสัน ก็แต่งงานกันที่เนเธอร์แลนด์ และหลังจากกลับมา ก็ได้เช่าบ้านหลังที่ติดกับอัญชเลนทราน พร้อมกับรับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวใหม่ของพวกเขา หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็ซื้อที่ดินในซอยถัดไปและว่าจ้างให้อัญชเลนทรานออกแบบบ้านให้ ซึ่งต่อมาบ้านหลังนี้กลายเป็น "เวอร์ชันที่ขยายขนาด" จากบ้านของเขาเอง และถือเป็นหนึ่งในงานออกแบบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาจนถึงปัจจุบัน
ในเดือนมกราคมปี 1996 กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬได้จุดชนวนระเบิดครั้งใหญ่ที่ธนาคารกลางในย่านฟอร์ต (Fort) ของโคลอมโบ เหตุการณ์ที่น่าสลดใจคือ วาสุ พี่สาวของธรรมวสัน เสียชีวิตในเหตุระเบิดครั้งนั้น เธอเป็นเหยื่อชาวทมิฬที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับการก่อการร้ายอย่างไร้สติของกลุ่มทมิฬด้วยกันเอง
เหตุการณ์นี้สร้างความบอบช้ำอย่างรุนแรงให้กับครอบครัว และเป็นเหตุเร่งให้แม่ของธรรมวสัน เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความสูญเสียครั้งนี้ก็ได้ดึงเอาตัวเขาและจูลี่กลับเข้าสู่โอบกอดของครอบครัวอีกครั้ง
 
ความโศกเศร้ามาเยือนครอบครัวนี้อีกครั้งในปี 2004 เมื่อลูกพี่ลูกน้องของธรรมวสัน 3 คนต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำในเหตุการณ์สึนามิ และอีกครั้งในปี 2005 เมื่อ สิวะรามัน (Sivaraman) ลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งเป็นนักข่าวผู้มีบทบาทขัดแย้งทางการเมือง ถูกลอบสังหารในโคลอมโบ
ในเวลาต่อมา จูลี่ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาของสถาบันจัดการน้ำนานาชาติ (International Water Management Institute) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในโคลอมโบ เมื่อเธอให้กำเนิดลูกสาวชื่อ ลักษมี (Laxshmi) ในปี 1998 และอีกสามปีต่อมาก็ได้ให้กำเนิดลูกชายชื่อ สัญชัย(Sanjay) อัญชเลนทรานก็ได้ก้าวเข้ามารับบทบาทเป็น "ผู้ปกครองชาวศรีลังกา" ของเด็ก ๆ และปัจจุบันเขาก็ดูแลและรักพวกเขาประหนึ่งว่าเป็นลูกแท้ ๆ ของเขาเอง
ในเดือนธันวาคม ปี 1995 หลังจากที่พยายามเฟ้นหาพ่อบ้านที่จะสามารถอดทนต่อไลฟ์สไตล์อันพิลึกพิลั่นของเขาได้เกินกว่าสองสามเดือนมานานหลายปี ในที่สุดอัญชเลนทรานก็ได้พบกับ เค. มุธูกุมาร (K. Muthukumar) หรือ กุมาร ผู้ซึ่งกลายมาเป็นศูนย์กลางที่ช่วยขับเคลื่อนความเป็นไปในบ้านของเขาตั้งแต่นั้นมา
กุมารเป็นชาวทมิฬจากไร่ชา ที่มาจากหมู่บ้านใกล้กับกะละฮะ (Galaha) เหนือเมืองแคนดี้ เขาเป็นชายหนุ่มที่เฉลียวฉลาดและเต็มใจเรียนรู้ ด้วยการสนับสนุนของอัญชเลนทราน กุมารได้เรียนพูดภาษาอังกฤษและกลายเป็นพ่อครัวที่มีฝีมือยอดเยี่ยม อัญชเลนทรานยังได้ช่วยจัดการเรื่องสัญชาติของเขาให้ถูกต้องตามกฎหมาย และสนับสนุนให้เขาไปทำใบขับขี่ จนกระทั่งในปี 2007 ด้วยการสนับสนุนของอัญชเลนทราน กุมารก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวจากหมู่บ้านเดียวกันที่ชื่อว่า สาวตรี (Savathri)
วิถีชีวิตประจำวันของอัญชเลนทรานถูกออกแบบมาให้สอดรับกับบ้านหลังใหม่ของเขาอย่างลงตัว เขาจะตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงนกร้องและเริ่มนั่งทำงานที่โต๊ะทานอาหารจนถึงเวลา 7 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่บรรดาผู้ช่วยจะมาถึง หลังจากตรวจเช็กงานของวันก่อนหน้าแล้ว เขาจะมอบหมายงานใหม่ให้ทันที โดยที่บทสนทนามักจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังเป็นระยะ และเต็มไปด้วยวลีติดปากที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เช่น
“สิ่งที่คุณควรจะรู้ก็คือ...” “คุณอาจจะไม่เชื่อนะ...” “ในอนาคตข้างหน้า...” “ข่าวดีมาก...” “สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจจริงๆ ก็คือ...” “สุดยอด...” “พระเจ้าเท่านั้นที่รู้...” “ท้ายที่สุดแล้ว...” “ผมต้องบอกเลยว่าพวกเขาค่อนข้างเก่งทีเดียว”
เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสาย เขาอาจจะนัดพบกับลูกค้าใหม่หรือพบกับ ดีปาล วิกรมสิงเห จากนั้นก็จะรีบบึ่งรถบาจาจ คู่ใจออกไปดูหน้างาน พอถึงช่วงเที่ยง เขาอาจจะเข้าเมืองเพื่อไปหาแม่ ก่อนจะไปทานมื้อกลางวันกับลีลานี และเอนกายงีบหลับบนโซฟาที่บ้านของเธอ หลังจากนั้นเขาจะแวะไปดูนิทรรศการศิลปะ หรือเดินเล่นพักผ่อนที่ร้าน Barefoot ก่อนจะนั่งรถกลับบัตตรมุลละเพื่อตรวจงานที่ผู้ช่วยทำค้างไว้
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม เขาจะเดินเลาะตามแนวทางระบายน้ำไปยังประตูหลังบ้านของธรรมวสัน เพื่อร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับครอบครัวของพวกเขา หลังจากกล่าวราตรีสวัสดิ์ เขาก็จะกลับเข้าบ้านมาเปิดเพลงราคะ (Raga - เพลงคลาสสิกอินเดีย) ที่เขาชื่นชอบผ่านเครื่องเสียงไฮไฟ โดยเร่งเสียงจนดังสุดเพื่อให้ท่วงทำนองล่องลอยไปทั่วพื้นที่ห้องโถงเพดานสูง (Double-height space) และในที่สุดเขาก็จะเข้านอนก่อนเวลา 3 ทุ่ม
หลังจากการย้ายออกไปยังบัตตรมุลละ อัญชเลนทรานได้ใช้เวลาอยู่กับ เจฟฟรีย์ บาวา น้อยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระยะทางที่แยกบ้านของทั้งคู่ให้ห่างจากกัน แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือเขาจำเป็นต้องหาเงินให้มากขึ้นเพื่อผ่อนชำระค่าบ้านหลังใหม่ ทำให้ไม่สามารถสละเวลาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ไปอยู่ที่ลูนูกังกา ได้เหมือนเมื่อก่อน
ในขณะเดียวกัน ชีวิตของบาวาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน หลังจากโครงการมหาวิทยาลัยรูฮูนู (Ruhunu University) เสร็จสิ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 เขาก็ค่อย ๆ ถอนตัวออกจากบริษัท E.R.&B. และยุติการเป็นหุ้นส่วนกับพูลโลกะสุนทรัม แต่แทนที่จะเกษียณอายุ บาวากลับเปิดสตูดิโอใหม่ขึ้นภายในบ้านของเขาเอง โดยจ้างผู้ช่วยรุ่นใหม่จำนวนไม่มาก ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นอดีตลูกน้องของอัญชเลนทราน หนึ่งในนั้นคือ ชันนา ดาสวัตเต ผู้ซึ่งกลายเป็นมือขวาและผู้ช่วยหลักในสำนักงานใหม่ของบาวา
การสร้างโรงแรมคันดาลามา จนเสร็จในปี 1994 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค "Indian Summer" (ยุคทองช่วงปัจฉิมวัย) ของบาวา เขาสร้างสรรค์โครงการที่น่าทึ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะล้มป่วยลงด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม ปี 1998 เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเป็นอัมพาตและไม่สามารถพูดได้ แต่เขายังคงยื้อชีวิตต่อมาได้จนถึงปี 2003 ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ อัญชเลนทรานคือหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเก่าเพียงไม่กี่คนที่ยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนข้างเตียงของบาวา ณ บ้านเลขที่ 33 เลน (33rd Lane) อยู่เสมอ
ในปี 1995 คริสตอฟ บอน ได้ผลักดันให้ เจฟฟรีย์ บาวา ตีพิมพ์หนังสือที่รวบรวมผลงานของเขาให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเสนอชื่อให้ เดวิด ร็อบสัน เป็นผู้เขียน การเจรจายืดเยื้ออยู่นานถึงสองปีกว่าที่บาวาจะยอมตกลงในที่สุด
การทำงานเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1997 แต่กลับต้องชะงักลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากบาวาล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ร็อบสันยังคงมุ่งมั่นทำต่อ โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากอัญชเลนทราน ผู้ซึ่งเปิดกรุเอกสารและบันทึกข้อมูลทั้งหมด (dossiers) ที่เขาสะสมไว้ให้ร็อบสันนำไปใช้ประโยชน์ จนในที่สุดหนังสือเล่มนี้ก็เสร็จสมบูรณ์ในปี 2002
ในปี 2001 เจฟฟรีย์ บาวา ได้รับรางวัลพิเศษจาก Aga Khan (Aga Khan Award for Architecture) ในสาขา Lifetime's Achievement in Architecture และอัญชเลนทรานก็ได้บินไปร่วมพิธีมอบรางวัลที่เมืองอเลปโป (Aleppo) พร้อมกับชันนา ดาสวัตเต เพื่อเป็นตัวแทนรับรางวัลในนามของบาวา
ต่อมาในปี 2004 ได้มีการจัดนิทรรศการย้อนหลังผลงานของบาวา (Retrospective Exhibition) ซึ่งดูแลการจัดแสดงโดย เดวิด ร็อบสัน ชันนา ดาสวัตเต และ อามิลา เด เมล (Amila de Mel) โดยในครั้งนี้ อัญชเลนทรานยังคงรับบทบาทเดิมคือ "หนุ่มเบื้องหลัง" ที่ขาดไม่ได้ ทว่าเขากลับปฏิเสธที่จะเดินทางไปยังประเทศเยอรมนีเพื่อเข้าชมงานนิทรรศการนั้น
ดูเหมือนว่า เจฟฟรีย์ บาวา จะคาดการณ์ถึงความเจ็บป่วยในช่วงสุดท้ายของเขาไว้ล่วงหน้า เขาจึงได้ก่อตั้ง กองทุนเจฟฟรีย์ บาวา (Geoffrey Bawa Trust) ขึ้นเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินและกิจการต่าง ๆ ของเขา
สมาชิกชุดดั้งเดิมประกอบไปด้วย สุนิธรา บันดารานายกะ (Sunethra Bandaranaike) เพื่อนและอดีตลูกค้าของเขา ไมเคิล แม็ค (Michael Mack) ผู้อำนวยการของบริษัท Aitken Spence สุหันยา ราฟเฟิล (Suhanya Raffel) บุตรสาวของคริส ราฟเฟิล (Chris Raffel) เพื่อนเก่าของบาวา วอร์ด เบลิง (Ward Beling) และ ชันนา ดาสวัตเต
ในตอนแรก บาวาได้ทาบทามทั้ง อัญชเลนทราน และ เอนา เดอ ซิลวา ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการกองทุนด้วย แต่ทั้งคู่กลับปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม อัญชเลนทรานยังคงทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของกองทุนมาโดยตลอด และคอยช่วยเหลือในโครงการต่าง ๆ ของกองทุนอยู่เสมอ
อัญชเลนทรานเปรียบเสมือน "มือที่มองไม่เห็น" และภัณฑารักษ์ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือสำคัญหลายเล่ม นอกจากการช่วยเหลือเดวิด ร็อบสัน ในการทำหนังสือรวบรวมผลงานของบาวา (Monograph) ทั้งเล่มแรกและเล่มต่อมาแล้ว เขายังเป็นบุคคลสำคัญในการผลิตหนังสือ "White Book" ของเจฟฟรีย์ บาวา ในปี 1985 และหนังสือ "Lunuganga" ในปี 1990
นอกจากนี้ ในระหว่างปี 1983 ถึง 1998 เขายังทำงานหนักอยู่เบื้องหลังเพื่อช่วย โรนัลด์ ลิวค็อก และบาร์บาร่า ซันโซนี ในการผลักดันหนังสือ "The Architecture of an Island" ให้ได้รับการตีพิมพ์ และเขายังดำรงตำแหน่งสมาชิกกองบรรณาธิการของ Mimar ซึ่งเป็นวารสารรายไตรมาสด้านสถาปัตยกรรมของรางวัล Aga Khan ในช่วงทศวรรษสุดท้ายก่อนที่วารสารจะปิดตัวลง
แม้แต่ ไมเคิล ออนดาเจ ก็ยังยอมรับถึงความช่วยเหลือและมิตรภาพที่อัญชเลนทรานมอบให้ในขณะที่เขากำลังหาข้อมูลสำหรับนวนิยายเรื่อง Anil’s Ghost ขณะที่ เสนากะ บันดารานายะกะ ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากเขาในการจำลองภาพสันนิษฐานบูรณะของสิกิริยา
ในปี 1990 อัญชเลนทรานเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังวารสาร Architecture and Design ของอินเดียฉบับพิเศษที่อุทิศเนื้อหาทั้งหมดให้แก่ประเทศศรีลังกา
วารสารฉบับนี้ประกอบด้วยการรวบรวมผลงานสถาปัตยกรรมยุคหลังของ เจฟฟรีย์ บาวา ควบคู่ไปกับผลงานของสถาปนิกศรีลังการุ่นใหม่ที่บาวาเป็นผู้คัดเลือกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีภาพวาดคอลเลกชันสำคัญของ บาร์บาร่า ซันโซนี ที่คัดมาจากหนังสือ Vihares and Verandahs ของเธอด้วย
อย่างไรก็ตาม บทความหลักที่เป็นหัวใจของวารสารฉบับนี้คือความเรียงยาว 8 หน้าในชื่อว่า ‘Trends and Transitions’ ซึ่งเขียนโดย อัญชเลนทราน ร่วมกับ ราจีฟ วะนะสุนเทรา (Rajiv Wanasundera) โดยเนื้อหาเป็นการวิจารณ์พัฒนาการทางสถาปัตยกรรมในศรีลังการะหว่างปี 1940 ถึง 1990 อย่างลึกซึ้งและเป็นกลางที่สุด
วารสารฉบับเดียวกันนี้ในปี 1994 ได้ตีพิมพ์บทความภาคต่อซึ่งอัญชเลนทรานเขียนร่วมกับชันนา ดาสวัตเต ศิษย์เอกของเขา โดยนำเสนอการวิจารณ์อาคารที่สร้างขึ้นในช่วงปี 1991 ถึง 1993 อย่างตรงไปตรงมาและเข้มข้นยิ่งขึ้น
แต่ก่อนหน้านั้น อัญชเลนทรานได้เขียนบทความชื่อ ‘Current Architecture in Sri Lanka’ ลงในวารสาร Mimar ซึ่งเป็นการสำรวจสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ดุดันกว่าเดิม โดยเขาได้แอบซ่อน "ก้อนอิฐ" (คำวิจารณ์ที่เจ็บแสบ) ที่เล็งเป้าอย่างแม่นยำเพื่อขว้างใส่เพื่อนร่วมอาชีพหลายคน ในดินแดนที่ไม่มีธรรมเนียมการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นศรีลังกา การกระทำนี้ทำให้เขาได้ศัตรูมาไม่น้อย และชวนให้ระลึกถึงคำคมโปรดของเขาจาก จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ที่ว่า:
“ทำไมผมต้องสุภาพกับพวกเขาหรือกับคุณด้วย? ในปราสาทแห่งคำลวงเช่นนี้ ความจริงสักอย่างสองอย่างไม่ทำให้คุณเจ็บปวดหรอก เพื่อนของคุณน่ะคือพวกสุนัขที่น่าเบื่อที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก พวกเขาไม่ได้มีความงามอะไรเลย พวกเขาแค่ถูก 'ประดับประดา' ไว้เท่านั้นเอง”
บทความที่เผยให้เห็นถึงสิ่งที่อัญชเลนทรานให้ความสำคัญมากที่สุด กลับมาในรูปแบบของ "การสัมภาษณ์" โดย ชันนา ดาสวัตเต ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1998 เพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งเอกราชของศรีลังกา
ในบทสัมภาษณ์นี้ อัญชเลนทรานได้ย้ำเตือนถึงหนี้บุญคุณทางความคิดที่มีต่อ เจฟฟรีย์ บาวา อีกครั้ง โดยเขากล่าวว่า:
"สถาปัตยกรรมของเจฟฟรีย์ บาวา คือเรื่องราวของบทกวีแห่งที่ว่าง (Poetry of Space) มันคือการยกระดับจิตวิญญาณของผู้คน เพื่อเฉลิมฉลองให้กับชีวิต ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมีการปรุงแต่งให้น้อยที่สุดและไม่มีการสร้างทฤษฎีใด ๆ มาตีกรอบ มันคือประสบการณ์ที่ตรงไปตรงมาและน่ารื่นรมย์ อีกทั้งยังเป็นเรื่องของความยับยั้งชั่งใจ การลดทอน และความเงียบสงบ"
เขายังได้หยิบยกคุณลักษณะของ "ความไร้รูปทรง" (Formlessness) ซึ่งไมเคิล ออนดาเจ เพิ่งจะใช้จำกัดความงานของบาวามาอธิบายต่อ โดยเขาเสนอว่าวาทกรรมสถาปัตยกรรมตะวันตกมักจะหมกมุ่นอยู่กับการ "สร้างรูปทรง" (Form-making) แต่ "ความไร้รูปทรง" นั้นแท้จริงแล้วคือแก่นแท้ตามวิถีพุทธ และสิ่งนี้เองที่หยั่งรากสถาปัตยกรรมของบาวาลงในขนบธรรมเนียมของศรีลังกาอย่างแท้จริง
ในปี 2004 อัญชเลนทรานได้เขียนบทความที่แสดงให้เห็นถึงความช่างสังเกตเกี่ยวกับความหลงใหลที่มีมาอย่างยาวนานของชาวศรีลังกาในเรื่อง "สถาปัตยกรรมกลุ่มหิน" (Boulder Architecture)
ในบทความนี้ เขาได้เชื่อมโยงงานเขียนของเพื่อนเขา เสนากะ บันดารานายะกะ ที่ว่าด้วยเรื่อง "สวนหินประวัติศาสตร์" ในอนุราธปุระ (Anuradhapura) และสิกิริยา (Sigiriya) เข้ากับสถาปัตยกรรมกลุ่มหินร่วมสมัยของ เจฟฟรีย์ บาวา และ ลลิน คอลลูเร (Lalyn Collure) โดยเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ลักษณะเด่นประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมศรีลังกาแบบดั้งเดิม คือการวางตำแหน่งอาคารลงในภูมิทัศน์ในลักษณะที่สร้าง "บทสนทนา" (Dialogue) กับลักษณะทางธรรมชาติที่มีอยู่เดิม
ความสัมพันธ์ในการทำงานของอัญชเลนทรานกับมูลนิธิหมู่บ้านเด็ก SOS สิ้นสุดลงในปี 1996 และในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนั้น ผลงานของเขาส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การออกแบบบ้านพักอาศัยส่วนตัว รวมถึงงานออกแบบที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมสำหรับ "ทาวน์เฮาส์" บนที่ดินที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ
ในปี 2000 เขาได้รับเชิญให้ออกแบบบ้านให้กับ อิมรัน (Imran) และ ไนฮัต มีร์ (Nighat Mir) ในประเทศปากีสถาน ซึ่งถือเป็นงานจ้างชิ้นแรกของเขาที่อยู่นอกประเทศศรีลังกา และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้ออกแบบโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์แห่งแรก (จากทั้งหมดสองแห่ง) ให้กับเพื่อนของเขา มิลลินดา เอกานายะกะ (Millinda Ekanayake)
การเดินทางไปต่างประเทศยังคงเป็นความรื่นรมย์หลักในชีวิตของอัญชเลนทราน โดยเขายังคงเดินทางออกนอกประเทศอย่างสม่ำเสมอ เฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าปีละ 4 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 15 ปี
สำหรับเขา การเดินทางคือวิธีการ "ชาร์จแบตเตอรี่" และการรักษาความเชื่อมโยงกับความเป็นไปของโลกภายนอก นอกจากนี้ยังเป็นหนทางในการ "หลบหนี" จากความรู้สึกอึดอัดที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมศรีลังกาที่เริ่มแบ่งแยกฝักฝ่ายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เขาเกลียดการเดินทางคนเดียวเป็นที่สุด และมักจะหาทางจัดการให้มีเพื่อนร่วมทางไปกับเขาด้วยเสมอ
เพื่อนร่วมทางคนโปรดของเขาก็คือ ลีลานี เดอ ซิลวา (Lilani de Silva) ซึ่งมักจะพาแม่ของเธอเดินทางไปด้วยเสมอ กลุ่มสามคนที่ไม่น่าจะมารวมตัวกันได้นี้ ได้เดินทางไปเยือนตุรกีในปี 1996 พม่าในปี 1998 จีนในปี 2000 และอินเดียตอนกลางในปี 2002 นอกจากนี้ ในช่วงที่ เสนากะ บันดารานายะกะ เพื่อนของเขาไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำกรุงปารีสและต่อด้วยกรุงเดลี อัญชเลนทรานก็ได้หาเวลาไปพำนักอยู่ที่เมืองหลวงทั้งสองแห่งเป็นเวลานานอีกด้วย
หากจะดูตัวอย่างตารางเวลาในปี 2000 เขาอุทิศเวลาถึงหนึ่งในสามของปีไปกับการเดินทางต่างประเทศ กุมภาพันธ์ ใช้เวลาหนึ่งเดือนสอนหนังสือที่โรงเรียน Indus Valley ในการาจี เมษายน ไปเยี่ยมพี่ชายที่สิงคโปร์ จากนั้นบินต่อไปยังฮาวายเพื่อร่วมเป็นกรรมการตัดสินรางวัล Kenneth Brown Award พฤษภาคม กลับไปที่การาจีเพื่อวางผังบ้านตระกูลมีร์ (Mir house)
สิงหาคม ไปเที่ยวเมืองจีนกับลีลานีและแม่ของเธอ พฤศจิกายน ร่วมเดินทางกับเดวิด ร็อบสัน และกลุ่มนักศึกษาในทริป "Le Corbusier Tour" เพื่อดูงานสถาปัตยกรรมในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ธันวาคม ปิดท้ายปีด้วยการใช้เวลาทั้งเดือนในประเทศอินเดีย
ในปี 2001 อัญชเลนทรานได้มีโอกาสรู้จักกับ ไมล์ส ยัง (Miles Young) ผู้บริหารโฆษณาชาวฮ่องกง ผู้ซึ่งโน้มน้าวให้เขามาเป็นสถาปนิกออกแบบบ้านพักตากอากาศ บนไร่อบเชยที่เขาเพิ่งซื้อมาใกล้กับเมืองมิริสซา (Mirissa) ทว่าบ้านพักหลังนั้นเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น เพราะในไม่ช้าเขาก็ได้เข้าไปพัวพันกับโครงการระยะยาวในการปรับปรุงไร่แห่งนี้ทั้งหมด โดยเขาได้ออกแบบทั้งพิพิธภัณฑ์ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โรงกลั่นอบเชย ที่พักพนักงาน และเวิร์กช็อปต่าง ๆ
ในเวลาไม่นาน ไมล์ส ยัง ก็ได้ขยับสถานะจากลูกค้ามาเป็นเพื่อนสนิท และอัญชเลนทรานก็ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดซื้อเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงคัดเลือกภาพวาดและงานประติมากรรมเพื่อสะสมในคอลเลกชันศิลปะเอเชียที่กำลังเติบโตของยัง ซึ่งช่วงเวลานี้ประจวบเหมาะกับการขยายคอลเลกชันส่วนตัวของอัญชเลนทรานเองด้วย เขาเริ่มสะสมผลงานของศิลปินศรีลังการุ่นใหม่ เช่น จากัต วีระสิงเห (Jagath Weerasinghe) คิงสลีย์ กูนะติลเลเก (Kingsley Goonatilleke) มูฮันเน็ด คาเดอร์ (Muhanned Cader) และ อโนลี เปเรรา (Anoli Perera)
ปัจจุบัน อัญชเลนทรานทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนที่ไม่มีค่าตอบแทน" ให้กับศิลปินหลายคน และมักจะแนะนำให้ลูกค้าของเขาซื้อผลงานจากศิลปินเหล่านี้ เหล่าศิลปินรุ่นใหม่กลายมาเป็นคนในวงโคจรเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งเขามักจะชอบคลุกคลีอยู่กับกลุ่มคนเหล่านี้มากกว่ากลุ่มเพื่อนสถาปนิกด้วยกันเองเสียอีก และในตอนนี้ ทั้งไมล์ส ยัง และอัญชเลนทราน ต่างครอบครองหนึ่งในคอลเลกชันศิลปะร่วมสมัยของศรีลังกาที่ใหญ่ที่สุดและทรงคุณค่าที่สุด
ในปี 2005 ไมล์ส ยัง และอัญชเลนทราน ได้ร่วมกันริเริ่มโครงการสร้างบ้านพักรับรองในบัตตรมุลละ โดย "ยัง" ต้องการฐานที่มั่นในโคลอมโบเพื่อให้เขาและเพื่อนๆ สามารถพักค้างคืนระหว่างเดินทางไปหรือกลับจากมิริสซา ในขณะที่อัญชเลนทรานเองก็ต้องการพื้นที่สำหรับรับรองแขกจากต่างประเทศ
ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่ในสมัยอาณานิคมอังกฤษเรียกว่า "Chummery" (ชัมเมอรี) ซึ่งเป็นกลุ่มห้องพักกึ่งสตูดิโอ (Bedsitters) 3 ห้องที่ใช้พื้นที่ส่วนกลางและส่วนรับแขกร่วมกัน
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นอกจากการทำงานในโครงการที่มิริสซาอย่างต่อเนื่องแล้ว เขายังได้ออกแบบ บ้านต้นไทร (Banyan Tree House) ให้กับกัปตันวาฮับ (Captain Wahab) และบ้านพักที่มีลานสระว่ายน้ำกลางบ้าน (Pool court house) ให้กับชริธ กูนะติลเลเก (Charith Goonatilleke)นอกจากนี้เขายังได้เริ่มโครงการในต่างประเทศเพิ่มเติม ได้แก่ วิลล่าขนาดใหญ่สำหรับนักธุรกิจในสิงคโปร์ และทาวน์เฮาส์ในไฮเดอราบาด ประเทศอินเดีย
ในปี 2002 อัญชเลนทราน ได้ชักชวนสถาปนิกหนุ่มชื่อ ชายัน กุมาระดาส (Shayan Kumaradas) ให้มาร่วมงานกับเขา ชายันเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ที่ครอบครัวมาจากจัฟฟนา และทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์วัดนัลลูร์ (Nallur Temple) มาหลายชั่วอายุคน
ชายันถือเป็นสถาปนิกที่มีใบประกอบวิชาชีพอย่างเต็มตัวคนแรกที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนของอัญชเลนทราน เขามีทักษะสมัยใหม่ที่มีประโยชน์มากมาย รวมถึงการเขียนแบบด้วยโปรแกรม CAD อีกทั้งเขายังครอบครอง "สิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่" ที่อัญชเลนทรานมักจะดูแคลน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ กล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์มือถือ
ต้องยอมรับว่าอัญชเลนทรานไม่คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับผู้อื่นในฐานะที่เท่าเทียมกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ได้ราบรื่นเสมอไปนัก อย่างไรก็ตาม ในที่สุดชายันก็ได้ก้าวเข้ามารับบทบาทสำคัญในฐานะที่ปรึกษาหุ้นส่วนที่ได้รับความไว้วางใจ และเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหลายแห่งในฐานะสถาปนิกผู้ควบคุมงาน
ในปี 2006 อัญชเลนทราน ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ในการทำงานในลักษณะคล้ายกันกับ ทิกิริ บิไบล์ (Tikiri Bibile) บัณฑิตจากสถาบัน C.S.A. (City School of Architecture) เนื่องจากทิกิริมีลูกเล็ก เธอจึงยินดีที่จะทำงานจากที่บ้านในฐานะสถาปนิกอิสระ คอยดูแลบริหารโครงการแต่ละแห่งไป
เธอเคยร่วมงานกับอัญชเลนทรานครั้งแรกในฐานะนักศึกษาฝึกงานช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเธอยืนยันว่า ในช่วงเวลาเพียง 18 เดือนที่อยู่กับเขา เธอได้เรียนรู้เรื่องสถาปัตยกรรมมากกว่าการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยตลอด 7 ปีเสียอีก
มีเหตุการณ์หนึ่งจากการไปดูภาพยนตร์ที่ฝังใจเธอไม่ลืม ครั้งหนึ่งอัญชเลนทรานได้ชวนเจ้าหน้าที่ในออฟฟิศ ซึ่งมีเธอและเด็กหนุ่มอีก 3 คน ไปดู "หนังสุดยอดเกี่ยวกับราชสถาน" (แคว้นหนึ่งในอินเดียที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม) ทั้ง 5 คนเบียดเสียดกันขึ้นรถบาจาจ คันเดียวกันไปที่โรงหนัง
แต่ปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นคือเรื่อง Kama Sutra (กามาสุตรา) ซึ่งทำให้เธออับอายและทำตัวไม่ถูกเมื่อพบว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้องโถงนั้น อัญชเลนทรานเมื่อรู้ตัวว่าทำเรื่องหน้าแตกจึงโน้มตัวลงไปกระซิบกับเธอว่า
"ไม่ต้องไปสนใจพวกคนในเรื่องหรอก ดูแค่สถาปัตยกรรมก็พอ!"
ในปี 2007 อัญชเลนทรานได้แสดงบทบาทเบื้องหลังอีกครั้ง ในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการประกาศรางวัล เจฟฟรีย์ บาวา อวอร์ดส์ (Geoffrey Bawa Awards)
แนวคิดในการจัดรางวัลด้านสถาปัตยกรรมทุก ๆ 3 ปีในนามของ เจฟฟรีย์ บาวา นั้นริเริ่มโดย สุนิธรา บันดารานายกะ แต่อัญชเลนทราน คือผู้รับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน เขาเป็นผู้ดูแลรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของการประกวด และร่วมกับ เดวิด ร็อบสัน ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งกรรมการตัดสินและประธานคณะกรรมการประเมินทางเทคนิค ในการร่วมกันออกแบบตัวรางวัลนี้ขึ้นมา
ในปี 2006 อัญชเลนทรานได้กลับมาสอนนักศึกษาปีที่ 1 ที่ Colombo School of Architecture อีกครั้ง และยังได้เริ่มจัดหลักสูตรอบรมรวมถึงเวิร์กชอปให้กับ Colombo School of Design อีกด้วย
แม้เขาจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ แต่กระนั้นวิธีการสอนของเขามักถูกตั้งคำถาม และเขามักจะวิจารณ์ผลงานของนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมาจนบางครั้งก็ล้ำเส้นความเหมาะสมทางการเมือง นอกจากนี้เขายังถูกมองว่าเป็นพวกนอกคอกที่เป็นอันตรายในสายตาของสถาบันวิชาชีพสถาปัตยกรรม และสร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้อาวุโสในวงการ ซึ่งส่วนใหญ่คือคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่บริหารสมาคมสถาปนิกอยู่
ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการที่เขาให้การสนับสนุน เจฟฟรีย์ บาวา อย่างไม่เสื่อมคลาย ซึ่งความสำเร็จและชื่อเสียงในระดับสากลของบาวานั้นสร้างความริษยาให้กับกลุ่มสถาปนิกที่มีฝีมือธรรมดาจำนวนมาก ที่สำคัญคือหลังจากเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของสถาปนิกชาวทมิฬ
ปัจจุบันเขาจึงกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกชาวทมิฬเพียงไม่กี่คนที่ยังเหลืออยู่ในสมาคมฯ และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พบว่า ในขณะที่เมื่อ 25 ปีก่อนเคยมีนักศึกษาชาวทมิฬอยู่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด แต่ปัจจุบันแทบไม่มีนักศึกษาชาวทมิฬหลงเหลืออยู่เลยในโรงเรียนสถาปัตยกรรมทั้งสองแห่ง
ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2008 อัญชเลนทราน ได้สวมบทบาทคล้ายกับ พายด์ ไพเพอร์ (Pied Piper) ในยุคสมัยใหม่ นำนักศึกษา 16 คนจาก ซี.เอส.เอ. (C.S.A.) ออกเดินทางทัศนศึกษาใน อนุราธปุระและจังหวัดภาคเหนือตอนกลาง เพื่อไปชมสถานที่ลับต่าง ๆ ที่เขาได้ค้นพบตลอดสองทศวรรษของการเดินทางรอนแรม กิจกรรมนี้กลายเป็นงานประจำปีที่เชื่อมโยงกับการบรรยายของเขาในหัวข้อ "การสัมผัสประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรม" (Experiencing Architecture)
อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความรุนแรงที่ถาโถมไปทั่วประเทศ โดยในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า เพิ่งเกิดเหตุระเบิดของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ (Tamil Tiger) ที่สถานีรถประจำทางชานเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย ขณะเดียวกันก็มีการตรวจพบระเบิดลูกที่สองที่ คัลกามูวะ (Galgamuwa) ซึ่งอยู่ห่างจากอนุราธปุระ ไปทางใต้เพียงเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีการสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังรัฐบาลและกลุ่มกบฏทมิฬที่กำลังปะทุอยู่ในเขตมันนาร์ (Mannar District) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพียง 80 กิโลเมตร
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาถึงเร็วกว่าปกติ และระบบสภาพอากาศชุดเดียวกับที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในเมียนมา ก็ได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของศรีลังกา เพื่อนฝูงต่างพากันเตือนให้อัญชเลนทรานยกเลิกการทัศนศึกษาครั้งนี้ และมีนักศึกษาบางส่วนขอถอนตัวในนาทีสุดท้าย แต่เขาก็ยังคงยืนกรานที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป
คณะเดินทางออกเดินทางจากโคลอมโบ ตั้งแต่ก่อนรุ่งสางด้วยรถบัสสภาพซอมซ่อของ เอเบิร์ต ซิลวา (Ebert Silva) และหยุดแวะที่แรก ณ สถานที่พักผ่อนในป่าของ ลากี เสนานายากะ เพื่อนของอัญชเลนทราน ที่ดิยาบูบูลา (Diyabubula) จากนั้นพวกเขาได้แวะพักรับประทานของว่างที่โรงแรมอันน่าอัศจรรย์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ผลงานการออกแบบของ เจฟฟรีย์ บาวา ที่มองออกไปเห็นอ่างเก็บน้ำกันดาลามะ (Kandalama) อันเก่าแก่
จุดหมายต่อมาคือการเข้าชมถ้ำทางพุทธศาสนาที่ ทัมปุลลา (Dambulla) และปีนขึ้นไปยังป้อมปราการหินของพระเจ้ากัสสปะ (Kasyapa) ที่สิกิริยา ในช่วงบ่ายแก่ๆ พวกเขาหยุดพักข้างอ่างเก็บน้ำกาลาเววะ (Kala Wewa) อันกว้างใหญ่ที่มีน้ำปริ่มขอบสระ พร้อมเฝ้าดูสายน้ำที่ไหลทะลักออกจากทางระบายน้ำลงสู่คลองที่หล่อเลี้ยงทุ่งนาของอนุราธปุระ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางเหนือราว 40 กิโลเมตร
หลังจากนั้นพวกเขาได้ชมพระอาทิตย์ตกดินเบื้องหลังพระพุทธรูปเอาคานา (Aukana Buddha) ขนาดมหึมาที่สลักขึ้นจากหินภูเขาและประดิษฐานอยู่ใต้คันกั้นน้ำของอ่างเก็บน้ำ เมื่อเดินทางถึง อนุราธปุระในความมืดมิด พวกเขาปิดท้ายวันด้วยการเดินเวียนเทียนอย่างสงบเงียบรอบสถูปรุวันเวลิ (Ruwanweli) อันยิ่งใหญ่ โดยมีแสงจันทร์เสี้ยวบางเบาคอยนำทาง
วันถัดมาเริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยมชม SOS Children’s Village ของอัญชเลนทรานในเขตเมืองใหม่ ตามด้วยการนำชมโบราณสถานที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในอนุราธปุระ อันเป็นโปรแกรมพิเศษของเขา ได้แก่ อารามถ้ำ เวสสะคิริยา (Vessagiriya) สระปลาทองหลวง (Royal Goldfish Ponds) ทางทิศใต้ ซากปรักหักพังอันโดดเดี่ยวของอโศการามายา (Asokaramaya) ทางทิศเหนือ สระอาบน้ำช้างแห่งอาราม อภัยคีรี (Abhayagiri Monastery) และกลุ่มอาคารสไตล์มินิมอลอันแปลกตาของอารามทางทิศตะวันตก
เมื่อฝนหยุดตกและน้ำท่วมเริ่มลดลง ทัศนียภาพรอบตัวก็กลับมาเขียวขจีเป็นประกาย นาข้าวรอบเมืองโบราณดูงดงามกว่าที่ อัญชเลนทราน เคยเห็นมาและกลายเป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบให้กับเหล่าโบราณสถานเหล่านั้น
ช่วงบ่ายของวันนั้นเป็นการไปเยือนภูเขามิหินตะเล (Mihintale) จุดกำเนิดของพุทธศาสนาในศรีลังกา และปิดท้ายด้วยการอาบน้ำยามพระอาทิตย์ตกดินที่ กาลูทิยา โปกูนา (Kaludia Pokuna)
ในวันสุดท้าย พวกเขาเดินทางกลับโคลอมโบโดยผ่านทางโพธิฆระ (Bodhigara) ที่ นิลักกามะ (Nilakgama) ป้อมปราการหินที่ ยาปาฮูวะ (Yapahuwa) และ อัมบะละมะ (ambalama) หรือศาลาพักริมทางหลังโปรดของ อัญชเลนทรานที่การาคาหะเกเทระ (Karagahagedera)
ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางกลับ ก็มีข่าวปรากฏออกมาว่าประธานาธิบดีได้สั่งระงับการประชุมสภา และยังมีเชิงอรรถเล็กๆ ที่น่าตลกประชดประชันว่า ท่านประธานาธิบดีได้ตอบรับคำเชิญไปบรรยายที่อ็อกซ์ฟอร์ด ยูเนียน (Oxford Union) ในหัวข้อ "ประชาธิปไตย"
เมื่อต้องเดินทางข้ามผ่านทัศนียภาพอันงดงามของ ศรีลังกา ที่อาบไล้ด้วยแสงแดดและสดชื่นจากสายฝนที่เพิ่งผ่านพ้นไป จึงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าเมฆหมอกแห่งสงครามกำลังก่อตัวอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า และง่ายที่จะลืมเลือนไปว่า ในขณะที่ผู้เป็น "คุรุ" (Guru) นั้นเป็นชาวทมิฬ แต่เหล่า โกละยะ (golayas) หรือศิษย์ทั้ง 16 คนของเขานั้นล้วนเป็นชาวสิงหล
อัญชเลนทราน กำลังเผยให้เหล่าศิษย์ผู้ติดตามได้เห็นถึงความลับของอดีตอันรุ่งโรจน์ที่พวกเขามีร่วมกัน ในช่วงเวลาที่อนาคตของพวกเขาดูริบหรี่และไม่แน่นอน เพื่อเป็นการยืนยันถึงความเชื่อของเขาที่มีต่อ "อัตลักษณ์ความเป็นศรีลังการ่วมกัน"
สิ่งของ
ฉันมีความรักที่คลั่งไคล้
ต่อบรรดาสิ่งของที่ประหลาดล้ำ...
อัญชเลนทรานเป็นนักสะสมสิ่งของมานานเท่าที่เขาจะจำความได้ แม้ว่าการสะสมอย่างจริงจังของเขาน่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่เขากลับจากลอนดอน ในปี 1978 และได้ครอบครองห้องส่วนตัวในบ้านของแม่ เขาหลงใหลในสิ่งของที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้ และสนุกกับการนำพวกมันมาวางเรียงต่อกันในรูปแบบที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน
เมื่อเขาเริ่มออกแบบบ้านของตัวเองในปี 1990 มันจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นเสมือน "ตู้เก็บของแปลก" (Cabinet of Curiosities) เพื่อใช้สำหรับจัดเก็บและจัดแสดงสิ่งของจำนวนมหาศาลที่เขาครอบครองอยู่
สำหรับเขาแล้ว ส่วนหนึ่งของความสุขในการเดินทางไปยังต่างแดน คือโอกาสที่จะได้ "ไปช้อปปิ้ง" และกลับมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุแปลกประหลาด เขาเพิ่งสารภาพกับเพื่อนคนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขาไม่สามารถผ่านพ้นไปได้เกินสามวันโดยไม่ได้ซื้ออะไรเลย
เขารักตลาด บาซาร์ (Bazaars) และซูก (Souks) เขาโปรดปรานร้านขายของเก่าและร้านขายของแปลก เขาชอบที่จะเสาะแสวงหาตามกองของกระจุกกระจิกและรื้อค้นตามแผงลอยริมทาง นอกจากนี้เขายังสนุกกับการต่อรองราคา และจะโต้เถียงเรื่องชิ้นนั้นชิ้นนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อดึงความสนใจของผู้เฝ้าร้านที่โชคร้าย ในขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็จะสอดส่ายไปตามชั้นวางอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งได้พบกับสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ และเมื่อนั้นเขาจะพุ่งเข้าตะครุบมันราวกับนกอินทรี
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ถูกคั่นด้วยความเรียงภาพสั้น ๆ หรือ ตาโบล (Tableaux) ซึ่งแต่ละชุดจะแสดงภาพของสะสมแต่ละประเภทของอัญชเลนทราน
...สิ่งของมากมายกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนฉัน
และพวกมันช่างแสนจริงแท้
จนพวกมันใช้ชีวิตร่วมกับฉันไปค่อนชีวิต
และจะตายตกไปตามกันกับฉันไปค่อนความตาย
จากบทกวี Ode to Things โดย ปาโบล เนรูดา (Pablo Neruda), 1954
ที่มา: Anjalendran : Architect of Sri Lanka by David Robson
โฆษณา