14 เม.ย. เวลา 00:00 • หนังสือ

ว่าด้วย Passion

บิล แบลส นักออกแบบเสื้อผ้าชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในโลกแฟชั่นฝั่งตะวันตกเคยให้สัมภาษณ์ว่า “คนทำงานแฟชั่นต้องมี passion ถ้าไม่มีเมื่อไหร่ ก็ควรเลิกทำ วันไหนผมไม่มี passion ผมก็จะไป”
แล้ววันหนึ่งเขาก็ไป! ขายธุรกิจเสื้อผ้าที่ตนก่อร่างมาจนใหญ่โต และลาออกจากวงการ
passion ในความหมายของ บิล แบลส ก็คือความกระตือรือร้น ความหลงใหล ความคลั่งไคล้ในงานที่ทำ เป็นไฟที่ขับเคลื่อนให้ผู้สร้างสรรค์งานเดินหน้าอย่างเปี่ยมพลัง!
กิมย้ง นักเขียนนวนิยายจีนกำลังภายในชาวฮ่องกงเขียนนวนิยายเพียงสิบห้าเรื่องในชีวิต กินช่วงเวลาเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น (ระหว่าง พ.ศ. 2498-2515) ก็ยุติบทบาทนักเขียนนวนิยาย ใคร ๆ ก็รู้ว่าด้วยมันสมองของเขา ไม่ยากที่จะเขียนนิยายกำลังภายในอีกสักห้าสิบเรื่อง โดยรีไซเคิลจากงานเก่าเช่นที่ฮอลลีวูดปฏิบัติมานานนม ด้วยฝีมือของเขา งานย่อมไม่แย่แน่นอน
1
แต่สำหรับกิมย้ง หากไม่มีอะไรใหม่กว่าสิ่งที่เคยสร้างสรรค์มา ก็อย่าเขียนดีกว่า! ว่าแล้วเขาก็ยุติบทบาทการเขียนนิยายจีนกำลังภายในที่เขาเป็นหัวหอก แล้ว ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’ (สำนวนนิยายกำลังภายใน หมายถึงลาออกจากวงการ)
1
เหง่ยคัง สหายของกิมย้งวิจารณ์ว่า กิมย้งเลิกเขียนเพราะเชื่อว่าตนเองพัฒนาความหลากหลายของตัวละครมาถึงที่สุดแล้ว จึงจำต้องยุติ กิมย้งรับคำวิจารณ์นี้ยิ้ม ๆ กล่าวว่า บางทีเหง่ยคังอาจพูดถูก
1
ว่าก็ว่าเถอะ มีศิลปินไม่มากนักในโลกที่สามารถทำเช่นนี้ได้ บิล แบลส ขายธุรกิจของเขาไปเป็นเงินห้าสิบล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,650 ล้านบาท) ส่วนกิมย้งเป็นนักเขียนชาวจีนที่รวยที่สุด ประมาณทรัพย์สินของเขาที่ได้มาจากการเขียนหนังสือไม่ต่ำกว่าหกร้อยล้านเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 2,520 ล้านบาท)
ศิลปินไทยส่วนใหญ่ต่อให้หมดไฟหมดแรง ก็ยังต้องลุกขึ้นมาทำงาน มิเช่นนั้นจะหมดลมหายใจด้วยความหิวโหย!
1
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรเราหมดไฟสร้างสรรค์? และถ้ารู้ว่าหมดไฟแล้ว จะทำอย่างไร?
1
อาการหมดไฟสร้างสรรค์นั้นดูคล้าย ๆ การเบื่องาน เบื่อหน้าเจ้านาย หรือเบื่อที่ทำงาน คือไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดงานออกมาแล้วดูไม่ดี ไม่น่าสนใจ หรือย้อนรอยเดิมที่เคยทำมาแล้วห้าร้อยหน ก็น่าจะหงุดหงิดอยู่
คนทำงานศิลปะจำต้องดูอาการหมดไฟสร้างสรรค์ให้ออกก่อนเนิ่น ๆ นั่นคือเมื่องานที่ทำเริ่มจำเจ มันก็เป็นสัญญาณเตือนว่า เส้นกราฟของความคิดสร้างสรรค์เริ่มจะตกลงมา
ทว่านี่เป็นธรรมชาติของสมองที่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเดินกลับมาที่จุดเดิม หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายไม่ เพราะความคิดสร้างสรรค์ก็เช่น แบตเตอรีรถยนต์ มันมีวันหมดไฟ มองในแง่สร้างสรรค์ก็คือ มันเปิดโอกาสให้เราลอกคราบเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น
การหมดไฟสร้างสรรค์ก็เหมือนเป็นโรคมะเร็ง ยิ่งรู้เร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสปรับตัวแก้ไขต่อต้านทัน ด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ และทำใจสบาย ๆ
‘ออกกำลังกาย’ คือทำให้สมองแข็งแรง เปิดใจกว้าง รับของใหม่ กล้ารื้อของเก่า เมื่อชาร์ตไฟสม่ำเสมอ ไม่รอจนไฟหมด เครื่องยนต์ที่มีไฟเต็มย่อมติดง่ายเร็วและแรง
‘กินอาหารดี ๆ’ คือเติมความรู้ใหม่ ๆ เข้าไปเสมอ หมั่นตรวจตราระดับน้ำของ ‘แบตเตอรี’ ดูว่ามีตะกรันเกาะตามขั้วไฟหรือไม่ ทำความสะอาดมันสม่ำเสมอ
‘ทำใจสบาย ๆ’ คืออย่าเกร็ง ยิ่งเกร็งยิ่งไม่ได้งานดี
มีคนบอกว่าสมองของมนุษย์เรายิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง ยิ่งลับยิ่งคม คนทำงานศิลปะที่ดีต้องลับคมสมองตลอดเวลา และรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาลับคม
จนเมื่อไฟความอยากทำงานสร้างสรรค์สายนั้น ๆ ดับไปแล้วจริง ๆ ก็ค่อยล้างมือในอ่างทองคำ
1
จาก คำที่แปลว่ารัก
170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาท
โปรโมชั่น ชุดกำลังใจ 3 แถม 1
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
โฆษณา