6 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

คดีปริศนาระดับโลก Dyatlov Pass ถูกคลี่คลายด้วยการ์ตูน Frozen

ถ้าคุณค้นหาคำว่า Dyatlov Pass ใน YouTube คุณจะพบวิดีโอมากมายทั้งไทยและเทศเกี่ยวข้องกับคณะนักศึกษาที่ขึ้นไปเสียชีวิตที่เทือกเขา Ural ในปี 1959 การตายของพวกเขาจัดได้ว่าเป็นปริศนาตั้งแต่ผลการชันสูตรศพ และทางการก็รีบปิดคดีอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดที่ทำให้เรื่องนี้กลายหนึ่งในเรื่องปริศนาที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ถูกนำมาเล่าใหม่ ทั้งในสารคดีและภาพยนตร์มากมาย จนกระทั่งไม่นานมานี้มีผู้ที่เข้ามาเสนอทฤษฎีและตอบคำถามทุกเรื่องได้อย่างง่ายดาย
วันที่ 23 มกราคม 1959 กลุ่มนักศึกษาสิบคนจากสถาบันเทคโนโลยีโปลีเทคนิคอูราลในเมือง Sverdlovsk ซึ่งปัจจุบันคือ Yekaterinburg ขึ้นรถไฟออกเดินทางไปทางเหนือ ผู้นำของกลุ่มคือ Igor Dyatlov อายุ 23 ปี นักศึกษาวิศวกรรมวิทยุที่มีประสบการณ์การเดินป่าในหิมะมาหลายปี เพื่อนร่วมทีมของเขาส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20 ถึง 24 เป็นนักศึกษาในสถาบันเดียวกัน มี Semyon Zolotaryov อายุ 38 ปี ครูสอนสกีที่สอบคุณวุฒิสูงสุดของโซเวียต เข้าร่วมเป็นคนสุดท้าย ในกลุ่มนี้มีผู้หญิงสองคนและผู้ชายแปดคน
จุดหมายปลายทางคือยอดเขา Otorten ในเทือกเขา Ural ทางตอนเหนือ เส้นทางมีระยะทาง 300 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณสิบหกวัน และถือเป็นการทดสอบเพื่อคุณวุฒิ Grade III ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการเดินป่าในสหภาพโซเวียตยุคนั้น การเดินทางได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการกีฬาของเมืองและถูกตั้งชื่อตามการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตครั้งที่ 21 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกคนในกลุ่มเป็นนักเดินป่าที่มีประสบการณ์อย่างน้อย Grade II และพร้อมที่จะได้รับ Grade III เมื่อกลับมา
ในวันที่ 28 มกราคม สมาชิกคนที่สิบชื่อ Yuri Yudin เกิดอาการปวดจาก sciatica ที่ข้อเข่าและตัดสินใจหันหลังกลับ เขาบอกลาเพื่อนๆ ที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Vizhai ซึ่งเป็นจุดพักก่อนเข้าป่า เขาคือคนสุดท้ายที่เห็นทั้งเก้าคนขณะมีชีวิต
เก้าคนเดินเท้าต่อเข้าไปในภูเขา ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พวกเขาพยายามข้ามช่องเขาที่ไม่มีต้นไม้ระหว่างเขาสองลูก ทัศนวิสัยต่ำจากพายุหิมะ พวกเขาหลงทางและโผล่ขึ้นไปบนทางลาดของภูเขา Kholat Syakhl ซึ่งในภาษาของชนเผ่า Mansi พื้นเมืองแปลตรงตัวว่า "ภูเขาแห่งความตาย" แทนที่จะถอยลงไปตั้งแคมป์ในป่าเบื้องล่างที่ปลอดภัย Dyatlov ตัดสินใจว่าจะตั้งแคมป์บนทางลาดของภูเขาเลย เพื่อไม่ต้องเสียเวลาปีนขึ้นมาใหม่ในวันพรุ่งนี้
พวกเขาขุดหิมะลงไปราวหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตร กางเต็นท์ในหลุมเพื่อหลบลม กินข้าว เขียนบันทึกประจำวันถึงความเหนื่อยล้าและความหวัง บันทึกเล่มสุดท้ายเล่าเรื่องตลกในทีม มีคนเล่นแมนโดลินให้เพื่อนฟัง ทุกคนเข้านอน
หลังจากนั้นความผิดปกติที่เป็นปริศนาก็เริ่มต้นขึ้น
พวกเขามีกำหนดกลับมาที่ Vizhai ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ วันนั้นผ่านไป วันที่ 13 ผ่านไป วันที่ 14 ผ่านไป วันที่ 15 ครอบครัวเริ่มกังวล วันที่ 20 ทีมค้นหาของรัฐออกเดินทาง และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทีมค้นหาพบเต็นท์ของพวกเขาบนทางลาดที่ไม่ไกลจากจุดที่หลงทาง แต่ไม่พบเจ้าของเต็นท์
สิ่งที่ถูกค้นพบในสัปดาห์และเดือนต่อมาคือสิ่งที่ทำให้ Dyatlov Pass กลายเป็นปริศนาที่ไม่เคยถูกลืมของวงการโซเวียตและต่อมาของโลก
เต็นท์ถูกกรีดจากด้านในด้วยมีด แต่ภายในยังมีเสบียง เสื้อผ้าหนา รองเท้าหนา และกล้องถ่ายรูปของใครคนหนึ่งที่มีฟิล์มใช้แล้ว ทุกสิ่งอยู่ในที่ของมันเหมือนมีคนลุกออกไปชั่วคราว
รอยเท้าที่ออกจากเต็นท์ซึ่งยังเหลืออยู่บางส่วนเมื่อทีมค้นหามาถึง แสดงให้เห็นคนเก้าคนเดินลงสู่ป่าด้วยจังหวะปกติ ไม่ใช่วิ่งด้วยความตื่นตระหนก ส่วนใหญ่ใส่ถุงเท้าอย่างเดียว บางคนใส่รองเท้าแตะผ้าแบบรัสเซีย บางคนเท้าเปล่า ในอุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียส
ศพสองศพแรกพบใต้ต้นซีดาร์ใหญ่ข้างกองไฟที่ถูกจุดแล้วดับไป ห่างจากเต็นท์ประมาณหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง มือของทั้งคู่มีรอยไหม้ ทั้งสองเสียชีวิตจากภาวะ hypothermia
ศพสามศพถัดมาพบระหว่างต้นซีดาร์กับเต็นท์ ในตำแหน่งที่บ่งบอกว่าทั้งสามกำลังพยายามเดินกลับขึ้นไปเมื่อล้มลง รวมถึง Igor Dyatlov เอง
ศพสี่ศพสุดท้ายต้องรอจนเดือนพฤษภาคมกว่าหิมะจะเริ่มละลาย พบอยู่ในหุบเขาเล็กๆ ใต้หิมะลึกสี่เมตร ในสภาพที่เป็นหัวใจของปริศนาทั้งหมด
Lyudmila Dubinina หนึ่งในสองผู้หญิงของกลุ่ม กระดูกซี่โครงหักลึกเข้าไปในปอด และไม่มีลิ้นและไม่มีตา Zolotaryov และ Nikolay Thibeaux-Brignolle มีบาดแผลภายในลักษณะเดียวกัน นักพยาธิวิทยาโซเวียต Boris Vozrozhdenniy บันทึกว่าแรงที่ทำให้กระดูกหักแบบนี้ "เทียบเท่ากับการถูกรถชน" แต่ผิวหนังด้านนอกของทั้งสามไม่มีรอยฟกช้ำเลยแม้แต่จุดเดียว
บนเสื้อผ้าของสมาชิกบางคน ห้องปฏิบัติการตรวจพบรังสีกัมมันตภาพ
ในคืนเดียวกันที่คณะ Dyatlov เสียชีวิต กลุ่มนักเดินป่าอีกกลุ่มซึ่งตั้งแคมป์อยู่ห่างออกไป 50 กิโลเมตร รายงานว่าเห็น "ลูกบอลส้มเรืองแสง" ลอยอยู่บนฟ้าเหนือทิศที่ Kholat Syakhl อยู่
อัยการโซเวียต Lev Ivanov ปิดคดีในเดือนพฤษภาคม 1959 ด้วยการสรุปในเอกสารว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือ "พลังธรรมชาติที่ไม่สามารถต้านทานได้" เขาไม่ระบุว่าพลังนั้นคืออะไร แฟ้มคดีถูกจัดเป็นเอกสารลับของรัฐ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงรายละเอียดจนกว่าโซเวียตจะล่มสลายในปี 1991 และในปี 1990 ก่อนเสียชีวิตไม่นาน Ivanov ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับคำสั่งจากระดับสูงให้ปิดคดี และส่วนตัวเขาเชื่อว่าลูกบอลส้มที่พยานเห็นเกี่ยวข้องกับการตาย
หกสิบปีผ่านไป ทฤษฎีที่พยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นมีตั้งแต่การทดสอบอาวุธลับของโซเวียต การโจมตีของ menk หรือเยติของรัสเซีย การลักพาตัวโดย UFO ความขัดแย้งโรแมนติกในกลุ่มที่ลงเอยด้วยการฆาตกรรม ไปจนถึงการที่ KGB ฆ่าพวกเขาเพราะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น มีหนังสือหลายสิบเล่ม สารคดีหลายสิบเรื่อง และทัวร์ท่องเที่ยวสำหรับนักล่าความลึกลับที่ยังเปิดรับจองจนถึงปัจจุบัน ในแต่ละการอธิบายใหม่ ปริศนาดูจะลึกขึ้นแทนที่จะตื้นลง
จนกระทั่งในปี 2019 บรรณาธิการของ New York Times ติดต่อ Johan Gaume หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Snow and Avalanche Simulation Laboratory ที่สถาบัน EPFL ในเมือง Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขอความเห็นเรื่องคดี Dyatlov Pass สำหรับบทความวันครบรอบ 60 ปี Gaume เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญหิมะถล่มที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุโรป และหลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จ เขาเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
ปัญหาทางวิชาการของ Gaume คือหิมะถล่มแบบแผ่นหรือ slab avalanche ขนาดเล็กบนทางลาดที่เบาไม่น่าจะสร้างแรงกระแทกที่ทำให้กระดูกซี่โครงหักลึกเข้าไปในปอดของคนที่ยังมีผิวหนังสมบูรณ์ได้ ไม่มีแบบจำลองทางฟิสิกส์ในวงการวิทยาศาสตร์หิมะถล่มที่จะแสดงว่ามันเป็นไปได้ นั่นคือเหตุผลที่ทฤษฎีหิมะถล่มถูกปฏิเสธมาตั้งแต่ปี 1959
แล้ววันหนึ่งในปีเดียวกันนั้น Gaume ไปดูหนังการ์ตูนกับครอบครัว เรื่อง Frozen ของ Disney ที่ออกฉายในปี 2013
ในฉากที่ Elsa สร้างพายุหิมะ Gaume มองการเคลื่อนที่ของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ด การรวมกลุ่ม การกระจาย การไหลรอบตัวละคร และตระหนักว่าสิ่งที่เขากำลังดูไม่ใช่แค่แอนิเมชันที่สวย มันคือแบบจำลองทางฟิสิกส์ที่แม่นยำกว่าเครื่องมือที่เขาใช้ในห้องปฏิบัติการของตัวเอง
ทีมงานของ Disney Animation Studios ที่พัฒนาระบบแอนิเมชันหิมะสำหรับ Frozen ได้สร้างสิ่งที่ในวงการวิทยาศาสตร์เรียกว่า Material Point Method ซึ่งเป็นวิธีทางคณิตศาสตร์ในการจำลองพฤติกรรมของวัสดุที่มีคุณสมบัติของทั้งของแข็งและของเหลวในเวลาเดียวกัน หิมะไม่ใช่ของแข็งเหมือนหิน และไม่ใช่ของเหลวเหมือนน้ำ
มันคือสิ่งที่เรียกว่า granular material ที่มีพฤติกรรมของทั้งสองอย่างพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความดัน อุณหภูมิ และแรงกระแทก ในโลกของการจำลองหิมะถล่มทางวิทยาศาสตร์ก่อนปี 2013 โมเดลแบบนี้ยังไม่มี เพราะไม่มีใครลงทุนมากพอที่จะสร้างมัน แต่ Disney ลงทุน เพราะต้องการให้เด็กเชื่อว่าพายุหิมะของ Elsa เป็นจริง
Gaume บินไปฮอลลีวูดเพื่อพบกับ Alexey Stomakhin หัวหน้าทีมเอฟเฟกต์หิมะของ Frozen เขาอธิบายว่าเขากำลังพยายามแก้ปริศนาการตายในรัสเซียเมื่อ 60 ปีก่อน และขอโค้ดแอนิเมชันหิมะของภาพยนตร์
Stomakhin ตกลงกับ Disney และทางต้นสังกัดอนุญาตให้ใช้โค้ดเวอร์ชันดัดแปลงได้สำหรับงานวิจัย Gaume นำโค้ดนั้นกลับไปที่สวิตเซอร์แลนด์และทำงานร่วมกับ Alexander Puzrin วิศวกรธรณีเทคนิคจาก ETH Zurich ที่เชี่ยวชาญเรื่องกลไกการปลดปล่อยพลังงานของดินและหิมะ และเคยตีพิมพ์งานวิจัยในปี 2019 แสดงว่าการตัดทางลาดเพื่อกางเต็นท์สามารถทำให้เกิดหิมะถล่มที่ล่าช้าหลายชั่วโมงได้
แต่โค้ดอย่างเดียวไม่พอ Gaume ต้องรู้ว่าแรงกระแทกระดับไหนทำให้กระดูกซี่โครงมนุษย์หักได้ในลักษณะเฉพาะของคดีนี้ และไม่มีใครในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ทำการทดลองอย่างเป็นระบบเรื่องนี้ ยกเว้นในแห่งเดียว ในช่วงทศวรรษ 1970 บริษัท General Motors ของอเมริกาซึ่งต้องการปรับปรุงเข็มขัดนิรภัย ได้ทำการทดลองกับศพมนุษย์จำนวน 100 ศพ โดยยึดพวกเขาไว้กับแท่นแข็งแล้วกระแทกด้วยน้ำหนักต่างๆ ที่ความเร็วต่างๆ เพื่อวัดว่ากระดูกจะหักเมื่อใด
ข้อมูลชุดนั้นไม่ได้ถูกใช้อีกเลยนอกจากในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะไม่มีใครอยากอ้างถึงการทดลองกับศพอย่างเปิดเผย
Gaume และ Puzrin ใช้ข้อมูล GM ผสมกับโค้ดของ Frozen และสร้างแบบจำลองเต็มรูปแบบของสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1959 ผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment ในเดือนมกราคม 2021 และเมื่อนำแบบจำลองมารวมกับหลักฐานทางพยาธิวิทยา ภาพถ่ายทีมค้นหา บันทึกสภาพอากาศของโซเวียตในคืนนั้น และเอกสารคดีที่ถูกปลดความลับ เรื่องราวทั้งหมดของคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1959 ก็มีคำอธิบายเป็นครั้งแรก
เรื่องราวเริ่มต้นในช่วงบ่ายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เมื่อคณะ Dyatlov ตัดสินใจตั้งแคมป์บนทางลาดของ Kholat Syakhl แทนที่จะถอยลงไปป่า พวกเขาขุดตัดเข้าไปในชั้นหิมะเพื่อสร้างหลุมกันลมกางเต็นท์ การตัดนี้สร้างขอบหิมะที่ไม่มั่นคงบนทางลาดเหนือเต็นท์โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ตามปกติแล้วหิมะที่ถูกตัดจะยังอยู่ในสภาพนิ่งได้อีกนาน ถ้าไม่มีอะไรไปกระตุ้นมัน
แต่ในคืนนั้นมีลม katabatic ซึ่งเป็นลมหนาวที่พัดจากยอดเขาลงมาด้วยความเร็วสูง ลมนี้พัดหิมะใหม่จากพื้นที่สูงลงมาสะสมบนยอดของทางลาดเหนือเต็นท์อย่างช้าๆ ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า หิมะใหม่สร้างน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บนชั้นหิมะเก่าที่มีเส้นรอยตัดด้านล่าง ในเวลาที่คาดการณ์ได้ทางคณิตศาสตร์ราวหกถึงเก้าชั่วโมงหลังกางเต็นท์ น้ำหนักก็เกินจุดที่หิมะเก่าจะรับได้
แผ่นหิมะขนาดประมาณห้าเมตร หรือเท่ากับรถ SUV หนึ่งคัน หลุดออกจากทางลาดและไหลลงมาเป็นก้อนเดียว ไม่มีเสียงคำราม ไม่มีฝุ่นหิมะฟุ้ง ไม่เหมือนหิมะถล่มที่เห็นในภาพยนตร์ มันเป็นแค่ก้อนหิมะแข็งขนาดรถยนต์ที่ไถลเงียบๆ ลงมาปะทะเต็นท์ที่อยู่ต่ำลงไปไม่กี่เมตร
ในเวลานั้นสมาชิกคณะ Dyatlov ทั้งเก้าคนนอนหลับอยู่ในเต็นท์ พวกเขานอนเรียงกันในถุงนอนบนพื้นที่แข็ง และเพื่อป้องกันไม่ให้หลังสัมผัสกับหิมะเย็นโดยตรง พวกเขาวางสกีของตัวเองเป็นแผ่นรองใต้ถุงนอน นี่คือวิธีมาตรฐานของนักเดินป่าโซเวียตในยุคนั้น สกีทำจากไม้แข็งและไม่ยืดหยุ่น
เมื่อแผ่นหิมะห้าเมตรกระแทกลงมาบนเต็นท์ สมาชิกที่นอนในตำแหน่งที่ถูกกระแทกเต็มที่คือ Dubinina, Zolotaryov และ Thibeaux-Brignolle ร่างกายของพวกเขาถูกบีบอัดระหว่างน้ำหนักของแผ่นหิมะจากด้านบนกับสกีแข็งจากด้านล่าง แรงกระทำไม่สามารถกระจายออกไปทางด้านหลังได้ กระดูกซี่โครงของทั้งสามหักลึกเข้าไปในปอด แต่เพราะผิวหนังของพวกเขาไม่ได้สัมผัสกับอะไรที่แข็งและคม ผิวหนังด้านนอกไม่มีรอยฟกช้ำเลย นี่คือผลลัพธ์แบบเดียวกับที่ GM ทำนายไว้ในการทดลองกับศพปี 1970 เมื่อยึดศพไว้กับแท่นแข็งแล้วกระแทกด้วยน้ำหนัก
บาดแผลของทั้งสามคนเป็นบาดแผลที่รุนแรงแต่ไม่ทำให้ตายทันที Vozrozhdenniy นักพยาธิวิทยาบันทึกในรายงานชันสูตรว่ากระดูกซี่โครงที่หักเข้าไปในปอดจะทำให้เสียชีวิตจากเลือดท่วมปอดภายในเวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง ไม่ใช่ทันที
สมาชิกหกคนที่เหลือในเต็นท์ไม่ได้บาดเจ็บหรือบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย พวกเขาเห็นสถานการณ์ทันที เต็นท์ถูกหิมะกลบครึ่งหนึ่ง ทางเข้าถูกปิด เพื่อนสามคนบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรง และที่สำคัญที่สุด พวกเขารู้ว่าแผ่นหิมะที่เพิ่งถล่มลงมาอาจตามมาด้วยแผ่นต่อไปเมื่อใดก็ได้ การอยู่ในเต็นท์บนทางลาดนั้นคือการรอความตาย
พวกเขาใช้มีดกรีดเต็นท์จากด้านในเพื่อหาทางออกเร็วที่สุด ไม่ใช่เพราะตื่นตระหนก แต่เพราะทางเข้าปกติถูกหิมะกลบ เมื่อออกมาได้แล้ว พวกเขาไม่มีเวลาเก็บเสื้อผ้าหนาหรือรองเท้าหนา พวกเขาต้องพาเพื่อนที่บาดเจ็บสามคนลงจากทางลาดที่ไม่ปลอดภัยไปยังที่ที่ปลอดภัยทันที
พวกเขาเลือกจุดหมายที่ถูกต้องตามคู่มือเอาตัวรอด ป่าเบื้องล่างห่างออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง มีต้นไม้ช่วยบังลม มีเชื้อเพลิงสำหรับจุดไฟ และที่สำคัญที่สุด อยู่พ้นจากแนวของหิมะถล่ม พวกเขาเริ่มเดินลงในความมืดในอุณหภูมิติดลบสามสิบองศา สมาชิกที่แข็งแรงพยุงสมาชิกที่บาดเจ็บ บางคนใส่ถุงเท้าอย่างเดียว บางคนใส่รองเท้าแตะผ้า บางคนเท้าเปล่า เพราะไม่มีเวลาหารองเท้าในเต็นท์ที่ถล่มครึ่งหนึ่งในความมืด
นี่คือเหตุผลที่รอยเท้าที่ทีมค้นหาพบในภายหลังเป็นรอยเท้าเดินด้วยจังหวะปกติของคนเก้าคน ไม่ใช่รอยวิ่งของคนที่ตกใจ ทั้งเก้าคนยังมีชีวิตอยู่ตอนออกจากเต็นท์ พวกเขาไม่ได้กำลังหนีจากอะไร พวกเขากำลังเดินด้วยจังหวะที่คนบาดเจ็บตามทันได้ พวกเขากำลังทำตามคู่มือปฐมพยาบาลที่เคยเรียนมาในหลักสูตร Grade II และ Grade III ของตัวเอง
เมื่อถึงต้นซีดาร์ใหญ่ในป่า พวกเขาจุดไฟ สมาชิกสองคนที่เสื้อผ้าน้อยที่สุด Doroshenko และ Krivonischenko อยู่กับกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่นและพยายามเตรียมที่หลบภัย รอยไหม้บนมือของทั้งคู่มาจากการพยายามดึงท่อนไม้เข้ากองไฟด้วยมือเปล่าในขณะที่มือเริ่มชาจากความหนาว พวกเขาเสียชีวิตจาก hypothermia เป็นคู่แรกที่กองไฟใต้ต้นซีดาร์ กิ่งไม้ที่หักสูงบนต้นซีดาร์คือหลักฐานว่ามีคนพยายามปีนขึ้นไปเพื่อดูทิศทางหรือหาทางกลับ แต่มือที่ชาแล้วไม่สามารถยึดได้
สมาชิกอีกสามคน Dyatlov, Zinaida Kolmogorova และ Rustem Slobodin ตัดสินใจพยายามเดินกลับขึ้นไปที่เต็นท์เพื่อเอาเสื้อผ้าและเสบียง พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ห่างจากเต็นท์แค่ไหนในความมืด และเส้นทางกลับขึ้นเนินหิมะในอุณหภูมิติดลบสามสิบองศาโดยไม่มีเสื้อหนาคือภารกิจที่ทำไม่สำเร็จ ทั้งสามเสียชีวิตจาก hypothermia ระหว่างทางกลับ ตำแหน่งของศพทั้งสามที่ทีมค้นหาพบบ่งบอกว่าพวกเขาล้มลงในขณะที่หันหน้าไปยังเต็นท์ กำลังพยายามเดินไปข้างหน้า
สมาชิกสี่คนที่เหลือ ซึ่งรวมทั้งสามคนที่บาดเจ็บจากแผ่นหิมะและ Aleksander Kolevatov ที่ดูแลพวกเขา เลือกที่จะไม่อยู่ที่ต้นซีดาร์ พวกเขาเดินต่อไปอีกเล็กน้อยไปยังหุบเขาเล็กๆ ที่อยู่ต่ำลงไป เพราะหุบเขานั้นให้การกำบังลมดีกว่าต้นไม้โดดเดี่ยว และที่หุบเขานั้นพวกเขาเริ่มขุดโพรงในหิมะเพื่อสร้างที่หลบภัยแบบที่นักเดินป่าโซเวียตทุกคนถูกสอนให้ทำในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พวกเขาสร้างโพรงหิมะได้สำเร็จ ทีมค้นหาในเดือนพฤษภาคมพบหลักฐานของการตัดกิ่งไม้มาปูเป็นพื้นโพรง มีร่องรอยของการทำงานเป็นระบบ ไม่ใช่ร่องรอยของคนตกใจที่วิ่งเข้าไปล้มลง แต่บาดแผลภายในของสามคนที่ถูกแผ่นหิมะกระแทกทำให้เลือดค่อยๆ ท่วมปอดจากด้านใน
ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในโพรงหิมะที่อบอุ่นแค่ไหน บาดแผลนั้นไม่สามารถรักษาได้ในป่ากลางดึกในปี 1959 Dubinina, Zolotaryov และ Thibeaux-Brignolle เสียชีวิตในโพรงหิมะจากการรวมกันของบาดแผลภายในและความหนาว Kolevatov ซึ่งไม่ได้บาดเจ็บจากแผ่นหิมะเสียชีวิตเป็นคนสุดท้ายจาก hypothermia หลังจากเพื่อนที่เขาดูแลทั้งสามจากไปแล้ว
หิมะใหม่ตกลงมาในคืนต่อๆ มา กลบร่องรอยของแผ่นหิมะที่ถล่ม กลบร่องรอยของรอยเท้า กลบโพรงหิมะในหุบเขา เมื่อทีมค้นหามาถึงในอีกสามสัปดาห์ต่อมา พวกเขาเห็นเต็นท์ที่ถูกกรีดจากด้านใน รอยเท้าที่เหลือเพียงบางส่วน และศพที่กระจายอยู่ตามเส้นทางที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล ไม่มีร่องรอยของแผ่นหิมะที่ทำทุกอย่างเลย เพราะแผ่นหิมะขนาดรถ SUV ถูกกลบด้วยหิมะใหม่ไปตั้งแต่สัปดาห์แรก
1
อัยการ Andrei Kuryakov ที่ปิดคดีในปี 2020 สรุปประเด็นนี้ไว้ประโยคเดียวว่า "พวกเขาทำผิดพลาดในการเลือกที่ตั้งเต็นท์ แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาทำหลังจากนั้นคือทำตามตำราเอาตัวรอด พวกเขาอพยพฉุกเฉินไปยังพื้นที่ปลอดภัยจากหิมะถล่ม พวกเขาหาที่หลบภัยในป่า พวกเขาจุดไฟ พวกเขาขุดโพรงหิมะ"
คำถามที่เหลืออยู่สามข้อซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับหิมะถล่มโดยตรงก็มีคำอธิบายเช่นกัน รังสีบนเสื้อผ้าของสมาชิกบางคนมาจากอุบัติเหตุโรงงานผลิตพลูโทเนียมที่ Mayak ใกล้เมือง Kyshtym ในเทือกเขา Ural ในปี 1957 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อน Chernobyl Krivonischenko หนึ่งในผู้เสียชีวิตเคยเป็นวิศวกรที่โรงงาน Mayak ที่ระเบิด และ Kolevatov เคยอาศัยในเขตปนเปื้อน เสื้อผ้าของทั้งสองมีรังสีตกค้างมาตั้งแต่ก่อนเดินทาง
ลิ้นและตาของ Dubinina ที่หายไปเป็นผลจากการย่อยสลายปกติของเนื้อเยื่ออ่อนในน้ำใต้หิมะเป็นเวลาสองเดือน เนื้อเยื่ออ่อนย่อยสลายก่อนเนื้อเยื่อแข็ง และสัตว์ขนาดเล็กในธรรมชาติกินส่วนที่ย่อยง่ายก่อน
ลูกบอลส้มเรืองแสงที่กลุ่มนักเดินป่าอื่นเห็นในคืนเดียวกันน่าจะเป็นจรวดทดสอบ R-7 ที่กองทัพโซเวียตยิงจากฐาน Tyuratam ซึ่งต่อมากลายเป็น Baikonur เอกสารที่ถูกปลดความลับหลังโซเวียตล่มสลายยืนยันว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 1959 มีการทดสอบจรวดหลายครั้งในภูมิภาคนั้น จรวดที่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศจากระยะไกลมักปรากฏเป็นลูกบอลส้มต่อผู้สังเกตบนพื้นดิน และไม่ได้อยู่ใกล้ Kholat Syakhl เลย
คำสั่งของเบื้องบนให้ Lev Ivanov ปิดคดีในปี 1959 ก็มีคำอธิบายที่ไม่เกี่ยวกับการตายเลย รังสีบนเสื้อผ้าของคณะ Dyatlov ถ้าถูกสอบสวนในเชิงลึก อาจเปิดเผยอุบัติเหตุ Kyshtym ซึ่งเป็นหนึ่งในความลับที่โซเวียตปกปิดหนักที่สุด นั่นคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
ในเดือนมกราคม 2022 Puzrin ส่งทีมนักปีนเขามืออาชีพสองคน Oleg Demyanenko และ Dmitriy Borisov ขึ้นไปที่ Dyatlov Pass พร้อมสโนว์โมบิลและกล้อง สภาพอากาศเลวร้ายจนสโนว์โมบิลหนัก 300 กิโลกรัมถูกลมพัดพลิกหลายครั้ง ทัศนวิสัยลดลงเหลือเกือบศูนย์ แต่เมื่อลมหยุดชั่วครู่ สิ่งที่ทั้งคู่เห็นคือร่องรอยของแผ่นหิมะถล่มสองจุดบนทางลาดเดียวกัน
พวกเขาถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอได้ก่อนที่หิมะใหม่จะกลบร่องรอยภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ในเดือนมกราคม 2023 ทีมเดียวกันกลับไปอีกครั้ง ถ่ายภาพแผ่นหิมะถล่มที่เพิ่งเกิดขึ้นห่างจากจุดที่เต็นท์ของ Dyatlov ตั้งอยู่เพียง 700 เมตร
หลักฐานวิดีโอตรงจากพื้นที่จริง บนภูเขาที่ชาวบ้านยืนยันมาหกสิบปีว่าไม่เคยมีหิมะถล่ม
แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมากและ Dyatlov Foundation ในรัสเซียยังคงปฏิเสธข้อสรุปนี้ Gaume ให้สัมภาษณ์กับ National Geographic ด้วยประโยคที่แหลมคมที่สุดที่เขาเคยพูดถึงงานของตัวเอง "บางคนไม่ต้องการให้มันเป็นหิมะถล่ม มันธรรมดาเกินไป"
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน กรณี Dyatlov Pass เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของสิ่งที่เรียกว่า cross-domain innovation หรือนวัตกรรมข้ามสนาม Disney ไม่ได้สร้าง Material Point Method เพื่อไขคดีประวัติศาสตร์ พวกเขาสร้างมันเพื่อให้เด็กเชื่อว่าพายุหิมะในการ์ตูนเป็นจริง GM ไม่ได้ทดสอบศพเพื่อแก้ปริศนาโซเวียต พวกเขาทำเพื่อขายรถยนต์ที่ปลอดภัยขึ้น แต่เมื่อเครื่องมือทั้งสองถูกนำมารวมกันในมือของนักวิจัยที่คิดข้ามสนาม พวกมันกลายเป็นสิ่งที่ทำในสิ่งที่งบประมาณวิจัยของรัฐบาลโซเวียตหลายล้านรูเบิลทำไม่ได้ในหกสิบปี
บทเรียนสำหรับบริษัทและนักลงทุนที่ลงทุนใน R&D คือ สินทรัพย์ทางปัญญาที่ทรงคุณค่าที่สุดที่บริษัทสร้างขึ้นอาจไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ตั้งใจจะทำขาย มันคือเครื่องมือและฐานข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างทาง และคุณค่าของเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้อยู่แค่ในสนามเดิม ทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์อ้างถึงงานของ Gaume ในวารสารวิชาการ พวกเขาอ้างถึง Disney ผ่านการอ้างอิง และในอีกสิบปีข้างหน้า Material Point Method ของ Frozen อาจเป็นมาตรฐานในการจำลองภูมิอากาศ การทำนายหิมะถล่มจริง และการคำนวณความเสี่ยงประกันภัยในเขตภูเขา
มีอีกเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ครอบครัวของผู้เสียชีวิต Dyatlov Pass Foundation ที่ปฏิเสธข้อสรุปของ Gaume ไม่ได้ปฏิเสธเพราะไม่เชื่อวิทยาศาสตร์ Yuri Kuntsevich ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเคยเป็นเด็กอายุ 12 ปีที่เข้าร่วมงานศพของห้าในเก้าคน เขาใช้เวลาหกสิบปีต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลเปิดคดีใหม่ เพื่อให้ได้คำตอบ และทุกครั้งที่ได้คำตอบที่ไม่ใช่สิ่งที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต
เขาก็ผลักมันออก เพราะถ้ามันคือหิมะถล่มธรรมดา มันแปลว่าเพื่อนของเขาตายเพราะความผิดพลาดในการเลือกที่กางเต็นท์ ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่พอที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขามีความหมาย
ความเศร้าโศกของมนุษย์บางครั้งต้องการให้โศกนาฏกรรมมีคำอธิบายที่ใหญ่กว่าคำว่าอุบัติเหตุ เพราะคำว่าอุบัติเหตุแปลว่าการสูญเสียไม่มีความหมาย
สำหรับคนที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับความลึกลับ Dyatlov Pass ยังคงขายได้ Netflix มีสารคดี History Channel มีรายการ หนังสือใหม่ยังออกมา ทัวร์ท่องเที่ยวไปยังภูเขาลูกนั้นยังเปิดรับจอง ในแต่ละเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ทฤษฎีหิมะถล่มของ Gaume ถูกกล่าวถึงสั้นๆ ในตอนท้ายเสมอ ก่อนที่จะกลับมาที่ทฤษฎียูเอฟโอ KGB และ menk ที่ทำให้คนกดเล่นต่อ ตลาดของความลึกลับมีราคา และความจริงที่ธรรมดามักจะไม่ชนะในตลาดนั้น
ในปี 2026 นี้ หิมะใกล้จุดที่เต็นท์ของ Igor Dyatlov เคยตั้งอยู่ยังคงถล่มลงมาเป็นแผ่นเล็กๆ ตามจังหวะของมันทุกฤดูหนาว กล้องของ Oleg Demyanenko บันทึกไว้ ก้อนแต่ละก้อนไม่ใหญ่กว่ารถยนต์ ไม่มีเสียง ไม่มีร่องรอย หิมะใหม่กลบทุกสิ่งภายในไม่กี่ชั่วโมง
ความลึกลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Dyatlov Pass ไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น แต่คือว่าทำไมเรายืนกรานมาหกสิบปีว่ามันต้องเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าหิมะ
แหล่งที่มา
โฆษณา