18 เม.ย. เวลา 07:52 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Anthropic บริษัทเจ้าของ Claude AI ยื่นฟ้อง Pentagon

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลทรัมป์ตราหน้า Anthropic บริษัท AI สัญชาติอเมริกันผู้สร้าง Claude ให้เป็น "ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานความมั่นคงของชาติ" ซึ่งตามตัวบทกฎหมายแล้วคือป้ายที่ออกแบบไว้สำหรับศัตรูต่างชาติที่อาจบ่อนทำลายระบบของอเมริกาจากภายใน
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ป้ายนี้ถูกใช้กับบริษัทอเมริกัน
ที่มาของเรื่องคือการเจรจาสัญญาที่ล่ม Pentagon ต้องการสิทธิ์ใช้ Claude สำหรับการใช้งานที่ถูกกฎหมายทุกประการ Anthropic ปฏิเสธ โดยยืนยันสองเส้นแดงที่บริษัทมีมาตั้งแต่ต้น คือไม่ใช้สำหรับการสอดแนมพลเมืองอเมริกันในวงกว้าง และไม่ใช้กับระบบอาวุธที่สังหารโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบ ในวันเดียวกันที่ทรัมป์สั่งทุกหน่วยงานกลางหยุดใช้ Anthropic OpenAI ก็ประกาศข้อตกลงกับ Pentagon โดยไม่มีเส้นแดงแบบนี้
ส่วนที่น่าสนใจกว่า และเป็นจุดที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ขุดให้ลึกพอ คือสิ่งที่ Anthropic เลือกทำหลังจากนั้น
วันที่ 9 มีนาคม 2026 Anthropic ทำสิ่งที่ดูแปลกตาในมุมของคนนอก คือยื่นฟ้องสองคดีในวันเดียวกันที่ศาลกลางคนละแห่ง คดีหนึ่งในซานฟรานซิสโก อีกคดีที่กรุงวอชิงตัน
เหตุผลที่ต้องฟ้องสองที่ ไม่ใช่เพราะเลือกศาลที่ตัวเองชอบ แต่เพราะรัฐบาลใช้สองอำนาจในการลงโทษ Anthropic และตามกฎหมายอเมริกัน แต่ละอำนาจต้องไปขึ้นศาลคนละชั้น คำสั่งของทรัมป์ที่ห้ามทุกหน่วยงานกลางใช้ Claude ต้องไปฟ้องที่ศาลแขวงกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นของระบบศาลกลางสหรัฐ ส่วนการตราหน้าว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานของ Pentagon นั้น กฎหมายเฉพาะที่กำกับเรื่องนี้กำหนดให้ฟ้องตรงไปที่ศาลอุทธรณ์โดยข้ามชั้นต้น ไม่ใช่เรื่องที่บริษัทเลือก แต่เป็นเส้นทางที่กฎหมายบังคับ
ในซานฟรานซิสโก คดีไปอยู่ที่ศาลแขวงกลางเขตเหนือของแคลิฟอร์เนีย ผู้พิพากษาคือ Rita F. Lin ในวอชิงตัน คดีไปอยู่ที่ศาลอุทธรณ์กลางประจำเขต District of Columbia ซึ่งเป็นศาลที่รับเรื่องอุทธรณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นหลัก
ระบบศาลกลางสหรัฐมีสามชั้น ศาลแขวงเป็นชั้นต้น ศาลอุทธรณ์เป็นชั้นกลาง และศาลฎีกาเป็นชั้นสูงสุด คดีของ Anthropic ในตอนนี้ทั้งสองคดียังอยู่ในชั้นต้นและชั้นกลางตามลำดับ ยังไม่ใกล้คำตัดสินสุดท้าย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระหว่างที่คดีหลักยังเดินอยู่ พูดง่ายๆ คือทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้เรื่องว่าระหว่างที่ศาลพิจารณา การลงโทษของรัฐบาลจะถูกระงับไว้ก่อนหรือไม่
คำฟ้องของ Anthropic ยาว 48 หน้า วางข้อกล่าวหาไว้ห้าข้อ ที่เป็นใจกลางคือสามข้อแรก
ข้อแรกคือการตอบโต้ที่ละเมิดเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญข้อแก้ไขที่หนึ่ง Anthropic อ้างว่า Pentagon ลงโทษบริษัทที่แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อจำกัดของบริการ AI ของตัวเอง เมื่อ Amodei เขียนเรียงความเรื่องความปลอดภัย AI และเมื่อบริษัทออกแถลงการณ์เรื่องจุดยืนต่อ Pentagon นั่นคือคำพูดที่ได้รับการคุ้มครองในประเด็นสาธารณะ และการที่รัฐบาลตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำ คือการลงโทษเพราะคำพูดนั้น
คำฟ้องอ้างหลักการของศาลฎีกาที่ว่ารัฐบาลไม่อาจใช้อำนาจของรัฐเพื่อลงโทษหรือกดขี่การแสดงออกที่ตัวเองไม่ชอบ
ข้อสองคือสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญข้อแก้ไขที่ห้า Anthropic อ้างว่าบริษัทไม่เคยได้รับโอกาสโต้แย้งการตราหน้าก่อนที่มันจะมีผล ในขณะที่ผลที่ตามมาคือการสูญเสียสัญญาหลายร้อยล้านดอลลาร์ ความเสียหายต่อชื่อเสียง และคำขาดที่ฆ่าธุรกิจไปยังพันธมิตรทุกราย
ข้อสามคือการละเมิดกฎหมายว่าด้วยกระบวนการบริหาร โดยยืนยันว่า Pentagon ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่รัฐสภากำหนดไว้สำหรับการตัดสินใจเช่นนี้ และว่ากฎหมายเรื่องความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานถูกตราขึ้นเพื่อรับมือกับการที่ศัตรูต่างชาติเข้าทำลายระบบของอเมริกา ไม่ใช่เพื่อระงับข้อพิพาททางสัญญากับบริษัทในประเทศ
มีข้อโต้แย้งอีกข้อที่ทรงพลังในสายของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ Anthropic อ้างว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งทุกหน่วยงานกลางหยุดใช้เทคโนโลยีของบริษัทเอกชน นี่คือข้อกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารกระทำเกินกว่าอำนาจที่กฎหมายให้ไว้
ในประเด็นเสรีภาพในการพูด มีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ Anthropic อ้างได้อย่างทรงพลัง คดี National Rifle Association v. Vullo ในปี 2024 ศาลฎีกาตัดสินเอกฉันท์เก้าต่อศูนย์ โดยมี Sonia Sotomayor เป็นผู้เขียน ว่าผู้กำกับดูแลภาคการเงินของรัฐนิวยอร์กละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญข้อแก้ไขที่หนึ่งของ NRA โดยกดดันให้ธนาคารและบริษัทประกันเลิกทำธุรกิจกับองค์กรนั้น เพียงเพราะรัฐไม่ชอบสิ่งที่ NRA ยืนหยัดเพื่อ
ตรรกะแบบเดียวกันใช้ได้ตรงๆ กับสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำกับ Anthropic
หลักฐานที่อยู่ในคำฟ้องเองมีน้ำหนักผิดปกติ เพราะส่วนหนึ่งมาจากปากของผู้นำรัฐบาลโดยตรง
ในคำสั่งยาว 43 หน้าที่ผู้พิพากษา Lin ออกในวันที่ 26 มีนาคม เธอชี้ให้เห็นว่า Hegseth เคยโพสต์ต่อสาธารณะเรียก Anthropic ว่าเป็นบริษัทเสแสร้งอ้างศีลธรรม และว่าบริษัทส่งมอบบทเรียนชั้นสูงเรื่องความหยิ่งยโส และ ในคำฟ้องระบุว่าตอนที่ออกคำสั่งขึ้นบัญชีดำ Hegseth ประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าอุดมการณ์ Silicon Valley การทำเพื่อผู้อื่นที่บกพร่อง และการโชว์คุณธรรมของบริษัท
นี่คือคำพูดที่เปิดเผยแรงจูงใจอย่างชัดเจน รัฐบาลไม่ได้บอกว่าบริษัทไม่สามารถให้บริการที่มีประโยชน์ได้อีกต่อไป แต่กำลังขึ้นบัญชีดำบริษัทเพราะมุมมองทางการเมือง
หลักฐานชิ้นที่ทำลายคำอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติของ Pentagon มีน้ำหนักยิ่งกว่านั้น Lin เขียนว่าวันถัดจากที่การตราหน้าเสร็จสิ้น และก่อนที่จะแจ้งให้ Anthropic รู้ ปลัดกระทรวง Emil Michael กับ Amodei ยังแลกร่างของข้อกำหนดการใช้งานกันอย่างฉันมิตร โดย Michael เขียนถึง Amodei ว่า "หลังจากตรวจสอบกับทนายของเราและเห็นร่างล่าสุดของคุณ ผมว่าเราใกล้กันมากแล้ว"
อีเมลฉบับนี้ทำให้คำกล่าวอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐบาลฟังไม่ขึ้นในขั้นพื้นฐาน ถ้า Anthropic เป็นภัยต่อความมั่นคงจริงๆ ปลัดกระทรวงคงไม่นั่งแลกร่างสัญญาด้วยภาษาฉันมิตรในวันถัดมา
Lin สรุปด้วยภาษาที่ตรงและเจ็บ การลงโทษ Anthropic ที่นำการตรวจสอบจากสาธารณะมาสู่จุดยืนการทำสัญญาของรัฐบาล คือการตอบโต้ที่ละเมิดเสรีภาพในการพูดอย่างผิดกฎหมายในแบบที่เห็นกันบ่อยในตำราเรียน
เธอยังเรียกการกระทำของรัฐบาลว่าเป็นแบบ Orwellian และเขียนว่าไม่มีอะไรในกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าบริษัทอเมริกันสามารถถูกตราหน้าว่าเป็นปฏิปักษ์ของสหรัฐได้ จากการแสดงความขัดแย้งกับรัฐบาล
ฝ่ายรัฐบาลก็มีข้อโต้แย้งของตัวเองที่ต้องว่ากันให้ชัด กระทรวงยุติธรรมอ้างว่าการที่ Anthropic ปฏิเสธยอมรับเงื่อนไขสัญญาคือการกระทำ ไม่ใช่คำพูด จึงไม่อยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญข้อแก้ไขที่หนึ่ง และว่า Pentagon มีความกังวลว่า Anthropic อาจเปลี่ยนพฤติกรรมของโมเดลล่วงหน้าระหว่างการสู้รบ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของชาติ
ในเอกสาร 40 หน้าที่ Pentagon ยื่นในวันที่ 18 มีนาคม รัฐบาลพยายามบอกว่าความกังวลของพวกเขาไม่เกี่ยวกับการพูดของ Anthropic แต่เกี่ยวกับพฤติกรรมในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นของบริษัท
ข้อโต้แย้งนี้ดูซับซ้อนแต่เข้าใจง่าย รัฐบาลอ้างว่าไม่ได้ลงโทษ Anthropic เพราะสิ่งที่บริษัทพูด แต่เพราะสิ่งที่บริษัทอาจทำในอนาคตที่อิงจากสิ่งที่ตัวเองพูด ซึ่งในทางปฏิบัติคือการลงโทษเพราะสิ่งที่พูดนั่นเอง
สถานะในตอนนี้คือสองคดีเดินคนละทาง
ในซานฟรานซิสโก Anthropic ชนะรอบแรก คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของ Lin มีผลในวันที่ 2 เมษายน หยุดทั้งคำสั่งของทรัมป์และป้ายของ Pentagon ไว้ก่อนระหว่างที่คดีหลักยังพิจารณา วันเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมยื่นอุทธรณ์ขึ้นชั้นกลาง คือไปที่ศาลอุทธรณ์ภาคที่เก้าซึ่งเป็นชั้นอุทธรณ์ที่ดูแลคดีจากแคลิฟอร์เนียและรัฐแถบตะวันตก ศาลกำหนดให้รัฐบาลส่งเอกสารชี้แจงเหตุผลในวันที่ 30 เมษายน
ในวอชิงตัน Anthropic แพ้รอบแรก วันที่ 8 เมษายน คณะผู้พิพากษาสามคนของศาลอุทธรณ์ดีซีปฏิเสธคำขอระงับป้ายของ Pentagon ไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าผลประโยชน์ของ Anthropic ดูเหมือนจะเป็นเรื่องการเงินเป็นหลัก ในขณะที่อีกฟากเป็นการบริหารเทคโนโลยี AI สำคัญในระหว่างความขัดแย้งทางทหารที่ดำเนินอยู่ ศาลกำหนดให้พิจารณาเนื้อหาคดีหลักด้วยวาจาในวันที่ 19 พฤษภาคม 2026
ผลลัพธ์ที่ใช้ได้ในตอนนี้คือลูกผสม Anthropic ถูกตัดออกจากสัญญาของ Pentagon และผู้รับเหมาทหารห้ามใช้ Claude แต่หน่วยงานกลางอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ Pentagon เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ และอื่นๆ ยังใช้ Claude ได้ตามปกติ พูดอีกแบบหนึ่ง บริษัทถูกแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งโดนปิด อีกครึ่งหนึ่งยังเปิดอยู่ ระหว่างที่ศาลตัดสินว่าครึ่งที่ปิดควรเปิดได้หรือไม่
ขั้นตอนต่อไปขึ้นกับศาลสองแห่ง
ในคดีซานฟรานซิสโก ศาลอุทธรณ์ภาคที่เก้าจะตัดสินก่อนว่าจะระงับคำสั่งของ Lin ไว้หรือไม่ ถ้าระงับ รัฐบาลกลับมาห้ามได้เหมือนเดิมระหว่างที่คดีพิจารณาต่อ ถ้าไม่ระงับ คำสั่งคุ้มครองของ Lin ใช้ต่อไป ในคดีวอชิงตัน ศาลจะฟังการพิจารณาด้วยวาจาวันที่ 19 พฤษภาคม และอาจมีคำตัดสินในช่วงฤดูร้อน
มีความเป็นไปได้สูงที่อย่างน้อยคดีหนึ่งจะไปถึงศาลฎีกา ทั้งเพราะคำตัดสินของศาลกลางสองแห่งขัดแย้งกันแล้วในตอนนี้ และเพราะประเด็นรัฐธรรมนูญกว้างพอจะดึงความสนใจของศาลสูง คดี NRA v. Vullo ที่ตัดสินเอกฉันท์ในปี 2024 เป็นบรรทัดฐานที่อยู่ฝั่ง Anthropic ค่อนข้างแน่น
นักกฎหมายที่วิเคราะห์คดีนี้ในวารสาร Lawfare ประเมินว่า การตราหน้านี้น่าจะถูกศาลตีตกตั้งแต่ขั้นแรกที่เข้ากระบวนการ เพราะกฎหมายต้องการหลักฐานเรื่องการควบคุมหรือการประนีประนอมโดยต่างชาติ ส่วน CEO ที่บอกว่าเราไม่ต้องการให้ AI ของเราถูกใช้สอดแนมในวงกว้างไม่เข้ากรอบนั้น
ผลที่จะเกิดขึ้นในแต่ละทางมีความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้า Anthropic ชนะทั้งสองคดี ป้ายความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานจะถูกเพิกถอน คำสั่งของทรัมป์จะถูกล้ม Pentagon และทุกหน่วยงานกลางจะกลับมาใช้ Claude ได้ และที่สำคัญกว่านั้น จะมีบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ป้องกันรัฐบาลในอนาคตจากการใช้ป้ายความมั่นคงของชาติเป็นเครื่องมือลงโทษบริษัทที่มีจุดยืนทางจริยธรรมที่ไม่ตรงใจฝ่ายบริหาร
ถ้า Anthropic แพ้ทั้งสองคดี ป้ายจะคงอยู่ ผู้รับเหมา Pentagon จะถูกห้ามใช้ Claude อย่างถาวร อาจขยายไปยังหน่วยงานกลางอื่นๆ ทั้งหมด และที่ร้ายกว่านั้น จะมีบรรทัดฐานว่าฝ่ายบริหารสามารถใช้กลไกการกำกับดูแลด้านความมั่นคงเป็นอาวุธทางการเมืองได้ บริษัทอเมริกันใดๆ ที่ขัดใจรัฐบาลในอนาคตจะรู้ว่าตัวเองอาจตื่นมาวันหนึ่งแล้วถูกตราหน้าว่าเป็นภัยต่อชาติเหมือนหัวเว่ย
ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นที่สุดคืออะไรกลางๆ บางคดีชนะ บางคดีแพ้ และเรื่องไปต่อที่ศาลฎีกาในปี 2027 ซึ่งหมายความว่าระหว่างนี้ Anthropic ต้องอยู่ในสถานะลูกผสมต่อไปอีกหลายเดือน หรืออาจเป็นปี ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะลงเอยอย่างไร
สำหรับคนทำธุรกิจที่ต้องเจรจากับรัฐบาลในยุคใหม่ คดีนี้กำลังกำหนดบรรทัดฐานในเรื่องที่ไม่เคยถูกทดสอบ บริษัทเอกชนมีสิทธิ์ตั้งเงื่อนไขทางจริยธรรมในสัญญารัฐบาลแค่ไหน ก่อนที่อำนาจของรัฐในการตราหน้าและขึ้นบัญชีดำจะถูกใช้เป็นเครื่องมือลงโทษทางการเมือง
สำหรับนักลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่พึ่งพาสัญญารัฐบาล ผลของคดีนี้จะตอบคำถามว่ามูลค่าบริษัทที่อิงรายได้จากภาครัฐ เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับใด รายได้ปีนี้ที่ Anthropic คาดการณ์ที่ 14 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจและหน่วยงานรัฐบาล และมูลค่าประเมินล่าสุดของบริษัทอยู่ที่ 380 พันล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงทางการเมืองในระดับนี้ไม่เคยถูกประเมินอยู่ในแบบจำลองทางการเงินมาก่อน
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า Anthropic จะชนะคดีหรือไม่
คำถามที่แท้จริงคือว่าศาลในยุคนี้ยังถือว่ารัฐธรรมนูญใช้ได้กับเรื่องที่ฝ่ายบริหารเรียกว่าความมั่นคงของชาติหรือไม่ และคำตอบจะกำหนดว่าบริษัทอเมริกันที่เหลืออยู่จะกล้าตั้งเส้นแดงอะไรบ้างในอีกห้าปีข้างหน้า
โฆษณา