19 เม.ย. เวลา 03:02 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Cluely กับความฝันของชายหนุ่มที่ถูกไล่ออกจาก Columbia เพื่อไปก่อตั้งบริษัทมูลค่าหลายพันล้าน

ในวันที่ 5 มีนาคม 2026 Roy Lee วัย 22 ปี โพสต์ข้อความบน X ยอมรับว่าตัวเลขรายได้ของบริษัทที่เขาบอกกับนักข่าวเมื่อหน้าร้อนปี 2025 นั้นเป็นเรื่องที่เขาแต่งขึ้น
เขาเขียนว่านี่คือเรื่องเดียวที่เขาโกหกอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ และว่านี่คือการถอนคำพูดอย่างเป็นทางการ
ตัวเลขที่เขาบอกตอนนั้นคือ 7 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตัวเลขจริงที่เขาเปิดเผยในภายหลังคือประมาณ 5.2 ล้านดอลลาร์ ส่วนต่างคือเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขจริงเองก็มาจากเจ้าตัวเปิดเผย ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในซิลิคอนแวลลีย์ แต่ที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจคือ ตัวคนที่ก่อตั้งบริษัทคือคนที่สร้างชื่อเสียงจากการโกง
Cluely คือบริษัท AI สัญชาติอเมริกันที่ตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นโปรแกรมที่ทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยที่อีกฝั่งของการประชุมออนไลน์มองไม่เห็น ระบบจะอ่านหน้าจอ ฟังเสียงสนทนา และส่งคำแนะนำหรือคำตอบให้ผู้ใช้แบบเรียลไทม์ ราคา 20 ดอลลาร์ต่อเดือน
ใช้ทำอะไรได้บ้าง สัมภาษณ์งาน สอบ การประชุมขาย การคุยลูกค้า หรือแม้แต่ไปดินเนอร์เดต ในวิดีโอเปิดตัวของบริษัท Roy Lee แสดงให้ดูว่าใช้โปรแกรมนี้โกหกอายุ ความรู้ และอาชีพในการคุยกับผู้หญิงในร้านอาหารได้ วิดีโอนี้ถูกหลายคนเปรียบเทียบกับซีรีส์ Black Mirror
ที่มาของบริษัทย้อนกลับไปต้นปี 2025 ตอนนั้น Lee และ Neel Shanmugam เป็นนักศึกษาที่ Columbia University พวกเขาสร้างเครื่องมือชื่อ Interview Coder ซึ่งเป็นส่วนขยายของเบราว์เซอร์ Chrome ที่ช่วยตอบโจทย์โปรแกรมมิ่งในการสัมภาษณ์งานทางเทคนิคแบบเรียลไทม์
Lee ใช้เครื่องมือนี้ในการสัมภาษณ์งานกับ Amazon และได้รับข้อเสนองาน หลังจากเขาโพสต์เรื่องนี้ลง LinkedIn ทาง Amazon ถอนข้อเสนอ และ Columbia ลงโทษให้เขาพักการเรียน 1 ปี
ส่วนที่คนนอกอุตสาหกรรมยังไม่เข้าใจ คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้น
Lee เลิกเรียนแทนที่จะรอกลับ ก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Cluely ในเดือนเมษายน 2025 พร้อมกับ Shanmugam และ Alex Chen เปิดตัวบริษัทในวันที่ 20 เมษายน ภายในสัปดาห์แรกมีคนสมัครใช้ 70,000 คน วันถัดมาประกาศระดมทุนรอบเริ่มต้น 5.3 ล้านดอลลาร์
นักลงทุนคือ Abstract Ventures และ Susa Ventures สองกองทุนใน Silicon Valley ที่เคยลงทุนในยูนิคอร์นอย่าง Robinhood และ Flexport มาก่อน
สโลแกนเปิดตัวคือ "Cheat on Everything" หรือโกงทุกอย่าง ปลายเดือนเมษายน บริษัทถอนคำว่าโกงสอบและโกงสัมภาษณ์ออกจากเว็บไซต์ภายใต้การถูกตรวจสอบที่หนักขึ้น แต่จุดยืนของบริษัทยังเหมือนเดิม
เดือนมิถุนายน บริษัทระดมทุนรอบ Series A ได้ 15 ล้านดอลลาร์จาก Andreessen Horowitz หนึ่งในกองทุนที่ใหญ่และมีอิทธิพลที่สุดในโลกของเทคโนโลยี
นี่คือบริบทที่ทำให้การโกหกเรื่อง ARR เกิดขึ้น
ในเดือนกรกฎาคม 2025 Lee ให้สัมภาษณ์กับ The San Francisco Standard บอกว่า Cluely มี ARR 7 ล้านดอลลาร์ มีผู้ใช้ 100,000 คนกระจุกตัวในสหรัฐ และทำกำไรในบางสัปดาห์ ไม่นานหลังจากนั้นเขาให้ตัวเลขเดียวกันกับ TechCrunch
แปดเดือนต่อมา เขาออกมายอมรับว่าตัวเลขนั้นโกหก
ส่วนที่เขาเล่าหลังถูกจับได้ก็มีปัญหาเช่นกัน Lee อ้างใน X ว่าเขาได้รับโทรศัพท์ที่ไม่ได้นัดหมายจากนักข่าวคนหนึ่ง และตอบไปแบบเรื่อยเปื่อยโดยไม่คิดว่าจะกลายเป็นข่าว แต่ TechCrunch เปิดเผยอีเมลของผู้แทนประชาสัมพันธ์ของ Cluely เองที่ติดต่อขอนัดสัมภาษณ์ Lee ก่อนหน้านั้น โดยส่งเบอร์โทรศัพท์ของเขาให้กับนักข่าว และยืนยันว่าเขารอรับสาย
พูดอีกแบบหนึ่ง เขาโกหกเรื่องที่ตัวเองโกหก ในเรื่องเดียวกันที่ออกมายอมรับว่าโกหก
ตัวเลขจริงที่ Lee เปิดเผยภายหลัง คือ ARR ของฝั่งผู้บริโภค 2.7 ล้านดอลลาร์ และฝั่งองค์กร 2.5 ล้านดอลลาร์ รวม 5.2 ล้าน ส่วนตัวเลข run rate อยู่ที่ 6.3 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้มาจากภาพหน้าจอบัญชี Stripe ของเขาที่โพสต์ใน X ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม
ทำไมเรื่องโกหกตัวเลขรายได้ในซิลิคอนแวลลีย์ถึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับคนในวงการ
เพราะมันเกิดมาแล้วหลายครั้ง ในระดับที่ใหญ่กว่านี้มาก และเกือบทุกครั้งจบไม่สวย
Manish Lachwani ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพชื่อ HeadSpin ในปี 2015 ปั้นตัวเลขรายได้ให้สูงกว่าความเป็นจริงเกือบสี่เท่า อ้างเท็จว่ามี Apple และ American Express เป็นลูกค้า แสดงตัวเลขกำไรในขณะที่บริษัทขาดทุน ใช้เงินสดของบริษัทไปซื้อหุ้นเทคโนโลยีเสี่ยงๆ และสร้างใบแจ้งหนี้ปลอมเพื่อปกปิดทั้งหมด HeadSpin ระดมทุนได้ 117 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนระดับ GV ของ Google และกองทุนที่ดูแลเงินของ Mark Zuckerberg
บริษัทไม่มีหัวหน้าฝ่ายการเงิน ไม่มีฝ่ายทรัพยากรบุคคล และไม่เคยถูกตรวจสอบบัญชีจากภายนอก แผนกการเงินทั้งหมดประกอบด้วยนักบัญชีคนเดียวที่ทำงานจากบ้านบนโปรแกรม QuickBooks
ก่อน HeadSpin ก็มี Theranos ของ Elizabeth Holmes ที่ระดมทุนได้กว่า 700 ล้านดอลลาร์ในการสร้างเทคโนโลยีตรวจเลือดที่ไม่เคยทำงานได้จริง Holmes ถูกตัดสินจำคุก 11 ปี 3 เดือน Sunny Balwani ผู้บริหารระดับสูงและคู่หูของเธอถูกตัดสินจำคุก 12 ปี 11 เดือน
ก่อนหน้านั้นก็มี WeWork ของ Adam Neumann ที่มูลค่าบริษัทพังจาก 47 พันล้านดอลลาร์เหลือเศษเสี้ยวเดียว FTX ของ Sam Bankman-Fried ที่ มีคณะกรรมการสามคนที่แทบไม่มีอำนาจ ติดตามการเงินของบริษัทบน QuickBooks และใช้บริษัทบัญชีเล็กที่ไม่มีใครรู้จัก
รูปแบบที่ซ้ำกันคือสิ่งเดียวกัน นักลงทุนที่อยากเชื่อ ผู้ก่อตั้งที่บอกในสิ่งที่นักลงทุนอยากได้ยิน และระบบที่ไม่มีกลไกตรวจสอบที่จริงจัง
นักลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีในยุคที่ผ่านมา กระตือรือร้นในการลงทุนกับบริษัทร้อนๆ จนมองข้ามพฤติกรรมที่ขาดความรอบคอบ และยอมยกที่นั่งในคณะกรรมการบริษัทให้กับผู้ก่อตั้ง ทั้งหมดเพื่อแลกกับการเติบโตที่รวดเร็ว เมื่อผู้ก่อตั้งใช้ปรัชญา fake it till you make it ไปไกลเกินขอบเขต นักลงทุนมักไม่รู้ตัวหรือทำอะไรไม่ได้
ในยุคนี้ที่อุตสาหกรรม AI ดึงเงินทุนเข้าไปในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน แรงกดดันให้แสดงตัวเลขการเติบโตยิ่งหนักขึ้น และระบบกลไกการตรวจสอบยังเหมือนเดิม
สิ่งที่ Cluely ทำเป็นบทเรียนใหม่ เพราะระดับของการบิดเบือนตัวเลขแตกต่างจากเคสคลาสสิก Theranos บอกว่ามีเทคโนโลยีที่ไม่มีอยู่จริง HeadSpin บอกว่ามีลูกค้าที่ไม่มีอยู่จริง Cluely บอกว่ามีรายได้ 7 ล้านในขณะที่จริงๆ มี 5.2 ล้าน ซึ่งฟังดูเล็กน้อยในเชิงเปรียบเทียบ
แต่นั่นคือจุดสำคัญ การโกหกในระดับที่ตรวจสอบยากและพิสูจน์ลำบากนี้ คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในร้อยบริษัท พันบริษัท ที่ไม่มีใครจับได้ Cluely ถูกจับได้เพราะ Lee ออกมายอมรับเอง ไม่ใช่เพราะนักลงทุนหรือนักข่าวขุดคุ้ย
ถ้า CEO อ้างได้ว่ามีรายได้ 7 ล้านดอลลาร์ต่อปีโดยไม่มีนักลงทุนหรือคณะกรรมการเรียกหลักฐานทันที นั่นหมายความว่ากลไกการป้องกันยังจับเรื่องการบิดเบือนทางการเงินขั้นพื้นฐานไม่ได้ ถ้าผู้ที่ไม่ได้ลงทุนใน Cluely แต่เคยพิจารณา ลูกค้าที่เลือกใช้ Cluely บางส่วนเพราะเห็นว่ามีรายได้สูง พันธมิตรที่เซ็นข้อตกลงโดยอิงตัวเลขนี้ ทุกคนต้องประเมินใหม่
ส่วนที่น่าสนใจที่สุดในมุมที่สื่อกระแสหลักไม่ค่อยพูดถึง คือ Lee แทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการยอมรับว่าโกหก
หลังโพสต์ยอมรับ เขาทำวิดีโอตอบโต้ TechCrunch ใส่แว่นกันแดด ใช้ภาษาหยาบ ตำหนินักข่าว และอวดความสำเร็จของตัวเอง วิดีโอนี้มีคนดูเป็นล้านครั้ง บางคนใน X ชมเขาว่าเปลี่ยนวิกฤตเป็นยอดวิวมหาศาล Aakash Gupta นักวิเคราะห์เทคโนโลยีคนหนึ่งบอกว่าชื่อเสียงไม่สำคัญแล้วในปี 2026
นักลงทุนของ Cluely ไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อสาธารณะ Andreessen Horowitz ที่ลงทุน 15 ล้านดอลลาร์ในรอบ Series A ไม่ได้ถอนการสนับสนุน
Cluely ในตอนนี้รีแบรนด์เป็นเครื่องมือบันทึกการประชุมที่ขับเคลื่อนด้วย AI แข่งกับ Otter.ai ลบคำว่าโกงออกจากการตลาดทั้งหมด บริษัทยังเดินหน้าต่อ
นี่คือสิ่งที่บอกระบบของซิลิคอนแวลลีย์ทั้งระบบ ในยุคที่ความสนใจคือสกุลเงินที่ทรงพลังกว่าความน่าเชื่อถือ การโกหกที่ถูกจับได้แล้วถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อหาไวรัล อาจจะมีค่ามากกว่าการพูดความจริงตั้งแต่ต้น
สำหรับพนักงานของ Cluely ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงานที่นี่ บางคนยังไม่อายุพอจะดื่มเหล้าตามกฎหมาย หนึ่งในเด็กฝึกงานคืออายุ 18 ปีที่ทิ้งโรงเรียนมัธยมในมินนิโซตามาทำงานในซานฟรานซิสโกโดยไม่จบการศึกษา เรื่องนี้กระทบโดยตรง บริษัทที่ตัวเลขรายได้พึ่งพาคำพูดของ CEO คือบริษัทที่อนาคตของพวกเขาผูกกับชื่อเสียงของคนคนเดียว เมื่อคนนั้นถูกจับได้ว่าโกหก ทุกคนก็ต้องอยู่กับผลที่ตามมาด้วย
สำหรับลูกค้าระดับองค์กรที่จ่ายเงินซื้อ Cluely โดยอิงจากภาพลักษณ์ของบริษัทที่กำลังโต ความจริงที่ว่ารายได้น้อยกว่าที่บอกประมาณ 25% ส่งผลต่อความสามารถในการให้บริการระยะยาว และต่อความน่าจะเป็นที่บริษัทจะอยู่รอดในระยะ 3 ถึง 5 ปี
สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในตลาดรองที่อิงจากการประเมินมูลค่าในรอบล่าสุด การที่ตัวเลขรายได้สามารถถูกอ้างได้โดยไม่มีการตรวจสอบ หมายความว่ามูลค่าที่ตัวเองซื้อ อาจจะอิงสมมติฐานที่ไม่จริง
ในบริษัทเอกชนของซิลิคอนแวลลีย์ ไม่มีกฎหมายบังคับให้เปิดเผยข้อมูลการเงินต่อสาธารณะแบบที่บริษัทจดทะเบียนต้องทำ ตัวเลขที่ออกสู่สาธารณะส่วนใหญ่มาจากผู้ก่อตั้งบอก หรือจากแหล่งที่ใกล้ชิดบริษัทที่ไม่ระบุชื่อ และในระบบที่ตัวเลขสูงคือเครื่องมือในการระดมทุนรอบต่อไป แรงจูงใจในการพูดความจริงน้อยกว่าแรงจูงใจในการพูดในสิ่งที่นักลงทุนอยากได้ยิน
บทเรียนที่นักลงทุนรายย่อยควรเก็บไว้ คือทุกครั้งที่ได้ยินตัวเลขรายได้ของสตาร์ทอัพเอกชน ให้ตั้งคำถามว่า ใครเป็นคนพูด ใครยืนยัน และมีเอกสารทางบัญชีที่ผ่านการตรวจสอบจากภายนอกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือผู้ก่อตั้งเป็นคนพูดเอง ไม่มีใครยืนยัน และไม่มีการตรวจสอบจากภายนอก ตัวเลขนั้นมีมูลค่าทางการลงทุนเท่ากับศูนย์ ไม่ว่ามันจะดูสวยแค่ไหน
ในซิลิคอนแวลลีย์ การโกหกเล็กน้อยเรื่องตัวเลขของบริษัทตัวเอง ไม่ใช่อาชญากรรม มันคือกีฬา และทุกคนที่อยู่ในสนามรู้กฎ
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า Roy Lee จะรอดหรือไม่
คำถามที่แท้จริงคือ มี CEO อีกกี่คนที่กำลังบอกตัวเลขที่ไม่มีอยู่จริงในตอนนี้ และระบบที่จับ Lee ได้เพราะเขายอมรับเอง จะจับใครได้อีกบ้าง ถ้าไม่มีใครยอมรับ
ในระบบที่นักลงทุนต้องการคนกล้า และคนกล้าเรียนรู้ว่าความกล้าหมายถึงการพูดในสิ่งที่ตัวเลขยังไม่รองรับ คนที่โกหกได้แนบเนียนที่สุดคือคนที่ชนะ ไม่ใช่คนที่ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด
โฆษณา