16 เม.ย. เวลา 12:26 • ท่องเที่ยว

บันทึกการเดินทางของหมอกีฬา OHSU USA Chapter 3: Tamanawas falls and Columbia River Gorge

วันที่ 26 กันยายน 2025
เช้าวันนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยความสดใส
เราตื่นกันตั้งแต่ประมาณ หกโมงเช้า
รับประทานอาหารเช้าสไตล์อเมริกันที่โรงแรม
ก่อนจะขอ Snack bar เพิ่มเติมไว้เป็นเสบียงสำหรับการเดินป่าเที่ยวน้ำตกในวันนี้
น้ำดื่มและอาหารมีเพียงพอสำหรับการเดินแบบครึ่งวัน
แผนของเราคือเลือกเส้นทางที่เดินไม่หนัก
ระยะทางไม่ควรเกิน 2–3 กิโลเมตร
หลังจากเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม
เราขับรถออกเดินทางตามเส้นทางรอบ Mount Hood
ไม่นานก็พบจุดหมายแรกของวัน
น้ำตกที่มีชื่อเสียงและน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง
Tamanawas Falls
เดินทางสู่ Tamanawas Falls
จาก Best Western Mt. Hood Inn
ขับรถเพียงราว 20 นาที
เราก็มาถึง Tamanawas Falls
น้ำตกชื่อดังบนฝั่งตะวันออกของ Mount Hood
เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดชื่นกว่าที่คิด
ลานจอดรถตั้งอยู่ติด Highway 35
เป็นลานกรวดขนาดค่อนข้างใหญ่
มีห้องน้ำให้บริการที่ trailhead
ปกติพื้นที่นี้จะต้องใช้
Northwest Forest Pass / America the Beautiful Pass หรือ $5 day pass
ในช่วงฤดูท่องเที่ยว
แต่ในวันที่พวกเราไป กลับไม่ได้มีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สามารถเดินเข้าเทรลได้เลย
ช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง
แนะนำให้ออกเดินทางเช้า
เพราะลานจอดรถเต็มค่อนข้างเร็ว
จากลานจอดรถ
เราเริ่มเดินเท้าไปตามเส้นทาง
ระยะทางประมาณ 1.8 ไมล์ (3 กม.)
เลียบลำธารที่ไหลไม่ขาดสาย
ก่อนจะมุ่งหน้าไปยัง Tamanawas Falls
น้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าฝั่งตะวันออกของ Mount Hood
เส้นทางในวันนั้นให้ความรู้สึกสบายตั้งแต่ก้าวแรก
อากาศเย็นกำลังดี ไม่ร้อน และไม่อึดอัด
จากข้อมูลที่หามาก่อน เส้นทางนี้จัดอยู่ในระดับ ปานกลาง
ไม่ยากจนเกินไป
ทั้งหนุ่มสาวและผู้สูงอายุก็สามารถเดินชื่นชมธรรมชาติได้อย่างสบาย
เทรล 1.8 ไมล์ (3 กม.)
ระหว่างทาง เราเห็นนักเดินเขาหลากหลายวัย
บางคนพาสุนัขออกมาเดินเล่นด้วย
ทำให้บรรยากาศดูเป็นมิตรและผ่อนคลายมาก
ช่วงหนึ่งของเส้นทาง
เราสวนกับสุนัขพันธุ์ ไซบีเรียนฮัสกี้
ตอนแรกแอบตกใจเล็กน้อย
เผลอคิดไปว่าเป็นหมาป่าที่หลุดออกมาจากป่า
แต่พอสังเกตเห็นปลอกคอที่มันสวมอยู่
ก็อดยิ้มไม่ได้…เป็นหมาบ้านนี่เอง
Tamanawas Falls เทรล 1.8 ไมล์ (3 กม.)
Tamanawas Falls เทรล 1.8 ไมล์ (3 กม.)
เส้นทางเดินมีความหลากหลายตลอดทาง
บางช่วงต้องเดินข้าม สะพานไม้สน ที่พาดข้ามลำธาร
เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังคลออยู่ตลอดเวลา
บางจุดเป็นทางราบเดินสบาย
บางจุดต้องเดินขึ้นเนิน
บางช่วงต้องเดินลงแรง
และมีบางตอนที่ต้องเดินเลียบขอบหน้าผา
เพิ่มความหวาดเสียวเล็ก ๆ
แต่ก็ทำให้การเดินทางดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
เมื่อเข้าใกล้ปลายทาง
เส้นทางเริ่มเปลี่ยนเป็นทางลาดชัน
ลักษณะเป็นหินผาและโขดหิน
ก่อนจะเห็นตัวน้ำตก
เรากลับได้ยิน เสียงน้ำตกกระหน่ำดังสนั่น นำมาก่อน
เสียงนั้นยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
จนรู้ได้ทันทีว่า จุดหมายอยู่ไม่ไกลแล้ว
และเมื่อ Tamanawas Falls ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ทุกความเหนื่อยก็หายไปในพริบตา
สายน้ำขนาดใหญ่ไหลตกจากหน้าผาสูงอย่างอลังการ
ละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

ภาพตรงหน้านั้นทำให้พวกเรานิ่งเงียบไปชั่วครู่
เหมือนต้องใช้เวลาในการซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
Tamanawas Falls เทรล 1.8 ไมล์ (3 กม.)
การเดินในวันนั้น
ไป–กลับรวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
เล่นเอาหมดแรงกันพอสมควร
แต่ด้วยบรรยากาศที่ดีมาก
ดีจนแทบจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
หลังจากแวะพักเข้าห้องน้ำ และเติมพลังด้วย snack bars กันเรียบร้อยแล้ว
พวกเราก็พร้อมออกเดินทางสู่จุดหมายถัดไป
Tamanawas Falls
Tamanawas Falls
จาก Tamanawas Falls
เราขับรถอ้อม Mount Hood
มุ่งหน้าลงสู่ Columbia River Gorge
ใช้เวลาประมาณ หนึ่งชั่วโมง
เป็นช่วงเปลี่ยนจังหวะจากการเดินป่า
สู่การเดินทางบนถนนสายวิวสวยอีกบทหนึ่งของทริป ก่อนจะมาถึง Multnomah Falls
น้ำตกที่ขึ้นชื่อและเป็นสัญลักษณ์ของรัฐโอเรกอน
เส้นทางนี้เป็น scenic drive ที่ขับสบายอย่างไม่น่าเชื่อ
สองข้างทางเต็มไปด้วยวิวภูเขา ป่าไม้ และแนวหน้าผา
แม้จะขับรถเป็นระยะทางราว 58 ไมล์(93.4กม.)
แต่กลับรู้สึกราวกับว่าใช้เวลาเพียงแป๊บเดียว
เพราะสายตาและความรู้สึกถูกดึงไปกับทิวทัศน์รอบตัวตลอดทาง
จนแทบไม่อยากให้ถนนสายนี้สิ้นสุดลงเร็วเกินไป
Scenic drive  to Multnomah Falls
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ Columbia River Gorge พอสังเขป นะครับ
Columbia River Gorge คือหุบเขาขนาดใหญ่ที่แม่น้ำโคลัมเบียไหลตัดผ่านแนวเทือกเขา Cascade ทอดยาวกว่า 80 ไมล์(128.7กม.) และลึกถึงราว 1,200 เมตร เป็นเส้นแบ่งเขตรัฐ Oregon และ Washington
ภูมิประเทศถูกสร้างขึ้นจาก ลาวาโบราณ และถูกแกะสลักอย่างรุนแรงจาก น้ำท่วมยุคน้ำแข็ง (Missoula Floods)
จนเกิดหน้าผาหินบะซอลต์ น้ำตกจำนวนมาก และภูมิอากาศที่เปลี่ยนจากป่าฝนชื้นไปสู่ทุ่งหญ้าแห้งในระยะทางสั้น ๆ

พื้นที่นี้ได้รับการประกาศเป็น Columbia River Gorge National Scenic Area ในปี 1986 เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและทัศนียภาพระดับประเทศ
ขอแนะนำ Multnomah Falls พอสังเขปเช่นกัน
Multnomah Falls คือสัญลักษณ์ของรัฐโอเรกอน
เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในรัฐ สูงถึง 620 ฟุต (189 เมตร) ไหลเป็นสองชั้นจากหน้าผาหินบะซอลต์
น้ำมาจากแหล่งน้ำใต้ดินบน Larch Mountain ทำให้ไหลตลอดทั้งปี

สะพานหินโค้งกลางน้ำตก (Benson Bridge, สร้างปี 1914)
และ Multnomah Falls Lodge (สร้างปี 1925)
ทำให้น้ำตกแห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
ปัจจุบันเป็นสถานที่ธรรมชาติที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดใน Pacific Northwest
หลังจากจอดรถเรียบร้อยที่ลานจอดของ Multnomah Falls พวกเราก็เดินทะลุทางลอดใต้ดิน ข้ามไปยังอีกฝั่งของถนน ก่อนจะค่อย ๆ เดินตามทางเดินที่จัดไว้เป็นอย่างดี เส้นทางช่วงแรกให้ความรู้สึกสบาย มีป้ายบอกทางชัดเจน บริเวณนี้มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟเล็ก ๆ คอยบริการนักท่องเที่ยว รวมถึงห้องน้ำสาธารณะ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ผ่อนคลายก่อนจะเข้าไปสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง
Multnomah Falls
ไม่นานนัก เสียงน้ำตกเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากระยะไกล เป็นเสียงที่ต่อเนื่อง หนักแน่น และชวนให้หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผู้คนจำนวนมากเดินสวนกันไปมา หลายคนหยุดยืนถ่ายภาพตรงจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น สะพาน Benson Bridge พาดผ่านหน้าน้ำตก ภาพน้ำที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงใหญ่เบื้องหลังสะพานนั้น เป็นภาพที่เห็นกี่ครั้งก็ยังรู้สึกตื่นตาเสมอ
พวกเราค่อย ๆ เดินไต่ระดับขึ้นไปตามทางเดินบนไหล่เขา จนถึงจุดที่สามารถหยุดถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอสั้น ๆ เก็บไว้เป็นความทรงจำ น้ำตกแห่งนี้สูงและยิ่งใหญ่มาก แม้การมาเยือนครั้งนี้จะเป็นช่วงปลายฤดูร้อน ปริมาณน้ำลดลงจากภาพที่เคยเห็นในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูหนาว แต่ความงดงามก็ยังคงอยู่ครบถ้วน ความสง่างามของสายน้ำที่ไหลผ่านหน้าผาหินยังคงทำให้ผู้มาเยือนต้องหยุดยืนมองอย่างเงียบ ๆ
หลังจากใช้เวลาสักพักดื่มด่ำกับธรรมชาติ สูดอากาศเย็นสดชื่น และเก็บภาพความประทับใจไว้ในความทรงจำ พวกเราตัดสินใจไม่เดินขึ้นต่อไปจนถึงด้านบนของน้ำตก แต่เลือกเดินกลับลงมาตามเส้นทางเดิม ขึ้นรถ และออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปของวัน
Multnomah Falls
ปลายทางต่อไปของเราคือ Vista House ที่ Crown Point จุดชมวิวระดับตำนาน ซึ่งรอคอยเราอยู่บนยอดแหลมสูงเหนือแม่น้ำโคลัมเบีย พร้อมมุมมองกว้างไกลที่แตกต่างออกไป แต่สวยงามไม่แพ้กัน
พวกเราขับรถจาก Multnomah Falls มุ่งหน้าไปยัง Vista House ที่ Crown Point เป็นช่วงทางสั้น ๆ แต่เปี่ยมด้วยความรื่นรมย์ ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียงราว 30 นาที ถนนสาย Historic Columbia River Highway ค่อย ๆ คดเคี้ยวไต่ระดับขึ้นไปตามไหล่เขา เป็นเส้นทางชมวิวที่ไม่ได้ชวนให้รีบเร่ง แต่ชวนให้ผ่อนคลาย ลดความเร็ว และปล่อยใจไปกับธรรมชาติรอบตัว
ยิ่งรถไต่ระดับสูงขึ้นเท่าไร ภาพเบื้องหน้าก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อถึงยอดเขา Crown Point ความยิ่งใหญ่ของ Columbia River Gorge ก็ปรากฏตรงหน้าอย่างเต็มตา
อาคารทรงแปดเหลี่ยมของ Vista House ตั้งตระหง่านอยู่บนแหลมหิน สูงราว 600 ฟุตเหนือแม่น้ำโคลัมเบีย ราวกับเป็นจุดสังเกตที่บอกว่าเราได้มาถึงหัวใจของเส้นทางสายนี้แล้ว
Vista House
ด้านบนคือจุดชมวิวแบบ 360 องศา ที่มองไปทางไหนก็สวยงาม แม่น้ำโคลัมเบียทอดตัวยาวคดเคี้ยวอยู่เบื้องล่าง ราวริบบิ้นสีเงินที่สะท้อนแสงแดด รถไฟและทางหลวงสาย I‑84 เลียบไปตามแนวแม่น้ำอย่างกลมกลืน ขณะที่ฉากหลังเป็นแนวภูเขาและผืนป่ากว้างใหญ่ของรัฐโอเรกอน
Crown Point (Vista House)
วันนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร
ในช่วงบ่ายแก่ ๆ แสงแดดอ่อนเริ่มสะท้อนผิวน้ำและไหล่เขา เกิดเฉดสีอบอุ่นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้สงบและละมุนขึ้นอย่างน่าประหลาด หลายคนที่ตั้งใจจะแวะเพียงไม่นาน กลับยอมจอดรถอยู่นานกว่าที่คิด เพื่อซึมซับช่วงเวลาเหล่านี้ให้เต็มที่ และนั่นก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่ได้รับสมญาว่า
“Crown Jewel of the Columbia River Gorge”
อัญมณีบนมงกุฎของโคลัมเบียริเวอร์จอร์จ อย่างแท้จริง
และนี่คือ ประวัติ โดยย่อของ
Crown Point (Vista House)
อัญมณีแห่ง Columbia River Gorge
Crown Point คือแหลมหินบะซอลต์สูงชันที่ยื่นออกไปเหนือแม่น้ำโคลัมเบีย เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยและโดดเด่นที่สุดของ Columbia River Gorge ด้วยมุมมองแบบพาโนรามาที่สามารถมองเห็นทั้งแม่น้ำ ภูเขา และเส้นทางคมนาคมที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่าง
อาคารทรงแปดเหลี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดแหลมแห่งนี้มีชื่อว่า Vista House ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1916–1918 โดยได้รับการสนับสนุนจาก Samuel Hill นักธุรกิจและนักอุดมคติผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Historic Columbia River Highway เขามีความเชื่อว่า ถนนไม่ควรเป็นเพียงเส้นทางสัญจร แต่ควรเป็นงานศิลปะที่กลมกลืนกับธรรมชาติ
Vista House ออกแบบโดยสถาปนิก Edgar M. Lazarus ในสไตล์ Beaux-Arts ผสม Neoclassical ใช้วัสดุหินอ่อนและหินแกรนิต ภายในตกแต่งอย่างประณีต เดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น
* จุดพักรถ
* ห้องน้ำสาธารณะสำหรับนักเดินทาง
* และเป็นอนุสรณ์แด่ความงดงามของ Columbia River Gorge
ถือเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัยมากในยุคเริ่มต้นของการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา
จากระเบียงของ Vista House นักเดินทางสามารถมองเห็นแม่น้ำโคลัมเบียที่ไหลคดเคี้ยวผ่านหุบเขาลึก รถไฟและทางหลวงที่ตัดผ่านภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ ภาพทั้งหมดนี้ทำให้ Crown Point ได้รับสมญาว่า
“The Crown Jewel of the Columbia River Gorge”
— อัญมณีบนมงกุฎของโคลัมเบียริเวอร์จอร์จ
แม้จะผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษ อาคารแห่งนี้ยังคงได้รับการบูรณะและดูแลอย่างดี และปัจจุบันเปิดให้ประชาชนเข้าชม เป็นทั้งจุดชมวิว พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม และสัญลักษณ์ของยุคบุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของรัฐโอเรกอน
หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศพาโนรามาบนจุดชมวิวกันอย่างเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางต่อ เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่จองไว้ในเมือง Hood River ช่วงเวลาบนยอดเขายังวนเวียนอยู่ในความทรงจำ แต่การเดินทางก็ยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น
พวกเราขึ้นรถออกจาก Vista House (Crown Point) อย่างไม่เร่งรีบ จุดหมายปลายทางของวันคือเมือง Hood River เราเลือกใช้ถนนโลคอลในช่วงแรก ก่อนจะออกสู่ถนนใหญ่ I‑84 ระยะทางรวมราว 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เป็นหนึ่งชั่วโมงที่เต็มไปด้วยภาพและความรู้สึกระหว่างทาง
ช่วงที่ขับออกจาก Vista House ใหม่ ๆ ถนนเป็นถนนโลคอลสองเลน คดเคี้ยวเลาะไปตามป่าและหน้าผา การจราจรไม่พลุกพล่าน บรรยากาศเงียบสงบ ชวนให้ลดความเร็วลงโดยไม่รู้ตัว และเส้นทางสายนี้เองที่พาเราไปพบกับน้ำตกหลายแห่งซ่อนตัวอยู่ริมทาง ราวกับธรรมชาติตั้งใจวางไว้เป็นจุดแวะพักเป็นระยะ ๆ
น้ำตกแรกที่เราได้พบคือ Latourell Falls น้ำตกที่ไหลดิ่งลงตรง ๆ จากหน้าผาหินบะซอลต์สีดำ สูงตระหง่านตัดกับมอสสีเขียวสดอย่างชัดเจน เป็นหนึ่งในน้ำตกที่ถ่ายรูปสวยที่สุดของเส้นทางนี้ เพียงจอดรถแล้วเดินไม่ไกล ก็ได้ยืนอยู่ต่อหน้าความงามที่ทรงพลังและเรียบง่ายในเวลาเดียวกัน
ถัดมาไม่นานคือ Shepperd’s Dell Falls น้ำตกขนาดไม่ใหญ่ แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ซ่อนตัวอยู่ในร่องเขา มีสะพานหินเก่าแก่พาดผ่าน ให้บรรยากาศคลาสสิก เงียบสงบ เหมาะกับการหยุดพักสั้น ๆ สูดอากาศเย็น ๆ และปล่อยใจให้ช้าลงอีกนิด
เมื่อขับต่อไป เสียงน้ำที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ นำพาเราไปพบกับ Wahkeena Falls น้ำตกที่ไหลลงเป็นชั้น ๆ ด้วยพลังน้ำที่ชัดเจน ยิ่งในช่วงที่น้ำเยอะจะยิ่งงดงาม ชื่อของน้ำตกแห่งนี้มีความหมายว่า “สวยงามที่สุด” ซึ่งดูจะไม่เกินจริงเลยเมื่อได้เห็นกับตา
น้ำตกสุดท้ายก่อนออกจากโซนถนนโลคอลคือ Horsetail Falls ตั้งอยู่ใกล้ถนนมาก น้ำไหลยาวลงมาจากหน้าผาเป็นเส้นคล้ายหางม้า เป็นจุดแวะที่เข้าถึงง่าย เพียงจอดรถแล้วเดินไม่กี่ก้าวก็ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
หลังจากผ่านกลุ่มน้ำตกเหล่านี้ ถนนค่อย ๆ เปิดออกสู่ทิวทัศน์ของ แม่น้ำโคลัมเบีย สายน้ำกว้างใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า วิวเริ่มโปร่ง โล่ง และกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่เราจะออกสู่ถนน I‑84 และมุ่งหน้าสู่เมือง Hood River เมืองเล็ก ๆ ริมน้ำที่โอบล้อมด้วยภูเขา และเต็มไปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง
ถนนสายนี้ไม่ใช่แค่ทางผ่านจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นเส้นทางที่ทำให้เราได้ “ค่อย ๆ เห็น” ความงดงามของ Columbia River Gorge ตั้งแต่น้ำตกเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ริมทาง ไปจนถึงวิวแม่น้ำกว้างใหญ่ และจุดชมวิวระดับตำนานอย่าง Vista House ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดเส้นทาง
แล้วเราก็ขับรถมาถึง Riverview Lodge เมือง Hood River โรงแรมเล็ก ๆ สไตล์ motel ที่บริหารแบบครอบครัว ให้บรรยากาศเป็นกันเองตั้งแต่แรกเห็น เราจองไว้ สองห้องติดกัน ขับรถมาจอดหน้าห้องได้เลย ยกกระเป๋าไม่กี่ก้าวก็เข้าห้องพัก สะดวกมาก ๆ ห้องพักขนาดกะทัดรัด แต่จัดสรรพื้นที่ได้ดี ดูน่าพักและอบอุ่นกว่าที่คิด
Riverview Lodge เมือง Hood River
ตัวโรงแรมตั้งอยู่ไม่ไกลจาก แม่น้ำ Columbia River และสามารถเดินไป downtown Hood River ได้ในเวลาประมาณ 10 นาที เหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวสาย road trip ที่อยากได้ที่พักสบาย ๆ ราคาเป็นมิตร
จุดเด่นของที่นี่คือ
* มี สระว่ายน้ำในร่ม
* ห้องพักมี microwave, mini‑fridge และ coffee maker ครบ
* เป็น Pet‑friendly ใครเดินทางพร้อมน้องหมาพักได้สบายใจ
* รายล้อมด้วยร้านอาหาร โรงเบียร์ และแหล่งท่องเที่ยวในเมือง
หลังจากจัดของเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย พวกเราก็ตัดสินใจขับรถออกไป
มุ่งหน้าไปสัมผัสบรรยากาศยามเย็นที่ Hood River Waterfront Park
ช่วงเวลานี้ของเมือง Hood River ชวนให้ปล่อยจิตปล่อยใจอย่างแท้จริง
Hood River Waterfront Park
ลมเย็นจากแม่น้ำ Columbia River พัดมาเบา ๆ แดดอ่อนลงจนกลายเป็นแสงนุ่ม ๆ
ผู้คนออกมาใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือภาพของคนเล่น windsurf และ kite surf เต็มผืนน้ำ
บางคนมาเดินออกกำลังกาย บางคนวิ่งเหยาะ ๆ
ครอบครัวเล็ก ๆ พาลูกหลานมานั่งปิกนิกริมแม่น้ำ
ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยพลังของชีวิต
เรายืนชื่นชมบรรยากาศอยู่นาน ปล่อยเวลาให้ค่อย ๆ ไหลไป
นั่งชมวิว
จนเริ่มรู้สึกหิว ได้เวลาหาอะไรทานมื้อเย็น
พวกเราเลือกร้านบะหมี่เล็ก ๆ ในตัวเมือง
ระหว่างสั่งอาหารก็อดยิ้มไม่ได้
รู้สึกว่าพนักงานเสิร์ฟน่าจะเป็นคนไทย
จากสำเนียงภาษาอังกฤษที่คุ้นหู ฟังแล้วอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ไม่นานนักก็มีเพื่อนของหมอปิง ซึ่งเป็นแพทย์ที่ทำงานอยู่ที่นี่มาสมทบ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงยิ่งเป็นกันเอง
เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขแบบไม่ต้องปรุงแต่ง
หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เพราะเช้าวันพรุ่งนี้ยังมีแผนเดินทางต่อเข้าเมือง Portland ตั้งใจไว้ว่าจะแวะไปซื้อของที่ outlet ก่อน แล้วค่อยเข้าที่พัก
ปิดท้ายทริปช่วงนี้อย่างสบาย ๆ
โฆษณา