มีรายละเอียดที่ทำให้ทฤษฎีสายลับยิ่งหนัก ในปี 1945 ชายอีกคนชื่อ George Marshall ถูกพบเสียชีวิตในซิดนีย์ พร้อมหนังสือ Rubáiyát ของ Omar Khayyam อยู่ข้างศพ Jo Thomson ยังเคยมอบหนังสือ Rubáiyát อีกเล่มให้ทหารชื่อ Alfred Boxall ในช่วงสงครามที่ Sydney ตำรวจคิดในช่วงแรกว่าศพบนหาดอาจคือ Boxall จนกระทั่งพบว่า Boxall ยังมีชีวิตอยู่ที่ซิดนีย์และยังมีหนังสือของเขาอยู่กับเขา หนังสือบทกวีโบราณเปอร์เซียเล่มเดียวกันโผล่ขึ้นมาสามครั้งในสามคดีลึกลับในออสเตรเลียในเวลาห่างกันเพียงสามปี
ตลอดเจ็ดสิบกว่าปีต่อมา ทฤษฎีเกี่ยวกับชายคนนี้มีตั้งแต่สายลับโซเวียตที่ถูกหน่วยข่าวกรองตะวันตกฆ่า สายลับตะวันตกที่ถูก KGB ฆ่า ผู้ลักลอบขายตลาดมืดที่ถูกพรรคพวกเล่นงาน นักเต้นบัลเลต์ที่หนีจากยุโรปตะวันออก ชายชู้ที่ถูกแฟนสาววางยา ทูตลับของจักรวรรดิอังกฤษที่หายไปในภารกิจ ทุกทฤษฎีมีหนังสือ มีสารคดี มีพอดแคสต์ของตัวเอง ชายคนนี้กลายเป็นจุดร่วมของวัฒนธรรม conspiracy theory ของออสเตรเลียทั้งประเทศ
ในปี 1995 นักวิชาการคนหนึ่งจาก University of Adelaide ชื่อ Derek Abbott ได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เขาเป็นวิศวกรไฟฟ้าและฟิสิกส์ ไม่ใช่นักสืบ แต่บางสิ่งในคดีนี้ทำให้เขาหยุดคิดไม่ได้ เขาเริ่มขุดเอกสารเก่า สัมภาษณ์คนที่ยังมีชีวิตจากยุค 1948 และค่อยๆ สะสมหลักฐานเป็นเวลาสิบกว่าปี
ในปี 2009 เขาตามไปหา Jo Thomson แต่พบว่าเธอเสียชีวิตในปี 2005 เขาได้พูดกับ Kate ลูกสาวของเธอแทน Kate เล่าให้เขาฟังว่าแม่ของเธอท้องลูกชายคนแรกชื่อ Robin Thomson ก่อนที่จะแต่งงานกับ George Thomson สามี Abbott เริ่มสงสัยว่าพ่อแท้จริงของ Robin อาจเป็น Somerton Man เขาดูภาพถ่ายของ Robin และเห็นสิ่งที่ทำให้เขานิ่งงัน
Robin Thomson เกิดมาโดยไม่มีฟันกรามน้อยบนสองซี่เหมือนกับ Somerton Man ซึ่งเป็นความบกพร่องทางพันธุกรรมที่พบในประชากรน้อยกว่าหนึ่งในหมื่น และ Robin ยังเคยเป็นนักเต้นบัลเลต์ของ Australian Ballet ซึ่งอธิบายน่องที่พัฒนาผิดปกติของ Somerton Man ได้
Abbott หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้นานมากจนเขาตามหาหลานสาวของ Jo Thomson ลูกสาวของ Robin ชื่อ Rachel Egan ทั้งคู่พบกันเพราะการสืบสวนของเขา ตกหลุมรัก และแต่งงานกันในปี 2010 มีลูกด้วยกันสามคน ตลอดเวลานั้น Abbott เชื่อมาตลอดว่าภรรยาของเขาคือเหลนของ Somerton Man
แต่ความเชื่อไม่ใช่หลักฐาน Abbott รู้ดี
ในปี 2011 เขาทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เขาขอตำรวจ South Australia ให้เข้าถึงหน้ากากปูนปลาสเตอร์ของ Somerton Man ที่เก็บอยู่ใน South Australia Police Museum ตั้งแต่ปี 1949 เมื่อ Paul Lawson ทำหน้ากากนั้น เขาเทปูนปลาสเตอร์ลงบนใบหน้าของศพเพื่อเก็บรูปทรงไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อเทปูนลงไป เส้นผมและขนคิ้วบางเส้นของศพติดอยู่ในปูน เมื่อปูนแห้งและแกะออกจากใบหน้า เส้นผมเหล่านั้นยังคงฝังอยู่ในหน้ากากตลอด 62 ปีถัดมา ไม่มีใครคิดที่จะทำอะไรกับมัน
Abbott ดึงเส้นผมออกมาได้ 50 เส้นและส่งให้ Australian Centre for Ancient DNA ที่ University of Adelaide
ปัญหาแรกคือเส้นผมที่ไม่มีรากอย่างที่ติดในปูนปลาสเตอร์มี DNA น้อยมากและเสื่อมสภาพ เส้นผมประเภทนี้เรียกว่า rootless hair และเป็นหนึ่งในวัสดุชีวภาพที่สกัด DNA ยากที่สุดในวงการนิติเวช ทีมวิจัยที่ Adelaide ใช้เวลาเจ็ดปีพยายามต่างๆ นานา จนในปี 2018 พวกเขาสกัด DNA mitochondria สมบูรณ์ออกมาได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
แต่ DNA mitochondria มีข้อจำกัดสำคัญ มันส่งทอดทางสายแม่อย่างเดียว ใช้ระบุได้แค่ว่า Somerton Man เป็นชาวยุโรปคอเคเซียน อยู่ในกลุ่ม haplogroup H4a1a1a ซึ่งพบในชาวยุโรปประมาณ 1% เท่านั้น ใช้ระบุตัวตนเฉพาะคนไม่ได้ และที่เจ็บที่สุดสำหรับ Abbott คือ DNA mitochondria ไม่สามารถใช้ทดสอบได้ว่า Rachel Egan ภรรยาของเขาเป็นญาติของ Somerton Man หรือไม่ เพราะถ้าเชื่อมโยงผ่าน Robin Thomson ความสัมพันธ์จะเป็นทางสายพ่อ ไม่ใช่สายแม่
นี่คือเทคนิคเดียวกับที่ใช้จับ Golden State Killer ในแคลิฟอร์เนียในปี 2018 และเป็นเทคนิคที่เปลี่ยนวงการสืบสวนคดีค้างทั่วโลก วิธีคือไม่ใช่การเปรียบเทียบ DNA ของผู้ต้องสงสัยกับฐานข้อมูลตำรวจ แต่เป็นการอัปโหลด DNA ของเหยื่อหรือผู้ต้องสงสัยเข้าไปในฐานข้อมูล genealogy สาธารณะ เช่น GEDmatch ที่คนทั่วไปอัปโหลด DNA ของตัวเองเข้าไปเพื่อหาญาติที่ไม่รู้จักผ่านบริการอย่าง Ancestry.com, 23andMe และ FamilyTreeDNA
Fitzpatrick อัปโหลด DNA ของ Somerton Man เข้าฐานข้อมูล GEDmatch ระบบเปรียบเทียบ DNA นี้กับคนหลายล้านคนที่อัปโหลดเข้ามาก่อนหน้านี้ และพบ DNA ที่ตรงกันบางส่วนกับชายชาวออสเตรเลียคนหนึ่งชื่อ Jack Hargreaves ที่อาศัยอยู่ในรัฐ Victoria การตรงกันบ่งบอกว่าทั้งคู่เป็นญาติห่างประมาณ third cousin หรือ fourth cousin ที่มีบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อสามถึงสี่รุ่นก่อน
เพื่อยืนยัน Abbott และ Fitzpatrick ต้องหา DNA ของญาติใกล้ชิดของ Carl Webb มาเปรียบเทียบกับ DNA ของ Somerton Man โดยตรง นี่คือส่วนที่ใช้เวลานานที่สุด พวกเขาต้องตามหาญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Carl Webb ซึ่ง Carl ไม่มีลูก พี่น้องเขาส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดแล้ว ต้องไล่ลงไปถึงรุ่นหลานและเหลน
Fitzpatrick ใช้วิธีติดต่อคนที่อาจเป็นญาติของ Carl ผ่าน Ancestry.com ทีละคน ขอให้ทำการทดสอบ DNA และเปรียบเทียบ บางคนตอบรับ บางคนไม่ตอบ บางคนเชื่อว่าเป็น scam
แล้วสิ่งที่ Fitzpatrick ตามหาก็เกิดขึ้น สิ่งที่นักลำดับพันธุกรรมเรียกว่า triangulation คือการที่ DNA ของ Somerton Man ตรงกันกับญาติห่างหลายคนพร้อมกัน และญาติเหล่านั้นเชื่อมโยงกลับไปได้ทั้งทางฝ่ายแม่ของ Carl Webb (Eliza Amelia Grace นามสกุลเดิม Morris) และทางฝ่ายพ่อของ Carl Webb (Richard August Webb)
Fitzpatrick อธิบายในภายหลัง "ในซุปและมหาสมุทรของญาติทาง DNA นี้ เราสามารถเชื่อมโยงคนหนึ่งกลับไปถึงพ่อของ Carl และอีกคนกลับไปถึงแม่ของ Carl คุณกรองมันลงได้มากเสียจนมันอาจเป็นพี่น้องคนใดคนหนึ่งของ Carl ก็ได้ แต่ Carl คือคนเดียวที่ไม่มีบันทึกการตาย"
นี่คือ smoking gun ของคดีนี้ ถ้า DNA ของ Somerton Man ตรงกับญาติทางฝ่ายแม่ของ Carl เท่านั้น เขาอาจเป็นพี่น้อง ลุง หรือญาติคนอื่นในสายแม่ ถ้าตรงกับฝ่ายพ่อเท่านั้น เขาอาจเป็นญาติทางสายพ่อ แต่เมื่อตรงทั้งสองสาย หมายความว่าเขาคือลูกของพ่อและแม่ของ Carl โดยตรง และในจำนวนพี่น้องทั้งหมดของ Carl Webb มีเพียง Carl คนเดียวที่ไม่มีบันทึกการเสียชีวิต
วันที่ 23 กรกฎาคม 2022 ผลการทดสอบ DNA จากญาติคนสุดท้ายมาถึงและยืนยันการตรงกัน Abbott โทรไป Fitzpatrick ทันที วันที่ 26 กรกฎาคม 2022 พวกเขาประกาศต่อสาธารณะ Somerton Man มีชื่อแล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดเผยชื่อนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึง DNA แสดงให้เห็นว่า Carl Webb ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมใดๆ กับ Robin Thomson ลูกของ Jo Thomson หมายความว่า Rachel Egan ภรรยาของ Abbott ซึ่งเป็นหลานของ Jo ผ่าน Robin ไม่ได้เป็นเหลนของ Somerton Man เลย ความเชื่อที่ Abbott ใช้ขับเคลื่อนการสืบสวนตลอดสิบกว่าปี และเป็นเหตุผลที่เขาแต่งงานและสร้างครอบครัวกับใครคนหนึ่ง คือความเชื่อที่ผิด
เรื่องของ Jo Thomson ที่เกือบเป็นลมเมื่อเห็นหน้ากากศพและไม่เคยยอมรับว่ารู้จัก ความเป็นไปได้ที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือเธอรู้จัก Carl จริงๆ จากช่วงเวลาที่เธออาศัยใน Melbourne แต่ในปี 1948 เธออยู่กับ Prosper Thomson ซึ่งยังมีภรรยาคนเดิม และเพิ่งคลอดลูกของ Prosper ชื่อ Robin การยอมรับว่ารู้จักชายแปลกที่ตายไม่กี่ร้อยเมตรจากบ้านเธอจะเปิดสถานการณ์ส่วนตัวของเธอให้คนตรวจสอบในแบบที่เธอจ่ายไม่ไหว เธอเลือกเงียบ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นสายลับ แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่อาศัยกับชายแต่งงานแล้วในสังคมออสเตรเลียปี 1948
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน กรณี Somerton Man เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่า data network effect หรือผลของเครือข่ายข้อมูล มูลค่าของฐานข้อมูลเช่น Ancestry.com, 23andMe และ GEDmatch ไม่ได้อยู่ที่ DNA ของลูกค้าแต่ละคนแยกกัน มันอยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างทุกคนในฐานข้อมูล ทุก DNA ที่ถูกอัปโหลดเข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับทุก DNA อื่นที่อยู่ในระบบแล้ว
Jack Hargreaves ที่อัปโหลด DNA ของตัวเองเพื่ออยากรู้ว่าบรรพบุรุษมาจากไหน ไม่รู้ว่าเขาคือกุญแจที่ไขคดีค้างที่สุดของออสเตรเลีย คนนับล้านที่อัปโหลด DNA เข้าฐานข้อมูลเหล่านี้กำลังสร้างทรัพยากรที่ไม่มีใครเคยมี ฐานข้อมูลพันธุกรรมที่ครอบคลุมประชากรหลายเปอร์เซ็นต์ของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งหมายความว่าในอนาคต ศพไร้ชื่อทุกศพในประเทศพัฒนาแล้วอาจถูกระบุตัวได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่ใช่ 74 ปี
บทเรียนที่สอง สำหรับธุรกิจที่อยู่บนตลาด narrative-driven หรือตลาดที่ขายเรื่องเล่ามากกว่าผลิตภัณฑ์ ตลอดเจ็ดสิบสี่ปี อุตสาหกรรมความลึกลับสร้างมูลค่ามหาศาลจาก Somerton Man มีหนังสือถูกตีพิมพ์อย่างน้อยสามสิบเล่ม สารคดีจาก ABC, BBC, History Channel, Netflix นับสิบเรื่อง พอดแคสต์หลายร้อยตอน ทุกชิ้นใช้คำว่า "สายลับ" "รหัส" "Cold War" เป็น keyword ที่สร้างยอดวิว เมื่อ DNA เปิดเผยว่าเขาเป็น Carl Webb ช่างทำเครื่องมือจาก Melbourne ที่ป่วยทางจิตและฆ่าตัวตายเพราะภรรยาทิ้ง อุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบทันที
ลองค้น Google ในวันที่บทความนี้ถูกเขียน คำว่า "Somerton Man spy" ยังให้ผลลัพธ์มากกว่าคำว่า "Somerton Man Carl Webb" หลายเท่า สี่ปีหลังการเปิดเผยตัวตน ตลาดยังคงต้องการเรื่องเล่าเก่าที่ขายดีกว่าความจริงใหม่ที่ขายไม่ออก