15 เม.ย. เวลา 08:56 • ประวัติศาสตร์

เรื่องน่าเศร้าของศพชายนิรนามแห่งหาด Somerton

วันที่ 1 ธันวาคม 1948 เวลาประมาณหกโมงครึ่งเช้า สองนักขี่ม้าชื่อ Horrie Patching และ Neil Day กำลังออกกำลังม้าของพวกเขาบนหาด Somerton Park ทางตอนใต้ของเมือง Adelaide ประเทศออสเตรเลีย เมื่อพวกเขาเห็นบางอย่างผิดปกติพิงอยู่กับกำแพงกั้นทะเล
ชายคนหนึ่งใส่สูทเต็มยศ รองเท้าหนังขัดเงา ผมหวีเรียบ นั่งพิงกำแพงในท่าสบายๆ ขาไขว้ไปข้างหน้า มีบุหรี่สูบไปครึ่งมวนวางอยู่บนปกเสื้อโดยไม่มีรอยไหม้บนผ้า เหมือนคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่แล้วเผลอหลับไป
แต่เขาไม่ได้หลับ เขาตายแล้ว
นี่คือจุดเริ่มต้นของคดีที่นักสืบออสเตรเลียและนักทฤษฎีสมคบคิดทั่วโลกใช้เวลาเจ็ดสิบสี่ปีพยายามไข ในเอกสารทางการจะเรียกชายคนนี้ว่า Somerton Man เป็นเวลานานพอที่จะกลายเป็นชื่อมากกว่าคำอธิบาย และในระหว่างเจ็ดสิบสี่ปีนั้น สิ่งที่ตำรวจ Adelaide ค้นพบทีละน้อยกลายเป็นรายการของปริศนาที่ดูเหมือนถูกออกแบบมาให้ไม่มีคำตอบ
ชายคนนั้นไม่มีบัตรประจำตัว ไม่มีกระเป๋าสตางค์ ไม่มีเงินสดแม้แต่เหรียญเดียว และที่สำคัญที่สุด ป้ายชื่อยี่ห้อทุกชิ้นบนเสื้อผ้าของเขาถูกตัดออก เสื้อสูท เสื้อเชิ้ต กางเกง ทุกชิ้นไม่มีป้ายระบุที่มา ในยุคที่เสื้อผ้าทุกชิ้นมีป้ายของห้างหรือช่างตัด นี่คือสิ่งที่คนทำเฉพาะเมื่อต้องการไม่ให้ใครสาวกลับไปถึงตัวได้
นักพยาธิวิทยาชื่อ Dr John Barkley Bennett ทำการชันสูตรในวันเดียวกัน ม้ามของชายคนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าปกติสามเท่า ตับมีเลือดคั่ง กระเพาะอาหารมีเลือด ทุกอย่างชี้ไปที่การถูกวางยาพิษ แต่การตรวจทางพิษวิทยาในห้องปฏิบัติการของ Adelaide ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นไม่พบสารพิษใดๆ ที่รู้จัก ผู้เชี่ยวชาญสามคนที่ขึ้นให้การในการสอบสวนของ coroner ทุกคนสรุปว่าการตาย "ไม่ใช่ตามธรรมชาติ" แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าคืออะไร
ข้อสังเกตเล็กๆ จากการชันสูตรที่กลายเป็นปริศนาในตัวเอง น่องของเขามีกล้ามเนื้อพัฒนาผิดปกติ สูงและชัดเจนเหมือนคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ ผู้ทำหน้ากากศพ Paul Lawson ระบุว่ารูปร่างน่องเช่นนี้พบในนักเต้นบัลเลต์ชาย เขาเกิดมาโดยไม่มีฟันกรามน้อยบนสองซี่ซึ่งเป็นความบกพร่องทางพันธุกรรมที่หายาก มือของเขานุ่มไม่มีรอยด้าน บ่งชี้ว่าเขาไม่ได้ทำงานใช้แรง แต่เล็บมือและเล็บเท้าถูกตัดอย่างประณีต
หกสัปดาห์ต่อมาที่สถานีรถไฟ Adelaide เจ้าหน้าที่ฝากของพบกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลที่ถูกฝากไว้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1948 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศพจะถูกพบ ภายในมีเสื้อชั้นใน ชุดนอน ชุดคลุมอาบน้ำ ทุกชิ้นไม่มีป้ายยี่ห้อยกเว้นสามชิ้นที่มีชื่อ "T. Keane" หรือ "Keane" ปักอยู่ ตำรวจค้นทั่วออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไม่พบ T. Keane ที่หายไปคนใดที่ตรงกับศพเลย
ในกระเป๋ายังมีไขควงไฟฟ้า มีดที่ลับคม กรรไกรในซองหนัง และพู่กันสำหรับ stencil ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ใช้ในงานเฉพาะทาง ช่างตัดเสื้อชาว Adelaide ที่ตำรวจเรียกมาให้ความเห็นยืนยันว่าเสื้อโค้ตในกระเป๋าผลิตในสหรัฐอเมริกา เพราะใช้เทคนิค feather-stitching ที่มีเฉพาะเครื่องจักรอเมริกันในยุคนั้น
แต่สิ่งที่กลายเป็นหัวใจของคดีนี้คือสิ่งที่นักพยาธิวิทยาคนที่สอง John Cleland พบในเดือนพฤษภาคม 1949 หกเดือนหลังการพบศพ ในการตรวจซ้ำ Cleland พบกระเป๋าซ่อนเล็กๆ ในกางเกงที่ทุกคนพลาดไปก่อนหน้านี้ ภายในมีเศษกระดาษม้วนแน่นเล็กกว่าเหรียญสตางค์ บนกระดาษมีตัวอักษรพิมพ์ด้วยฟอนต์สวยงามสองคำ
"Tamám Shud"
ภาษาเปอร์เซีย แปลว่า "จบแล้ว"
ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งของ Adelaide Advertiser จำคำนี้ได้ว่ามาจากบทกวีโบราณของ Omar Khayyam กวีและนักดาราศาสตร์ชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 12 เรื่อง Rubáiyát ตำรวจประกาศหาหนังสือที่ขาดหน้าสุดท้ายต่อสาธารณะ ชายคนหนึ่งที่ไม่ระบุชื่อโทรเข้ามาบอกว่าเขาพบหนังสือเล่มหนึ่งทิ้งอยู่ในรถของเขาที่จอดไว้แถว Glenelg ในคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน 1948 ซึ่งเป็นคืนเดียวกับที่ศพปรากฏบนหาด
หนังสือเล่มนั้นคือ Rubáiyát ฉบับแปลของ Edward FitzGerald ปี 1859 หน้าสุดท้ายขาดหายไปตรงตำแหน่งที่ควรเป็นคำว่า "Tamám Shud" และเศษกระดาษในกระเป๋าศพเข้ากันพอดีกับรอยฉีกในหนังสือ
แต่ที่หลังปกใน นักสืบชื่อ Lionel Leane พบสิ่งที่ทำให้คดีนี้เปลี่ยนทิศทางจากคดีท้องถิ่นเป็นปริศนาระดับโลก เบาๆ ด้วยดินสอ มีรหัสห้าบรรทัดที่เขียนแบบกดทับ บรรทัดที่สองถูกขีดฆ่า
WRGOABABD
MLIAOI
WTBIMPANETP
MLIABOAIAQC
ITTMTSAMSTGAB
นักรหัสจาก FBI นักรหัสจาก Scotland Yard นักรหัสจากกองทัพเรือออสเตรเลียและสหรัฐ ทุกคนพยายามถอดรหัสนี้ตลอดเจ็ดสิบกว่าปี ไม่มีใครสำเร็จ และยังมีหมายเลขโทรศัพท์ในท้องถิ่นเขียนอยู่ใกล้ๆ
หมายเลขนั้นเป็นของพยาบาลวัยยี่สิบเจ็ดปีชื่อ Jessica Ellen "Jo" Thomson ซึ่งใช้นามสกุลเดิม Harkness ในขณะนั้น เธออาศัยอยู่ห่างจากจุดที่พบศพเพียงห้าร้อยเมตร เมื่อตำรวจไปสอบสวน เธอปฏิเสธว่าไม่รู้จักชายคนนี้ แต่เมื่อตำรวจให้เธอดูหน้ากากปูนปลาสเตอร์ของศพ Paul Lawson ผู้ทำหน้ากากเล่าในภายหลังว่าเธอเกือบเป็นลม จากนั้นเธอก็ปฏิเสธอีกครั้งและไม่ยอมมองหน้ากากครั้งที่สอง
ตลอดชีวิตที่เหลือ Jo Thomson ไม่เคยยอมรับว่ารู้จักชายคนนี้ ลูกสาวของเธอชื่อ Kate ให้สัมภาษณ์รายการ 60 Minutes ในปี 2014 ว่าแม่ของเธอเชื่อว่าเป็นความลับที่ "อยู่ในระดับสูงกว่าตำรวจ" และ Kate เชื่อว่าแม่ของเธอเป็นสายลับโซเวียต เพราะแม่ของเธอพูดภาษารัสเซียได้และมีพฤติกรรมหวาดระแวง
จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเข้าทาง การตายของชายคนหนึ่งที่หาดในเดือนธันวาคม 1948 เกิดขึ้นแค่หนึ่งปีหลังจากสงครามเย็นเริ่มต้น Adelaide ในยุคนั้นอยู่ห่างจากฐานทดสอบจรวด Woomera และเหมืองยูเรเนียม Radium Hill ของออสเตรเลียในระยะที่สายลับสนใจ การตัดป้ายเสื้อผ้าทั้งหมด การใช้รหัสในหนังสือบทกวี ปลายเปอร์เซีย พยาบาลที่พูดรัสเซียได้ ทุกอย่างฟิตพอดีเข้ากับนิยายสายลับยุคนั้นจนคนเชื่อทันที
มีรายละเอียดที่ทำให้ทฤษฎีสายลับยิ่งหนัก ในปี 1945 ชายอีกคนชื่อ George Marshall ถูกพบเสียชีวิตในซิดนีย์ พร้อมหนังสือ Rubáiyát ของ Omar Khayyam อยู่ข้างศพ Jo Thomson ยังเคยมอบหนังสือ Rubáiyát อีกเล่มให้ทหารชื่อ Alfred Boxall ในช่วงสงครามที่ Sydney ตำรวจคิดในช่วงแรกว่าศพบนหาดอาจคือ Boxall จนกระทั่งพบว่า Boxall ยังมีชีวิตอยู่ที่ซิดนีย์และยังมีหนังสือของเขาอยู่กับเขา หนังสือบทกวีโบราณเปอร์เซียเล่มเดียวกันโผล่ขึ้นมาสามครั้งในสามคดีลึกลับในออสเตรเลียในเวลาห่างกันเพียงสามปี
ตลอดเจ็ดสิบกว่าปีต่อมา ทฤษฎีเกี่ยวกับชายคนนี้มีตั้งแต่สายลับโซเวียตที่ถูกหน่วยข่าวกรองตะวันตกฆ่า สายลับตะวันตกที่ถูก KGB ฆ่า ผู้ลักลอบขายตลาดมืดที่ถูกพรรคพวกเล่นงาน นักเต้นบัลเลต์ที่หนีจากยุโรปตะวันออก ชายชู้ที่ถูกแฟนสาววางยา ทูตลับของจักรวรรดิอังกฤษที่หายไปในภารกิจ ทุกทฤษฎีมีหนังสือ มีสารคดี มีพอดแคสต์ของตัวเอง ชายคนนี้กลายเป็นจุดร่วมของวัฒนธรรม conspiracy theory ของออสเตรเลียทั้งประเทศ
ในปี 1995 นักวิชาการคนหนึ่งจาก University of Adelaide ชื่อ Derek Abbott ได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เขาเป็นวิศวกรไฟฟ้าและฟิสิกส์ ไม่ใช่นักสืบ แต่บางสิ่งในคดีนี้ทำให้เขาหยุดคิดไม่ได้ เขาเริ่มขุดเอกสารเก่า สัมภาษณ์คนที่ยังมีชีวิตจากยุค 1948 และค่อยๆ สะสมหลักฐานเป็นเวลาสิบกว่าปี
ในปี 2009 เขาตามไปหา Jo Thomson แต่พบว่าเธอเสียชีวิตในปี 2005 เขาได้พูดกับ Kate ลูกสาวของเธอแทน Kate เล่าให้เขาฟังว่าแม่ของเธอท้องลูกชายคนแรกชื่อ Robin Thomson ก่อนที่จะแต่งงานกับ George Thomson สามี Abbott เริ่มสงสัยว่าพ่อแท้จริงของ Robin อาจเป็น Somerton Man เขาดูภาพถ่ายของ Robin และเห็นสิ่งที่ทำให้เขานิ่งงัน
Robin Thomson เกิดมาโดยไม่มีฟันกรามน้อยบนสองซี่เหมือนกับ Somerton Man ซึ่งเป็นความบกพร่องทางพันธุกรรมที่พบในประชากรน้อยกว่าหนึ่งในหมื่น และ Robin ยังเคยเป็นนักเต้นบัลเลต์ของ Australian Ballet ซึ่งอธิบายน่องที่พัฒนาผิดปกติของ Somerton Man ได้
Abbott หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้นานมากจนเขาตามหาหลานสาวของ Jo Thomson ลูกสาวของ Robin ชื่อ Rachel Egan ทั้งคู่พบกันเพราะการสืบสวนของเขา ตกหลุมรัก และแต่งงานกันในปี 2010 มีลูกด้วยกันสามคน ตลอดเวลานั้น Abbott เชื่อมาตลอดว่าภรรยาของเขาคือเหลนของ Somerton Man
แต่ความเชื่อไม่ใช่หลักฐาน Abbott รู้ดี
ในปี 2011 เขาทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เขาขอตำรวจ South Australia ให้เข้าถึงหน้ากากปูนปลาสเตอร์ของ Somerton Man ที่เก็บอยู่ใน South Australia Police Museum ตั้งแต่ปี 1949 เมื่อ Paul Lawson ทำหน้ากากนั้น เขาเทปูนปลาสเตอร์ลงบนใบหน้าของศพเพื่อเก็บรูปทรงไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อเทปูนลงไป เส้นผมและขนคิ้วบางเส้นของศพติดอยู่ในปูน เมื่อปูนแห้งและแกะออกจากใบหน้า เส้นผมเหล่านั้นยังคงฝังอยู่ในหน้ากากตลอด 62 ปีถัดมา ไม่มีใครคิดที่จะทำอะไรกับมัน
Abbott ดึงเส้นผมออกมาได้ 50 เส้นและส่งให้ Australian Centre for Ancient DNA ที่ University of Adelaide
ปัญหาแรกคือเส้นผมที่ไม่มีรากอย่างที่ติดในปูนปลาสเตอร์มี DNA น้อยมากและเสื่อมสภาพ เส้นผมประเภทนี้เรียกว่า rootless hair และเป็นหนึ่งในวัสดุชีวภาพที่สกัด DNA ยากที่สุดในวงการนิติเวช ทีมวิจัยที่ Adelaide ใช้เวลาเจ็ดปีพยายามต่างๆ นานา จนในปี 2018 พวกเขาสกัด DNA mitochondria สมบูรณ์ออกมาได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
แต่ DNA mitochondria มีข้อจำกัดสำคัญ มันส่งทอดทางสายแม่อย่างเดียว ใช้ระบุได้แค่ว่า Somerton Man เป็นชาวยุโรปคอเคเซียน อยู่ในกลุ่ม haplogroup H4a1a1a ซึ่งพบในชาวยุโรปประมาณ 1% เท่านั้น ใช้ระบุตัวตนเฉพาะคนไม่ได้ และที่เจ็บที่สุดสำหรับ Abbott คือ DNA mitochondria ไม่สามารถใช้ทดสอบได้ว่า Rachel Egan ภรรยาของเขาเป็นญาติของ Somerton Man หรือไม่ เพราะถ้าเชื่อมโยงผ่าน Robin Thomson ความสัมพันธ์จะเป็นทางสายพ่อ ไม่ใช่สายแม่
เขาต้องรอเทคโนโลยีใหม่
มันมาในปี 2021 เมื่อเทคนิคที่เรียกว่า autosomal SNP analysis ก้าวหน้าพอที่จะสกัด DNA แบบ autosomal ออกจากเส้นผมไม่มีรากได้ ซึ่งเป็น DNA ที่สืบทอดจากทั้งพ่อและแม่ และสามารถใช้ในการระบุตัวตนแบบเฉพาะคน Abbott ติดต่อ Colleen Fitzpatrick นักลำดับพันธุกรรมเชิงนิติเวชชาวอเมริกันที่เคยทำงานกับคดี Amelia Earhart และคดี Northwest Flight 4422 มาก่อน เพื่อเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า forensic genetic genealogy
นี่คือเทคนิคเดียวกับที่ใช้จับ Golden State Killer ในแคลิฟอร์เนียในปี 2018 และเป็นเทคนิคที่เปลี่ยนวงการสืบสวนคดีค้างทั่วโลก วิธีคือไม่ใช่การเปรียบเทียบ DNA ของผู้ต้องสงสัยกับฐานข้อมูลตำรวจ แต่เป็นการอัปโหลด DNA ของเหยื่อหรือผู้ต้องสงสัยเข้าไปในฐานข้อมูล genealogy สาธารณะ เช่น GEDmatch ที่คนทั่วไปอัปโหลด DNA ของตัวเองเข้าไปเพื่อหาญาติที่ไม่รู้จักผ่านบริการอย่าง Ancestry.com, 23andMe และ FamilyTreeDNA
Fitzpatrick อัปโหลด DNA ของ Somerton Man เข้าฐานข้อมูล GEDmatch ระบบเปรียบเทียบ DNA นี้กับคนหลายล้านคนที่อัปโหลดเข้ามาก่อนหน้านี้ และพบ DNA ที่ตรงกันบางส่วนกับชายชาวออสเตรเลียคนหนึ่งชื่อ Jack Hargreaves ที่อาศัยอยู่ในรัฐ Victoria การตรงกันบ่งบอกว่าทั้งคู่เป็นญาติห่างประมาณ third cousin หรือ fourth cousin ที่มีบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อสามถึงสี่รุ่นก่อน
จุดสำคัญที่ทำให้กระบวนการนี้ทำงานได้คือ Hargreaves เคยใช้เวลาสร้างต้นไม้ครอบครัวของตัวเองอย่างละเอียดบน Ancestry.com มาก่อน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นญาติของศพปริศนาที่สุดของออสเตรเลีย เขาแค่อยากรู้ว่าบรรพบุรุษของเขาคือใคร และต้นไม้ที่เขาสร้างกลายเป็นกุญแจที่ Abbott และ Fitzpatrick ต้องการ
ในปี 1948 ตอนที่ Somerton Man ตายบนหาด เทคโนโลยีนี้ยังไม่มี ในปี 1995 ตอนที่ Abbott เริ่มสนใจคดี เทคโนโลยีนี้ยังไม่มี Hargreaves เพิ่งเริ่มสร้างต้นไม้ครอบครัวบน Ancestry.com ในช่วงปี 2010 เพื่อความสนุกของตัวเอง โดยไม่รู้ว่าเขากำลังสร้างกุญแจที่จะไขคดีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศตัวเอง
จากต้นไม้ของ Hargreaves Fitzpatrick ขยายมันออกไป เพิ่มชื่อของพี่น้อง ลูก หลาน เหลน ของบรรพบุรุษทุกคน และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนเกิดตาย ทะเบียนสมรส บันทึกการรับราชการในสงครามโลก หนังสือพิมพ์เก่า และสำมะโนประชากรของออสเตรเลีย ใช้เวลาหลายเดือนทำงานเต็มเวลา จนต้นไม้ขยายไปจนมีชื่อประมาณ 4,000 คน ครอบคลุมทั้งฝ่ายแม่และฝ่ายพ่อของบรรพบุรุษร่วมของ Hargreaves
จากนั้นเป็นเรื่องของการกรองอย่างเป็นระบบ ในต้นไม้ 4,000 ชื่อนั้น Fitzpatrick กรองเอาเฉพาะผู้ชายที่เกิดระหว่างปี 1898 ถึง 1908 เพราะ Somerton Man มีอายุประมาณ 40-50 ปีตอนเสียชีวิตในปี 1948 เหลือผู้ชายประมาณ 200-300 คน จากนั้นกรองอีกชั้น เอาเฉพาะคนที่ไม่มีบันทึกการเสียชีวิตในประเทศออสเตรเลียหรือที่ไหนเลย เพราะ Somerton Man ถูกฝังในหลุมศพไร้ชื่อ ไม่มีใครเคยลงทะเบียนการเสียชีวิตของเขา
ในกลุ่มที่กรองเสร็จแล้ว มีชายคนหนึ่งโดดเด่นออกมา ชื่อของเขาปรากฏในต้นไม้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 แต่ Abbott และ Fitzpatrick ยังไม่กล้าฟันธง
Carl Webb เกิด 16 พฤศจิกายน 1905 ที่ Footscray Melbourne บันทึกสุดท้ายของเขาในเอกสารทางการคือเดือนเมษายน 1947 เมื่อเขาออกจากบ้านที่ Bromby Street และหายไปจากประวัติศาสตร์ ไม่มีบันทึกการเสียชีวิต ไม่มีหลุมศพ ไม่มีพินัยกรรม ไม่มีอะไรเลย Dorothy ภรรยาของเขาต้องลงประกาศในหนังสือพิมพ์ในปี 1951 บอกว่า "ตอนนี้อยู่ที่ใดไม่ทราบ" เพื่อหย่ากับคนที่หายไป
Abbott พูดในภายหลังว่า "เรามีคน 4,000 คน และมีชื่อนี้ Carl Webb อยู่ในกลุ่ม 4,000 คนนั้นที่เรามีความสงสัย เรามีชื่อนั้นในต้นไม้ตั้งแต่เร็วๆ ประมาณเดือนมีนาคม แต่เราไม่มีหลักฐานว่านี่คือ Somerton Man"
เพื่อยืนยัน Abbott และ Fitzpatrick ต้องหา DNA ของญาติใกล้ชิดของ Carl Webb มาเปรียบเทียบกับ DNA ของ Somerton Man โดยตรง นี่คือส่วนที่ใช้เวลานานที่สุด พวกเขาต้องตามหาญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Carl Webb ซึ่ง Carl ไม่มีลูก พี่น้องเขาส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดแล้ว ต้องไล่ลงไปถึงรุ่นหลานและเหลน
Fitzpatrick ใช้วิธีติดต่อคนที่อาจเป็นญาติของ Carl ผ่าน Ancestry.com ทีละคน ขอให้ทำการทดสอบ DNA และเปรียบเทียบ บางคนตอบรับ บางคนไม่ตอบ บางคนเชื่อว่าเป็น scam
แล้วสิ่งที่ Fitzpatrick ตามหาก็เกิดขึ้น สิ่งที่นักลำดับพันธุกรรมเรียกว่า triangulation คือการที่ DNA ของ Somerton Man ตรงกันกับญาติห่างหลายคนพร้อมกัน และญาติเหล่านั้นเชื่อมโยงกลับไปได้ทั้งทางฝ่ายแม่ของ Carl Webb (Eliza Amelia Grace นามสกุลเดิม Morris) และทางฝ่ายพ่อของ Carl Webb (Richard August Webb)
Fitzpatrick อธิบายในภายหลัง "ในซุปและมหาสมุทรของญาติทาง DNA นี้ เราสามารถเชื่อมโยงคนหนึ่งกลับไปถึงพ่อของ Carl และอีกคนกลับไปถึงแม่ของ Carl คุณกรองมันลงได้มากเสียจนมันอาจเป็นพี่น้องคนใดคนหนึ่งของ Carl ก็ได้ แต่ Carl คือคนเดียวที่ไม่มีบันทึกการตาย"
นี่คือ smoking gun ของคดีนี้ ถ้า DNA ของ Somerton Man ตรงกับญาติทางฝ่ายแม่ของ Carl เท่านั้น เขาอาจเป็นพี่น้อง ลุง หรือญาติคนอื่นในสายแม่ ถ้าตรงกับฝ่ายพ่อเท่านั้น เขาอาจเป็นญาติทางสายพ่อ แต่เมื่อตรงทั้งสองสาย หมายความว่าเขาคือลูกของพ่อและแม่ของ Carl โดยตรง และในจำนวนพี่น้องทั้งหมดของ Carl Webb มีเพียง Carl คนเดียวที่ไม่มีบันทึกการเสียชีวิต
วันที่ 23 กรกฎาคม 2022 ผลการทดสอบ DNA จากญาติคนสุดท้ายมาถึงและยืนยันการตรงกัน Abbott โทรไป Fitzpatrick ทันที วันที่ 26 กรกฎาคม 2022 พวกเขาประกาศต่อสาธารณะ Somerton Man มีชื่อแล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดเผยชื่อนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึง DNA แสดงให้เห็นว่า Carl Webb ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมใดๆ กับ Robin Thomson ลูกของ Jo Thomson หมายความว่า Rachel Egan ภรรยาของ Abbott ซึ่งเป็นหลานของ Jo ผ่าน Robin ไม่ได้เป็นเหลนของ Somerton Man เลย ความเชื่อที่ Abbott ใช้ขับเคลื่อนการสืบสวนตลอดสิบกว่าปี และเป็นเหตุผลที่เขาแต่งงานและสร้างครอบครัวกับใครคนหนึ่ง คือความเชื่อที่ผิด
"มันเป็นความตึงเครียดของการไม่รู้สักทาง" Abbott กล่าวกับ CNN ในวันประกาศ "ความโล่งใจที่ได้รู้ความจริง"
เป็นประโยคของคนที่เลือกความจริงมากกว่าเรื่องเล่าที่อยู่ด้วยมาทั้งชีวิต
แล้วชายในกระเป๋าเดินทางของ T. Keane ในเสื้อผ้าอเมริกันที่หาด Adelaide ในวันธันวาคม 1948 เป็นใครจริงๆ
Carl Webb เป็นลูกคนสุดท้องในครอบครัวที่มีพี่น้องหกคน พ่อเป็นช่างทำขนมปัง เขาเรียนเป็นช่างไฟฟ้าและช่างทำเครื่องมือ ในวันที่ 4 ตุลาคม 1941 เขาแต่งงานกับ Dorothy "Doff" Robertson เภสัชกรอายุยี่สิบเอ็ดปี ทั้งคู่ย้ายเข้าอยู่อพาร์ตเมนต์ที่ถนน Bromby ใน South Yarra ชานเมือง Melbourne
Dorothy ให้การในภายหลังว่าชีวิตคู่ไม่มีความสุข Carl เป็นคนสันโดษ มีเพื่อนน้อย เข้านอนตอนหนึ่งทุ่มทุกคืน เงียบ แต่อารมณ์รุนแรงและรุนแรงทางกายเมื่อสิ่งใดไม่เป็นไปตามใจแม้แต่เรื่องเล็กที่สุด เขาชอบบทกวีและเขียนบทกวีของตัวเองหลายบท ในคำให้การของ Dorothy เธอกล่าวว่าบทกวีของเขา "ส่วนใหญ่เกี่ยวกับความตาย ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นความปรารถนาสูงสุดของเขา"
ในเดือนมีนาคม 1946 Dorothy พบเขานอนอยู่บนเตียงเปียกในสภาพจ้องไปในที่ว่างพูดไม่ออก เขาพยายามฆ่าตัวตายด้วยการสูดดม ether สารระเหยที่ Dorothy ในฐานะเภสัชกรเข้าถึงได้ เธอพยาบาลเขากลับมา และเขาตอบเธอว่าเธอ "โง่ที่ช่วยให้ฉันหายดี"
ระหว่างปี 1942 ถึง 1947 Carl สูญเสียญาติใกล้ชิดสี่คนในเวลาเจ็ดปี รวมถึงพี่ชายชื่อ Roy ที่เสียชีวิตในมาเลเซียระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในเดือนกันยายน 1946 Dorothy ทนไม่ไหวและออกจากบ้าน ในเดือนเมษายน 1947 Carl ออกจากอพาร์ตเมนต์ที่ Bromby Street และหายไปจากบันทึกทางการทั้งหมด ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน
ในเดือนตุลาคม 1951 สามปีหลังศพปรากฏที่หาด Somerton Dorothy ยื่นฟ้องหย่า เธอลงประกาศใน The Age หนังสือพิมพ์ Melbourne ที่บอกว่า "ถึง CARL WEBB ก่อนหน้านี้อยู่ที่ Bromby-street, South Yarra แต่ตอนนี้อยู่ที่ใดไม่ทราบ" และให้เวลาสามเดือนให้เขามาปรากฏตัวในศาล เมื่อเขาไม่มา ศาลให้การหย่าโดยเขาไม่ปรากฏตัวในเดือนเมษายน 1952
ในขณะที่ Dorothy ลงประกาศนั้น Carl ตายอยู่ในหลุมศพไร้ชื่อใน Adelaide มาแล้วเกือบสามปี และในขณะที่เธอลงประกาศ เธออาศัยอยู่ที่เมือง Bute ห่างจาก Adelaide เพียง 144 กิโลเมตร
นี่คือสิ่งที่ Abbott เชื่อว่าเป็นเหตุผลที่ Carl Webb อยู่ใน Adelaide ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 1948 พี่สะใภ้ของเขา Freda แต่งงานกับชายชื่อ Thomas Keane ซึ่งอธิบายเสื้อผ้าที่มีชื่อ T. Keane ในกระเป๋าเดินทาง ซึ่งน่าจะเป็นของพี่เขยที่ Carl ขอใช้ Keane เคยฝึกในแคนาดาและสหรัฐระหว่างสงคราม ซึ่งอธิบายเสื้อโค้ตที่ผลิตในอเมริกา และ Carl น่าจะเดินทางไป Adelaide เพื่อตามหา Dorothy ที่อยู่ที่ Bute ซึ่งห่างไม่กี่ชั่วโมงจากที่ที่เขาตาย
รหัสในหนังสือ Rubáiyát ที่นักรหัสจาก FBI และ Scotland Yard ถอดไม่ได้เป็นเวลาเจ็ดสิบปี Abbott เสนอว่าน่าจะเป็นชื่อย่อของม้าแข่งที่ Carl ใช้เดิมพัน เพราะบันทึกครอบครัวระบุว่า Carl เป็นนักเดิมพันม้าแข่งตัวยง ตัวอักษรตัวแรกของแต่ละบรรทัดอาจเป็นชื่อม้าหรือชื่อแข่งขันที่เขาเขียนไว้เป็นส่วนตัว ไม่ใช่รหัสสายลับ
ป้ายเสื้อผ้าที่ถูกตัดออกทั้งหมด ไม่ใช่การปกปิดตัวตนแบบสายลับ แต่เป็นวิธีปกติที่ผู้ชายที่ใช้เสื้อผ้าของคนอื่นจะตัดป้ายเพื่อไม่ให้คนเห็นชื่อเจ้าของจริง ซึ่ง Carl ใช้เสื้อผ้าของพี่เขย Keane
เรื่องของกล้ามเนื้อน่องที่พัฒนาผิดปกติ ในวงการนิติเวชสมัยใหม่ยอมรับว่ารูปร่างน่องเช่นนั้นพบในช่างเทคนิคและช่างกลที่ต้องเดินด้วยรองเท้าหนักบนพื้นโรงงานเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งตรงกับอาชีพของ Carl ในฐานะช่างทำเครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องเป็นนักเต้นบัลเลต์เลย
หนังสือ Rubáiyát ของ Omar Khayyam ในมือเขา ไม่ใช่รหัสสายลับ ไม่ใช่สมุดของคู่ขา แต่เป็นบทกวีที่ Carl รักจริงๆ บทกวีที่เกี่ยวกับความตาย การยอมรับชะตากรรม และการจากไปอย่างสง่างาม เป็นบทกวีที่เข้ากับชายที่เคยเขียนบทกวีของตัวเองเรื่องความตายและเคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน
"Tamám Shud" คำสองคำที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นรหัสของหน่วยข่าวกรองหรือสัญญาณของฆาตกรหรือคำสั่งจากเจ้านายลึกลับ คือบทสุดท้ายของบทกวีที่เขารัก และเป็นคำที่เขาฉีกออกมาเก็บไว้ในกระเป๋าเล็กที่สุดของกางเกงตัวเอง เป็นจดหมายลาที่สั้นที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุดที่ใครเคยเขียน เขียนเพื่อตัวเองเท่านั้น
Carl Webb อาจไปที่หาด Somerton ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 1948 หลังจากตามหา Dorothy ไม่พบ เขานั่งพิงกำแพงกั้นทะเล สูบบุหรี่ครึ่งมวน และดื่มสารพิษอะไรบางอย่างที่ห้องปฏิบัติการ Adelaide ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีตรวจพบได้ น่าจะเป็น digitalis หรือยาหัวใจ ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าดูสงบเหมือนคนหลับ หรืออาจเป็น barbiturates ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีการตรวจมาตรฐาน เขาตายในท่าที่นั่งสบาย ไม่ใช่ท่าของคนถูกฆาตกรรม
เรื่องของ Jo Thomson ที่เกือบเป็นลมเมื่อเห็นหน้ากากศพและไม่เคยยอมรับว่ารู้จัก ความเป็นไปได้ที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือเธอรู้จัก Carl จริงๆ จากช่วงเวลาที่เธออาศัยใน Melbourne แต่ในปี 1948 เธออยู่กับ Prosper Thomson ซึ่งยังมีภรรยาคนเดิม และเพิ่งคลอดลูกของ Prosper ชื่อ Robin การยอมรับว่ารู้จักชายแปลกที่ตายไม่กี่ร้อยเมตรจากบ้านเธอจะเปิดสถานการณ์ส่วนตัวของเธอให้คนตรวจสอบในแบบที่เธอจ่ายไม่ไหว เธอเลือกเงียบ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นสายลับ แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่อาศัยกับชายแต่งงานแล้วในสังคมออสเตรเลียปี 1948
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน กรณี Somerton Man เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่า data network effect หรือผลของเครือข่ายข้อมูล มูลค่าของฐานข้อมูลเช่น Ancestry.com, 23andMe และ GEDmatch ไม่ได้อยู่ที่ DNA ของลูกค้าแต่ละคนแยกกัน มันอยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างทุกคนในฐานข้อมูล ทุก DNA ที่ถูกอัปโหลดเข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับทุก DNA อื่นที่อยู่ในระบบแล้ว
Jack Hargreaves ที่อัปโหลด DNA ของตัวเองเพื่ออยากรู้ว่าบรรพบุรุษมาจากไหน ไม่รู้ว่าเขาคือกุญแจที่ไขคดีค้างที่สุดของออสเตรเลีย คนนับล้านที่อัปโหลด DNA เข้าฐานข้อมูลเหล่านี้กำลังสร้างทรัพยากรที่ไม่มีใครเคยมี ฐานข้อมูลพันธุกรรมที่ครอบคลุมประชากรหลายเปอร์เซ็นต์ของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งหมายความว่าในอนาคต ศพไร้ชื่อทุกศพในประเทศพัฒนาแล้วอาจถูกระบุตัวได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่ใช่ 74 ปี
นี่คือเหตุผลที่ valuation ของบริษัทเหล่านี้สูงมาก และเป็นเหตุผลที่รัฐบาลและบริษัทประกันภัยกำลังต่อสู้เพื่อเข้าถึงข้อมูลพันธุกรรมเหล่านี้ ผู้ลงทุนที่เข้าใจ data network effect รู้ว่ามูลค่าของ Ancestry.com ไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียมรายเดือน $19.99 ของลูกค้า มันอยู่ที่ฐานข้อมูลที่ลูกค้าสร้างให้บริษัทใช้โดยอาจไม่รู้ตัว
บทเรียนที่สอง สำหรับธุรกิจที่อยู่บนตลาด narrative-driven หรือตลาดที่ขายเรื่องเล่ามากกว่าผลิตภัณฑ์ ตลอดเจ็ดสิบสี่ปี อุตสาหกรรมความลึกลับสร้างมูลค่ามหาศาลจาก Somerton Man มีหนังสือถูกตีพิมพ์อย่างน้อยสามสิบเล่ม สารคดีจาก ABC, BBC, History Channel, Netflix นับสิบเรื่อง พอดแคสต์หลายร้อยตอน ทุกชิ้นใช้คำว่า "สายลับ" "รหัส" "Cold War" เป็น keyword ที่สร้างยอดวิว เมื่อ DNA เปิดเผยว่าเขาเป็น Carl Webb ช่างทำเครื่องมือจาก Melbourne ที่ป่วยทางจิตและฆ่าตัวตายเพราะภรรยาทิ้ง อุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบทันที
ลองค้น Google ในวันที่บทความนี้ถูกเขียน คำว่า "Somerton Man spy" ยังให้ผลลัพธ์มากกว่าคำว่า "Somerton Man Carl Webb" หลายเท่า สี่ปีหลังการเปิดเผยตัวตน ตลาดยังคงต้องการเรื่องเล่าเก่าที่ขายดีกว่าความจริงใหม่ที่ขายไม่ออก
มีอีกมิติที่ไม่มีใครพูดถึง Derek Abbott ใช้เวลาเกือบสามสิบปีของชีวิตตามหาตัวตนของชายที่เขาเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของภรรยา เขาแต่งงาน มีลูกสามคน สร้างครอบครัวบนความเชื่อนั้น และเมื่อ DNA ที่เขาช่วยขุดออกมาเปิดเผยความจริง คำตอบคือไม่ คำตอบคือเขาผิดมาตลอด คำตอบคือชายในหลุมศพไม่ใช่ใครที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวเขาเลย
แต่เขาประกาศคำตอบนั้นต่อสาธารณะอยู่ดี เพราะเขาเลือกความจริงมากกว่าเรื่องเล่าที่อยู่ด้วยมาทั้งชีวิต ในยุคที่เราต้องเลือกบ่อยๆ ระหว่างความจริงที่ทำให้เราเล็กลงกับเรื่องเล่าที่ทำให้เราใหญ่ขึ้น สิ่งที่ Abbott ทำในวันที่ 26 กรกฎาคม 2022 เป็นสิ่งที่หาได้ยาก
สำหรับคนที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับความลึกลับ Somerton Man ยังคงขายได้ ผู้ผลิตสารคดีรายใหม่ๆ ยังคงสร้างเนื้อหาแบบเดิม ผู้เขียนหนังสือใหม่ยังคงตั้งคำถามว่า "หรือว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นสายลับ" ในย่อหน้าสุดท้าย ทฤษฎี Carl Webb ของ Abbott ถูกกล่าวถึงสั้นๆ เป็นเชิงอรรถ ก่อนที่เนื้อหาจะกลับไปที่ Cold War, KGB, รหัสที่ถอดไม่ได้ และพยาบาลที่พูดรัสเซียได้
ตลาดของความลึกลับมีราคา และความจริงที่ธรรมดามักจะไม่ชนะในตลาดนั้น
Carl Webb ตายตามลำพังบนหาดในวันธรรมดาวันหนึ่ง ชายผู้อยากจบชีวิตเงียบๆเพียงลำพัง ร่างของเขากลับเป็นปริศนาที่โด่งดังที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ต
โฆษณา