20 เม.ย. เวลา 00:58 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

หรือสหรัฐเพิ่งได้ใช้อาวุธคลื่นเสียงที่สหภาพโซเวียตเคยคิดค้น?

วันที่ 3 มกราคม 2026 เวลาก่อนรุ่งอรุณ หน่วย Delta Force ของสหรัฐประมาณยี่สิบนายลงจากเฮลิคอปเตอร์ Chinook แปดลำเหนือ Fort Tiuna ใจกลาง Caracas เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ภารกิจชื่อ Operation Absolute Resolve มีเป้าหมายเดียว จับ Nicolás Maduro ประธานาธิบดีที่สหรัฐออกหมายจับในข้อหาค้ายาเสพติดและตั้งค่าหัวไว้ที่ห้าสิบล้านดอลลาร์
ทหารพิเศษมากกว่าสองร้อยนายเข้าร่วมปฏิบัติการ มีเครื่องบินขับไล่และทิ้งระเบิดประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบลำให้การคุ้มกัน ระเบิดต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง โดรนชนิดใหม่ที่กองทัพสหรัฐไม่เคยใช้ในสนามรบมาก่อนถูกปล่อยเป็นฝูง ทหารเวเนซุเอลาเสียชีวิตมากกว่าร้อยคน ทหารสหรัฐบาดเจ็บเจ็ดคนเท่านั้น Maduro และภรรยาถูกจับเป็นๆ และส่งตัวไปที่นิวยอร์ก
วันที่ 5 มกราคม รัฐบาลคิวบาประกาศไว้อาลัยสองวัน เพราะมีทหารและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองคิวบาจำนวนสามสิบสองคนเสียชีวิตในการป้องกัน Maduro ที่ Fort Tiuna เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงที่ฝังตัวในกองทัพเวเนซุเอลามาเป็นทศวรรษ
วันที่ 12 มกราคม คำให้การที่ไม่ระบุชื่อจาก guard ฝ่าย Maduro คนหนึ่งเริ่มแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย เขาบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้านั้นว่า "มันเหมือนคลื่นเสียงที่รุนแรงมาก ทันใดนั้นฉันรู้สึกเหมือนหัวกำลังระเบิดจากภายใน เราทุกคนเริ่มมีเลือดออกจากจมูก บางคนอาเจียนเป็นเลือด เราล้มลงกับพื้น ขยับไม่ได้"
Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาว แชร์โพสต์นั้นกับผู้ติดตาม 1.7 ล้านคนของเธอบน X พร้อมข้อความ "หยุดทำสิ่งที่กำลังทำอยู่และอ่านสิ่งนี้" และธงชาติอเมริกันชุดใหญ่ ทำเนียบขาวไม่ปฏิเสธว่าใช้อาวุธชนิดนี้ ไม่ยืนยัน เพียงแชร์เฉยๆ และนั่นคือสัญญาณที่ชัดที่สุดที่รัฐบาลสามารถส่งได้โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ ที่นักวิเคราะห์ทั้งโลกถามตรงกันคือ ถ้าสหรัฐใช้อาวุธคลื่นความถี่ของเสียงที่ทำให้ทหารเวเนซุเอลาและคิวบาเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด ขยับไม่ได้ ทำไม Maduro กับภรรยาที่อยู่ในอาคารเดียวกันถึงไม่มีอาการเดียวกัน ทำไมทั้งคู่ถูกจับเป็นๆ ในสภาพดี ขึ้นเครื่องบินไปนิวยอร์กและขึ้นศาลที่แมนฮัตตันได้ในไม่กี่วันต่อมา
คำตอบของคำถามนี้คือสิ่งที่อันตรายที่สุดของเรื่องทั้งหมด เพราะอาวุธปล่อยคลื่นความถี่ของเสียงและคลื่นวิทยุที่กำลังพูดถึงนี้ ไม่ใช่อาวุธที่ระเบิดออกครอบคลุมพื้นที่กว้าง มันคืออาวุธที่เล็งคนได้ทีละคน ห้องได้ทีละห้อง
อาการที่ guard เวเนซุเอลาบรรยาย ปวดหัวรุนแรงเหมือนหัวระเบิดจากภายใน เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด เป็นอัมพาตชั่วคราว นักวิเคราะห์อาวุธทั่วโลกจำได้ทันที เพราะมีรายชื่ออาการเดียวกันที่รายงานโดยเจ้าหน้าที่อเมริกันมาเป็นเวลาเกือบสิบปี ในชื่อที่ทุกคนรู้จัก
Havana Syndrome
วันที่ 13 มกราคม วันถัดมาเพียงหนึ่งวัน CNN เปิดเผยข่าวที่เปลี่ยนทุกอย่าง หน่วย Homeland Security Investigations ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ใช้เงิน Pentagon "แปดหลัก" หรือมากกว่าสิบล้านดอลลาร์ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาล Biden เพื่อซื้ออุปกรณ์ลับชนิดหนึ่ง อุปกรณ์นี้ขนาดเท่ากระเป๋าเป้สะพายหลัง ปล่อยคลื่นวิทยุแบบเป็นจังหวะ และมีชิ้นส่วนผลิตโดยรัสเซีย Pentagon ทดสอบมันต่อเนื่องมากว่าหนึ่งปี และเชื่อว่ามันสามารถสร้างผลกระทบเดียวกับที่เหยื่อ Havana Syndrome ทุกคนบรรยาย
วันเดียวกัน Mark Zaid ทนายความที่เป็นตัวแทนของเหยื่อ Havana Syndrome ประมาณสามสิบหกคน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ FBI, CIA, State Department และทหาร ออกมายืนยันบน X ว่าข่าวของ CNN ถูกต้อง รัฐบาลสหรัฐมีอุปกรณ์ชนิดนี้อยู่จริง เขาบอกว่าได้ยินข้อมูลเดียวกันจากหลายแหล่ง
ในเวลาห่างกันเพียงสิบวัน สามเหตุการณ์ที่ดูไม่เกี่ยวกันต่อกันเป็นภาพเดียว การจับ Maduro การให้การของ guard เวเนซุเอลา และการเปิดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐมีอาวุธชนิดที่เคยถูกปฏิเสธว่าไม่มีอยู่จริงเป็นเวลาเก้าปี
เพื่อเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นแผ่นดินไหวในวงการข่าวกรอง และทำไมการที่ Maduro ไม่โดนจึงเป็นหลักฐานที่ทรงพลังที่สุด ต้องย้อนกลับไปที่ปี 2016
ในเดือนพฤศจิกายน 2016 เจ้าหน้าที่ CIA และนักการทูตสหรัฐที่ประจำสถานทูตในกรุง Havana ประเทศคิวบา เริ่มรายงานอาการที่ไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์ บางคนได้ยินเสียงแหลมสูงมากในตอนกลางคืนคล้ายเสียงจิ้งหรีดยักษ์อยู่ในห้อง บางคนรู้สึกแรงกดทันทีที่ใบหน้าด้านหนึ่ง ตามมาด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดหัวรุนแรง สูญเสียการได้ยิน ความจำเสื่อม และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด สมองได้รับความเสียหายถาวรในระดับที่การสแกน MRI สามารถตรวจพบ
Dr. Michael Hoffer แพทย์ผู้อำนวยการโครงการการทรงตัวที่มหาวิทยาลัยไมอามี เป็นหนึ่งในแพทย์คนแรกที่ตรวจเหยื่อในคิวบา เขาเล่ารายละเอียดที่ทำให้นักวิเคราะห์อาวุธทั่วโลกตื่นตัว เหยื่อบอกเขาว่า "ถ้าพวกเขาเดินไปในที่อยู่อาศัย ลำคลื่นจะตามเขาไป แต่ในวินาทีที่เปิดประตูหน้าออกไป มันก็หยุด"
นี่ไม่ใช่อาวุธที่ระเบิดออกครอบคลุมพื้นที่ทั้งบ้าน นี่คืออาวุธที่ติดตามคนในห้องเฉพาะ และหยุดทำงานเมื่อคนเดินออกจากห้องนั้น
อาการเกิดเฉพาะที่บ้านของเหยื่อ หรือในห้องโรงแรมที่นักการทูตสหรัฐพักประจำ ในกรณีของครอบครัวเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐที่เซี่ยงไฮ้ พ่อแม่และลูกสองคนทุกคนได้รับผลกระทบในห้องเดียวกัน ลูกสาวล้มหน้าทิ่มสองครั้งโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ ในกรณีของภรรยาเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐที่ Tbilisi เธอโดนในห้องซักผ้าที่บ้านตัวเอง อาการรุนแรงพอที่ทำให้เธอต้องผ่าตัดสมองสองครั้ง
Mark Lenzi เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศที่ทำงานวิเคราะห์ภัยคุกคามอิเล็กทรอนิกส์ต่อสถานทูตสหรัฐ และถูกโจมตีในกวางโจวประเทศจีน บอก 60 Minutes ว่า "นี่คือการโจมตีที่เล็งจากระยะไกลใส่อพาร์ตเมนต์ของผมโดยตรง มันเป็นอาวุธ" เขาเชื่อว่าเขาถูกเล็งเพราะงานของเขา ไม่ใช่สุ่มเลือก
ทำเนียบขาวสมัย Obama เริ่มสอบสวน CIA ส่งทีมแพทย์ไปประเมิน เจ้าหน้าที่อเมริกันสองสิบสี่คนถูกระบุว่าได้รับผลกระทบในคิวบา จากนั้นรายงานเริ่มเข้ามาจากที่อื่น สถานทูตสหรัฐที่กวางโจวประเทศจีน เจ้าหน้าที่ที่ Tbilisi ประเทศจอร์เจีย ที่ Frankfurt เยอรมนี ที่กรุงเวียนนา ที่ฮานอย และที่น่าตกใจที่สุด ที่กรุง Washington DC เอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำเนียบขาวและที่บ้านของผู้บริหาร CIA
ภายในปี 2021 มีรายงานมากกว่าหนึ่งพันกรณีจากเจ้าหน้าที่อเมริกันทั่วโลก รวมถึงสมาชิกทีมงานทำเนียบขาว, FBI, กระทรวงต่างประเทศ, ทหารและครอบครัวของพวกเขา หน่วยข่าวกรองสหรัฐเรียกชื่อทางการว่า Anomalous Health Incidents หรือ AHI
ทฤษฎีจากแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษากรณีนี้ค่อนข้างชัดในเร็วๆ National Academies of Sciences ในรายงานปี 2020 ระบุว่าสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ "พลังงานความถี่วิทยุแบบเป็นจังหวะ" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สหภาพโซเวียตเริ่มศึกษาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ในโครงการที่ชื่อ "Moscow Signal" ซึ่งโซเวียตยิงคลื่นไมโครเวฟใส่สถานทูตสหรัฐในกรุงมอสโกตลอดเวลายี่สิบปีจนทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนเป็นมะเร็งและตายก่อนวัย
หลักการทำงานของอาวุธชนิดนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ Frey ที่นักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน Allan H. Frey ค้นพบในทศวรรษ 1960 เขาพิสูจน์ว่าการยิงคลื่นไมโครเวฟใส่คนทำให้คนได้ยินเสียงหึ่ง คลิก แม้ว่าอุปกรณ์จะไม่ได้ปล่อยคลื่นเสียงออกมาเลย เพราะคลื่นไมโครเวฟไปกระตุ้นกระดูกและเนื้อเยื่อในศีรษะให้ขยายตัวเล็กน้อย การขยายตัวนี้สร้างคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นภายในกะโหลกของเหยื่อเอง ไม่มีอุปกรณ์เสียงภายนอก
หมายความว่าคนที่ยืนข้างเหยื่อจะไม่ได้ยินอะไรเลย ในขณะที่เหยื่อได้ยินเสียงที่ดังจนทนไม่ไหว นี่คือเหตุผลที่อาวุธชนิดนี้เหมาะกับการลอบโจมตีเป้าหมายเฉพาะคน เพราะแม้แต่คนข้างๆ ก็ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
แต่เมื่อมาถึงคำถามที่สำคัญที่สุด ใครเป็นคนทำ คำตอบทางการของรัฐบาลสหรัฐเริ่มแปลกประหลาด
ในปี 2022 คณะกรรมการข่าวกรองที่ตรวจสอบ AHI กล่าวว่าบางกรณี "อาจ" เกิดจากพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเป็นจังหวะจากแหล่งภายนอก แต่ในเดือนมีนาคม 2023 Office of the Director of National Intelligence ภายใต้ Avril Haines ออกรายงานที่บอกว่า "เป็นไปได้น้อยมาก" ที่รัฐบาลต่างชาติจะเกี่ยวข้อง และสาเหตุน่าจะเป็น "เงื่อนไขทางการแพทย์ที่มีอยู่ก่อน โรคทั่วไป และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม" หรือพูดให้เข้าใจง่าย รัฐบาลสหรัฐบอกเหยื่อของตัวเองว่ามันเป็นแค่อาการเครียดและจินตนาการ
CIA Director Bill Burns ในเวลานั้นยืนยันรายงานนี้ Marc Polymeropoulos อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่เชื่อว่าตนเองถูกโจมตีในมอสโกในปี 2017 และต้องเกษียณก่อนกำหนดเพราะอาการสมองได้รับความเสียหายถาวร บอก CNN ในภายหลังว่า "ถ้ารัฐบาลสหรัฐได้ค้นพบอุปกรณ์เช่นนี้จริง CIA ควรขอโทษเหยื่อทั้งหมดอย่างเป็นทางการและต่อสาธารณะอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับวิธีที่เราถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนนอกคอก"
เหยื่อหลายคนรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกโดยรัฐบาลที่ตัวเองรับใช้ บางคนเกษียณเพราะเจ็บป่วยเกินไปที่จะทำงาน บางคนต้องผ่าตัดสมองหลายครั้ง หลายคนได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามีสมองได้รับการกระทบกระเทือนถาวร แต่ถูกบอกว่าเป็นอาการทางจิต
แล้วในเดือนมีนาคม 2024 ทุกอย่างเปลี่ยน
The Insider สื่ออิสระที่ตั้งอยู่ในลัตเวียและเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนรัสเซีย ร่วมมือกับ Der Spiegel ของเยอรมนี และรายการ 60 Minutes ของ CBS News เผยแพร่ผลการสืบสวนที่ใช้เวลาห้าปี การสืบสวนพบว่า Havana Syndrome หรือ AHI น่าจะเกิดจากอาวุธพลังงานชี้ทิศทางที่ใช้โดยสมาชิกของหน่วยลับ GRU Unit 29155 ของกองทัพรัสเซีย ซึ่งเป็นหน่วยลอบสังหารและก่อวินาศกรรมที่ขึ้นกับหน่วยข่าวกรองทหารรัสเซีย
GRU Unit 29155 ไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับนักวิเคราะห์ความมั่นคงระหว่างประเทศ มันคือหน่วยเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังการพยายามวางยา Sergei Skripal และลูกสาวของเขาด้วยสารพิษ Novichok ที่เมือง Salisbury ประเทศอังกฤษในปี 2018 หน่วยเดียวกับที่จัดการระเบิดคลังสรรพาวุธ Vrbětice ของเช็กในปี 2014 ซึ่งทำให้พลเรือนเสียชีวิตสองคน
หน่วยเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังความพยายามรัฐประหารใน Montenegro ในปี 2016 หน่วยเดียวกับที่วางระเบิดร้านอาหาร Bulgarian arms dealer Emilian Gebrev ในปี 2015 และหน่วยเดียวกับที่ CIA ประเมินว่าจ่ายเงินให้กลุ่ม Taliban เพื่อฆ่าทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน
หลักฐานที่ทีมสืบสวนนำเสนอมีหลายชั้น ชั้นแรกคือเอกสารทางการเงินของ GRU ที่ Christo Grozev นักสืบสวนอิสระชาวบัลแกเรียที่เคยทำงานกับ Bellingcat ขุดได้ เอกสารระบุว่าเจ้าหน้าที่ของ Unit 29155 ได้รับโบนัสสำหรับงาน "ศักยภาพที่เป็นไปได้ของอาวุธปล่อยคลื่นความถี่ของเสียงที่ไม่ถึงตาย" Grozev บอก Scott Pelley ของ 60 Minutes ในการสัมภาษณ์ "นี่คือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับใบเสร็จที่คุณจะมีได้สำหรับเรื่องนี้"
ชั้นที่สองคือการระบุตัวบุคคล ในเดือนตุลาคม 2021 ที่กรุง Tbilisi ภรรยาของอัยการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐที่ประจำสถานทูตที่นั่น เริ่มมีอาการในห้องซักผ้าของบ้านเธอเอง เธอเล่ากับ 60 Minutes ว่าก่อนเหตุการณ์เธอเห็นชายผมบลอนด์สูงประมาณ 6 ฟุต 2 นิ้วเดินวนเวียนแถวบ้าน เธอใช้นามแฝงว่า "Joy" เพื่อความปลอดภัย The Insider ส่งภาพชายชื่อ Albert Averyanov วัยยี่สิบสามปี ลูกชายของพลเอก Andrei Averyanov ผู้บัญชาการก่อตั้งของ Unit 29155 ให้ Joy ดู เธอยืนยันว่าเป็นชายคนเดียวกัน
ข้อมูลการเดินทางและบันทึกการโทรของ Albert Averyanov แสดงว่าเขาเดินทางและสื่อสารกับสมาชิก Unit 29155 อย่างต่อเนื่อง หมายเลขโทรศัพท์ของเขาอยู่ในสมุดโทรศัพท์ของสมาชิกหน่วยทุกคน Grozev บอกว่า "เขาถูกเลี้ยงให้เป็นสมาชิกของหน่วยตั้งแต่อายุสิบหก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นมากกว่าลูกของเจ้านาย เขาคือเพื่อนร่วมงานของคนเหล่านี้" ในเวลาที่เกิดเหตุ Tbilisi โทรศัพท์ของ Albert ถูกปิด แต่มีหลักฐานว่ามีคนใน Tbilisi ล็อกอินเข้าอีเมลส่วนตัวของเขาในช่วงเวลานั้น
ชั้นที่สามคือหลักฐานที่ Havana Syndrome เริ่มต้นก่อนที่จะมีชื่อด้วยซ้ำ ในปี 2014 สองปีก่อนเหตุการณ์ Havana ที่กรุง Frankfurt ประเทศเยอรมนี เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐที่ประจำสถานกงสุลที่นั่นถูกคลื่นพลังงานบางอย่างชนเข้าจนหมดสติ เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีสมองได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรง และในภายหลังสามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่ Unit 29155 ที่ตั้งฐานอยู่ในเจนีวาว่าคือบุคคลที่เขาเห็นใกล้ที่อยู่ของเขาก่อนถูกโจมตี เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังรัสเซียบุก Crimea
ชั้นที่สี่คือหลักฐานทางการแพทย์ กลุ่มเหยื่อ Havana Syndrome ส่วนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยกับโรคหายากชื่อ Minor's Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่กระดูกในหูชั้นในมีรู ทำให้ต้องผ่าตัดใส่แผ่นโลหะที่กะโหลก สถาบันวิจัยของรัสเซียในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่มีความเชื่อมโยงกับ Unit 29155 ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเฉพาะเรื่องผลของคลื่นอัลตราซาวด์และอินฟราซาวด์ต่อสมองมนุษย์ และโรงพยาบาลในเครือเดียวกันได้ทำวิจัยเรื่อง Minor's Syndrome อย่างเฉพาะเจาะจง
ชั้นที่ห้าคือหลักฐานจากภายในรัฐบาลสหรัฐเอง Greg Edgreen พันโทกองทัพบกที่เกษียณแล้ว เคยเป็นหัวหน้าการสืบสวน Havana Syndrome ของ Defense Intelligence Agency ตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2023 บอก 60 Minutes ว่าตามความเห็นของเขาสหรัฐกำลังถูก Putin โจมตี เขาสังเกตว่าเหยื่อร้อยละห้าถึงสิบของเจ้าหน้าที่ที่มีผลงานสูงสุดในแต่ละหน่วยงาน "และมีความเชื่อมโยงกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง มีบางมุมที่พวกเขาทำงานต่อต้านรัสเซีย โฟกัสเรื่องรัสเซีย และทำได้ดีมาก"
CIA Director Bill Burns ในการตอบสนองต่อการสืบสวนของ 60 Minutes ในปี 2024 ก็ยังคงยืนยันจุดยืนของหน่วยงานว่า "ไม่มีอะไรให้ดู" เหยื่อจำนวนมากเชื่อว่ามีหลักฐานอยู่ในมือของ CIA ที่พิสูจน์ว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลัง แต่ถูกซ่อนไว้ เจ้าหน้าที่ CIA ระดับสูงคนหนึ่งที่ The Insider สัมภาษณ์เรียกเรื่องนี้ว่า "การปิดบังที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็นในชีวิตผู้ใหญ่"
ในเดือนเมษายน 2024 ทันทีหลังการสืบสวนของ 60 Minutes ออกอากาศ กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐทั้งสองพรรคเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี Biden เรียกร้องให้มี "การประเมินใหม่" เกี่ยวกับ Havana Syndrome แต่รัฐบาล Biden ไม่เปลี่ยนจุดยืน
แต่ในความเงียบ บางสิ่งกำลังเปลี่ยน
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาล Biden เดือนมกราคม 2025 หน่วย Homeland Security Investigations ทำการลับๆ ที่ใครยังไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ จากใคร เพื่อซื้ออุปกรณ์มูลค่ากว่าสิบล้านดอลลาร์ Pentagon รับช่วงต่อและทดสอบมันต่อเนื่องในหน่วย Defense Department's Intelligence and Security เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปี ในปลายปี 2024 พวกเขาบรีฟผลการทดสอบให้คณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรอย่างลับ
อุปกรณ์นี้ขนาดเท่ากระเป๋าเป้สะพายหลัง ปล่อยคลื่นวิทยุแบบเป็นจังหวะ มีชิ้นส่วนผลิตจากรัสเซียแม้ตัวอุปกรณ์จะไม่ได้ทำในรัสเซียทั้งหมด นี่ตอบคำถามใหญ่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์มีเกี่ยวกับ Havana Syndrome ตลอดสิบปี ทำไมอาวุธที่ทรงพลังพอจะทำลายสมองคนถึงพกพาได้ คำตอบคือมันพกพาได้จริง
ในเดือนมีนาคม 2026 60 Minutes ออกอากาศตอนใหม่ที่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่ม รัฐบาลสหรัฐได้อุปกรณ์นี้มาจากเครือข่ายอาชญากรรมรัสเซีย ไม่ใช่จากตัวรัฐบาลรัสเซียโดยตรง และกำลังทดสอบมันกับสัตว์เพื่อทำความเข้าใจการทำงาน นี่บอกเป็นนัยว่าตลาดมืดของอาวุธชนิดนี้เปิดอยู่ และไม่ใช่แค่หน่วยข่าวกรองรัฐที่มีในมือ
แหล่งข่าวคนหนึ่งของ Sasha Ingber นักข่าวอิสระที่อยู่ในวงการ JSOC หรือกองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษร่วม บอกเธอว่าสหรัฐเองมีอาวุธที่ "ทำให้คุณคุกเข่า อาเจียน ควบคุมร่างกายไม่ได้" ที่รู้กันในวงการมานานแล้ว ถึงขนาดที่ในปี 2018 อิสราเอลขอ Pentagon ใช้อาวุธนี้กับชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แต่รัฐมนตรีกลาโหม James Mattis ปฏิเสธ
แล้วเดือนมกราคม 2026 ก็มาถึง
Operation Absolute Resolve เกิดขึ้นในวันที่ 3 มกราคม การจับ Maduro สำเร็จด้วยทหารพิเศษเพียงประมาณยี่สิบนาย ในขณะที่ทหารเวเนซุเอลาและที่ปรึกษาคิวบาจำนวนหลายร้อยที่ปกป้องเขาเสียชีวิตหรือไร้ความสามารถ คำให้การของ guard เวเนซุเอลาที่บอกว่าโดน "intense sound wave" ตรงกับอาการของ Havana Syndrome แต่รุนแรงกว่าและเฉียบพลันกว่ามาก
และนี่คือจุดที่กลับมาตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของเรื่อง ทำไม Maduro กับภรรยาที่อยู่ในอาคารเดียวกันถึงไม่โดน
คำตอบคือถ้าทฤษฎีการระบุเป้าหมายของอาวุธชนิดนี้ถูกต้อง การที่ลำคลื่นเล็งคนเฉพาะและตามคนได้ในห้อง การที่หยุดทำงานเมื่อคนเดินออกจากห้อง หมายความว่าผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครโดน ใครไม่โดน Maduro ที่ Pentagon ต้องการจับเป็นๆ เพื่อดำเนินคดีในศาลสหรัฐ ไม่อยู่ในรายชื่อเป้าหมาย Guard ทหารและที่ปรึกษาคิวบาที่ปกป้องเขาอยู่ในรายชื่อ
นี่คือเหตุผลเดียวกับที่อธิบายว่าทำไมเจ้าหน้าที่ CIA คนหนึ่งโดน แต่ภรรยานักการทูตในอพาร์ตเมนต์ข้างๆ ไม่โดน ทำไมนักการทูตอเมริกันสามคนใน Havana โดน ในขณะที่นักการทูตอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดาที่ใช้สถานทูตเดียวกันในยุคเดียวกันไม่มีรายงานอาการ
อาวุธชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อความแม่นยำตั้งแต่แรก เป้าหมายดั้งเดิมของรัสเซียคือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอเมริกันที่ทำงานเฉพาะ นั่นคือเหตุผลที่เหยื่อกระจุกตัวในกลุ่มที่ทำงานเรื่องรัสเซีย และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทุกคนในสถานทูตที่โดน Greg Edgreen บอกว่าเหยื่อคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดร้อยละห้าถึงสิบ ไม่ใช่ใครก็ได้ในอาคาร
แต่ก็ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่งที่ต้องวางคู่กันไว้ คำให้การของ guard เวเนซุเอลาอาจไม่ใช่หลักฐานของอะไรเลย
มันอาจเป็นข่าวปั่นของระบอบ Maduro เพื่ออธิบายความล้มเหลวอันน่าอับอายของกองทัพที่มีทหารเป็นแสน แต่ป้องกันประธานาธิบดีของตัวเองจากทหารยี่สิบคนไม่ได้ การโทษ "อาวุธลับอเมริกัน" ฟังดูดีกว่าการยอมรับว่ากองทัพล่ม และในตลาดของเรื่องเล่า ทฤษฎีสมคบคิดขายได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมันมีองค์ประกอบของอาวุธลับ มหาอำนาจ และความลึกลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
Thomas Withington นักวิจัยที่ Royal United Services Institute ของอังกฤษ บอกว่ามัน "เป็นไปได้อย่างยิ่ง" ที่หน่วยพิเศษสหรัฐใช้อุปกรณ์เสียงในการปราบ หน่วยอารักขาของ Maduro แต่เขาไม่เคยเห็นปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้กับอาวุธชนิดเดียวกัน
เขาเคยทดลองสัมผัสอุปกรณ์ดังกล่าวเอง และบรรยายว่ามัน "ไม่สบายอย่างน่ากลัว" "แต่อาการเลือดกำเดาไหลและผลกระทบทางสรีรวิทยาที่น่ากลัวเช่นนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม" Mark Zaid เองก็แยกประเด็นออกชัดเจน ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐมีอุปกรณ์จริง แต่บอกว่าเรื่องเวเนซุเอลานั้น "ไม่มีพื้นฐาน" แยกจากอุปกรณ์ที่ HSI ได้มา
อาการรุนแรงเช่นเลือดกำเดาไหลทั่ว อาเจียนเป็นเลือด อัมพาตหมู่ ไม่ใช่อาการมาตรฐานของ Havana Syndrome ที่เคยรายงาน อาการ Havana Syndrome ส่วนใหญ่เป็นปวดหัว เวียนศีรษะ ความจำเสื่อมที่ค่อยๆ พัฒนา ไม่ใช่หัวระเบิดในวินาทีเดียว ความเป็นไปได้ที่หน่วยอารักขาเวเนซุเอลาบรรยายเกินจริง หรือบรรยายอาการที่จริงๆ แล้วเกิดจากแรงระเบิดและคลื่นกระแทกของระเบิดจำนวนมหาศาลจากเครื่องบินหนึ่งร้อยห้าสิบลำ ก็มีน้ำหนักไม่น้อย
แล้วความจริงคืออะไร
ถ้าเชื่อหน่วยอารักขาของเวเนซุเอลา สหรัฐได้ใช้อาวุธคลื่นความถี่ของเสียงและคลื่นวิทยุที่ปกติใช้ในการลอบสังหารเงียบๆ อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในการจับประมุขประเทศ และการเปิดเผยของ CNN ในวันถัดมาเรื่องอุปกรณ์ที่ Pentagon ครอบครองสนับสนุนทฤษฎีนี้อย่างชัดเจน รัฐบาลทั่วโลกที่เห็นว่าอาวุธนี้ใช้งานได้จริง จะเริ่มเร่งหาทางครอบครอง ไม่ว่าด้วยการพัฒนาเอง การซื้อจากตลาดมืดเดียวกับที่สหรัฐใช้ หรือการขโมยจากใครก็ตามที่มีอยู่แล้ว นี่จะเปลี่ยนวงการอาวุธโลกในเวลาไม่กี่ปี
ถ้าไม่เชื่อหน่วยอารักขา คำให้การนั้นคือทฤษฎีสมคบคิดที่ระบอบ Maduro สร้างขึ้นเพื่อรักษาหน้า และทำเนียบขาวสหรัฐแชร์ต่อเพราะมันสร้างภาพของอำนาจที่ทรงพลัง น่ากลัว และหยุดยั้งไม่ได้ ในขณะที่ความจริงคือสหรัฐใช้แค่เทคโนโลยีดั้งเดิม ระเบิด โดรน และทหารพิเศษที่ฝึกมาดี ทำสิ่งที่สหรัฐทำได้เสมอเมื่อตัดสินใจจะทำ และเรื่อง Havana Syndrome เก้าปีที่ผ่านมาคือเรื่องแยกที่ยังคงเป็นปริศนา
ทั้งสองทฤษฎีอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ ทั้งสองทฤษฎีมีหลักฐานสนับสนุน และทั้งสองทฤษฎีจะทำให้คนที่เชื่อรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าคนที่เชื่ออีกฝ่าย และนั่นคือสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรัฐบาลสหรัฐที่อยากให้ศัตรูกลัว แต่ไม่อยากต้องตอบคำถามใดๆ ในที่สาธารณะเกี่ยวกับว่ามีอาวุธชนิดนี้จริงหรือไม่
ในยุคที่ความกำกวมคือยุทธศาสตร์ ความจริงไม่จำเป็นต้องถูกพิสูจน์ มันแค่ต้องน่าเชื่อพอที่จะทำให้ศัตรูคิดซ้ำสองก่อนจะลงมือสู้กับพวกเขา
โฆษณา