วันนี้ เวลา 02:43 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ทำไมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันสู่ดวงจันทร์ถึงดุเดือดขึ้น

ทำไมการแข่งขันรอบใหม่บนดวงจันทร์ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือเรื่องของแร่ที่แพงกว่าทอง 750 เท่า
วันที่ 10 เมษายน 2026 ห้าวันก่อนที่บทความนี้ถูกเขียน แคปซูล Orion ที่ชื่อ Integrity ลอยลงน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ San Diego หลังพานักบินอวกาศสี่คนบินอ้อมหลังดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี ภารกิจนี้ชื่อ Artemis II สั้นแค่สิบวัน ไม่มีการลงจอด ไม่มีการเก็บตัวอย่าง ไม่มีอะไรที่ Apollo ไม่เคยทำมาก่อน
แต่มันสำคัญในแบบที่ตัวเลขปกติบอกไม่ได้ เพราะมันคือการพิสูจน์ว่ามนุษยชาติยังไม่ลืมวิธีไปดวงจันทร์ และที่สำคัญกว่านั้น มันคือสัญญาณเริ่มต้นของการแข่งขันรอบใหม่ที่เดิมพันสูงกว่ายุคสงครามเย็นหลายเท่าตัว
วันที่ 21 กรกฎาคม 1969 Neil Armstrong เหยียบเท้าลงบนพื้นทะเลแห่งความสงบและพูดประโยคที่ทุกคนรู้จัก ตามด้วย Buzz Aldrin ที่ปักธงชาติอเมริกาบนพื้นที่ไม่มีลม ระหว่างปี 1969 ถึง 1972 มีนักบินอวกาศอเมริกัน 12 คนเดินบนดวงจันทร์ผ่านภารกิจ Apollo 11, 12, 14, 15, 16 และ 17 ทุกคนกลับมาทั้งเป็น ทุกครั้งสำเร็จ
จากนั้นมนุษย์ก็หยุด
ห้าสิบสี่ปีต่อมา ไม่มีใครเดินบนดวงจันทร์อีกเลย เด็กที่เกิดในวันที่ Apollo 17 ลงจอดครั้งสุดท้ายตอนนี้อายุ 53 ปี และตลอดชีวิตของเขา มนุษย์ไม่เคยออกพ้นวงโคจรต่ำของโลกอีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายน 2026 นี่คือช่องว่างที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การบินอวกาศของมนุษย์ และมันเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีถดถอย แต่เพราะแรงจูงใจหายไป
Apollo คือผลผลิตของสงครามเย็น เป็นการแข่งขันสองชาติที่ใช้กีฬาวิทยาศาสตร์เป็นสนามทดสอบว่าระบบไหนเหนือกว่า เมื่อโซเวียตล้มเหลวในการพัฒนาจรวด N1 ที่ระเบิดสี่ครั้งติดต่อกันระหว่างปี 1969-1972 อเมริกาก็ชนะการแข่งขัน และเมื่อชนะแล้ว แรงจูงใจในการกลับไปก็หายไปพร้อมกัน NASA ถูกตัดงบ โครงการ Apollo 18, 19, 20 ถูกยกเลิก จรวด Saturn V ที่เคยสร้างความน่าทึ่งกลายเป็นของโบราณในพิพิธภัณฑ์
แต่สิ่งที่ Apollo ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่รอยเท้าและธงชาติ มันคือแรงบันดาลใจที่หล่อเลี้ยงคนรุ่นหลัง คนที่ดู Apollo 11 ตอนเด็กในปี 1969 ตอนนี้อายุ 60 กว่าและบางคนเป็นวิศวกรของ SpaceX, NASA และ China Manned Space Agency เด็กที่ดู Artemis II ในปี 2026 อาจเป็นคนแรกที่ตั้งฐานถาวรบนดาวอังคารในปี 2060 แรงบันดาลใจเป็นทรัพยากรเดียวที่ใช้ไม่หมด แต่ก็เป็นทรัพยากรที่หายากที่สุดในยุคที่คนวัดทุกอย่างด้วย ROI
เรื่องที่หายไปจากการเล่าเรื่อง Apollo ในกระแสหลักคือต้นทุนที่จ่ายไป โครงการนี้กินงบประมาณรวมประมาณ 25,800 ล้านดอลลาร์ในยุคนั้น เทียบเป็นเงินปัจจุบันคือมากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ในจุดสูงสุด NASA ได้รับงบประมาณคิดเป็น 4.4% ของงบประมาณรัฐบาลกลางทั้งหมด ปัจจุบัน NASA ได้น้อยกว่า 0.5% นี่คือเหตุผลที่จริงที่ Artemis ใช้เวลาพัฒนานานกว่า Apollo ทั้งที่เทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าหลายเท่า ไม่ใช่เพราะวิศวกรเก่งน้อยลง แต่เพราะเงินน้อยลงและการเมืองซับซ้อนกว่าเดิม
แล้วทำไมต้องกลับไป
คำตอบสั้นคือเพราะดวงจันทร์ไม่ใช่ก้อนหินเปล่าๆ อีกต่อไปแล้ว มันคือสถานีบริการน้ำมันสำหรับภารกิจที่ไกลกว่า เป็นแหล่งแร่ที่หายากบนโลกแต่อุดมที่นั่น และเป็นพื้นที่ที่จะกำหนดว่าใครเขียนกฎของอวกาศในศตวรรษที่ 21
แร่ที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดคือ Helium-3 ซึ่งเป็นไอโซโทปของฮีเลียมที่บนโลกหายากมากเพราะสนามแม่เหล็กกั้นไว้ แต่บนดวงจันทร์ที่ไม่มีสนามแม่เหล็ก ลมสุริยะได้ฝังมันลงในดินบนพื้นผิวมานานหลายพันล้านปี
ปัจจุบันราคาขายของ Helium-3 อยู่ที่ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ต่อกิโลกรัม แพงกว่าทองคำประมาณ 250 เท่า และแพงกว่าแพลทินัมประมาณ 750 เท่า ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมเป็นสารหล่อเย็นใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ ใช้ในเครื่อง MRI สำหรับวินิจฉัยโรคปอด และในทางทฤษฎีคือเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่สะอาดกว่ารูปแบบปัจจุบัน
ปริมาณสำรองบนโลกตอนนี้น้อยกว่า 25 ตัน ปริมาณสำรองบนดวงจันทร์ประเมินกันที่ 650,000 ถึง 3 ล้านตัน ตัวเลขนี้ใหญ่ในระดับที่เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกได้ถ้าใครหาวิธีขุดและขนกลับโลกได้
บริษัท Interlune ของอดีตผู้บริหาร Blue Origin ตั้งเป้าวางเครื่องขุดเต็มตัวบนดวงจันทร์ภายในปี 2029 ในเดือนพฤษภาคม 2025 กระทรวงพลังงานสหรัฐประกาศซื้อ Helium-3 จากดวงจันทร์จำนวน 3 ลิตร เป็นการซื้อทรัพยากรนอกโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลอเมริกัน ปริมาณนี้น้อยมากในแง่ตัวเลข แต่ใหญ่มากในแง่สัญลักษณ์ มันคือการประกาศว่าตลาดทรัพยากรนอกโลกเริ่มต้นแล้ว
นอกจาก Helium-3 ดวงจันทร์ยังมีน้ำแข็งในหลุมที่ไม่เคยโดนแสงอาทิตย์ที่ขั้วใต้ ซึ่งเปลี่ยนได้เป็นน้ำดื่ม ออกซิเจนสำหรับหายใจ และไฮโดรเจนสำหรับเชื้อเพลิงจรวด ทำให้ดวงจันทร์กลายเป็นจุดเติมเชื้อเพลิงระหว่างทางไปดาวอังคารโดยไม่ต้องแบกทุกอย่างขึ้นจากโลกตั้งแต่ต้นทาง ดินดวงจันทร์ที่เรียกว่า regolith ยังมีออกซิเจนผูกอยู่ในรูปออกไซด์ของโลหะ แยกออกมาได้ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส และเศษโลหะที่เหลือยังใช้พิมพ์สามมิติเป็นโครงสร้างที่อยู่อาศัยได้
แต่กฎหมายระหว่างประเทศตามไม่ทันความต้องการเลย
สนธิสัญญาว่าด้วยอวกาศปี 1967 หรือ Outer Space Treaty คือกรอบกฎหมายหลักที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน 118 ประเทศเป็นภาคี รวมถึงทุกชาติที่ส่งคนขึ้นอวกาศได้ สนธิสัญญานี้ห้ามชาติใดๆ อ้างกรรมสิทธิ์เหนือดวงจันทร์หรือดาวเคราะห์อื่น ห้ามวางอาวุธทำลายล้างมวลชนในอวกาศ และระบุว่าอวกาศต้องใช้เพื่อสันติเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ
ปัญหาคือสนธิสัญญานี้เขียนในยุคที่ไม่มีใครคิดว่าการขุดแร่บนดวงจันทร์จะเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ห้ามอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดวงจันทร์ก็จริง แต่ห้ามขุดและเอาแร่กลับมาขายไหม ตรงนี้สนธิสัญญาไม่ได้พูดชัด
ปี 1979 มีความพยายามแก้เรื่องนี้ด้วย Moon Treaty ที่ระบุว่าทรัพยากรบนดวงจันทร์เป็น "มรดกร่วมของมวลมนุษยชาติ" หมายความว่าใครจะขุดต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ทุกประเทศ แต่ไม่มีชาติไหนที่ส่งคนขึ้นอวกาศได้เซ็นสนธิสัญญานี้ มีแค่ 18 ประเทศที่เป็นภาคี ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีโครงการอวกาศของตัวเอง สนธิสัญญานี้จึงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ปี 2015 อเมริกาผ่านกฎหมายภายในประเทศชื่อ Commercial Space Launch Competitiveness Act ระบุว่าพลเมืองอเมริกันที่ขุดทรัพยากรในอวกาศมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพยากรนั้น ตามด้วย Luxembourg, ญี่ปุ่น, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ออกกฎหมายคล้ายกัน ทั้งหมดนี้คือการตีความ Outer Space Treaty ในแบบที่บอกว่า "ห้ามอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน" ไม่เท่ากับ "ห้ามเอาทรัพยากรกลับ" เหมือนเรือประมงที่จับปลาในทะเลหลวงได้โดยไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของทะเล
ปี 2020 อเมริกาผลักดัน Artemis Accords เป็นข้อตกลงทวิภาคีระหว่างอเมริกากับชาติพันธมิตรในโครงการ Artemis ปัจจุบันมี 43 ประเทศเซ็น รวมถึงไทยที่เซ็นเข้าร่วมในปี 2025 Accords นี้ระบุชัดว่าการขุดทรัพยากรในอวกาศไม่ถือเป็นการอ้างกรรมสิทธิ์ตาม Outer Space Treaty และอนุญาตให้สร้าง "safety zones" รอบฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์เพื่อป้องกันไม่ให้ชาติอื่นเข้ามาขัดขวาง
นักกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนชี้ว่า safety zones นี่แหละคือการอ้างกรรมสิทธิ์ในรูปแบบใหม่โดยไม่เรียกว่ากรรมสิทธิ์ จีนและรัสเซียไม่เซ็น Artemis Accords แต่ตั้งกรอบของตัวเองชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) ที่มีหลักการคล้ายกันแต่อยู่ภายใต้การนำของจีน
สรุปง่ายๆ คือกฎหมายอวกาศปัจจุบันคือ free-for-all ที่ตกแต่งด้วยภาษาทางการ ใครไปถึงก่อน วางอุปกรณ์ก่อน ขุดได้ก่อน และในทางปฏิบัติคนนั้นจะเป็นคนกำหนดกฎสำหรับคนที่ตามมาทีหลัง เหมือนการล่าอาณานิคมในแอฟริกาในศตวรรษที่ 19 ที่ไม่มีใครประกาศตัวเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการในตอนแรก แต่สุดท้ายทุกตารางกิโลเมตรก็มีเจ้าของ
นี่คือเหตุผลที่อเมริกาเร่ง Artemis แม้ว่าจะมีปัญหามากมาย เพราะถ้าจีนไปถึงขั้วใต้ของดวงจันทร์ก่อน วางฐาน วาง safety zone ของจีนรอบฐาน และเริ่มสำรวจน้ำแข็งก่อน อเมริกาจะตามไม่ทันในเรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ในเรื่องที่ใครเหยียบดวงจันทร์ก่อน
ปัจจุบันโครงการ Artemis ของอเมริกามีแผนต่อจากนี้คือ Artemis III กลางปี 2027 ซึ่งเดิมจะลงจอดดวงจันทร์ แต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 NASA เปลี่ยนแผนเป็นการทดสอบยานลงจอดในวงโคจรโลกแทน เพราะยานลงจอดของ SpaceX (Starship HLS) และ Blue Origin (Blue Moon) ยังไม่พร้อม Artemis IV ในต้นปี 2028 จะเป็นภารกิจลงจอดจริง โดยจะลงที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ที่อาจมีน้ำแข็ง Artemis V ปลายปี 2028 จะเริ่มสร้างฐานถาวรชื่อ Artemis Base Camp
ส่วนจีนเดินตามแผนสี่เฟสของโครงการ Chang'e (ฉางเอ๋อ) ที่ตั้งชื่อตามเทพธิดาดวงจันทร์ในตำนาน ทุกภารกิจในเฟสปัจจุบันสำเร็จหมดไม่มีพลาดแม้แต่ครั้ง และแต่ละครั้งยากขึ้นกว่าครั้งก่อนอย่างเป็นระบบ
เฟสแรกคือการเรียนรู้ว่าดวงจันทร์หน้าตาเป็นอย่างไร Chang'e 1 ในปี 2007 เป็นยานลำแรกของจีนที่ถูกส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ ไม่ได้ลงจอด แค่บินวนรอบเป็นเวลา 16 เดือนแล้วถ่ายภาพพื้นผิวทั้งดวงสร้างแผนที่สามมิติ เหมือนส่งโดรนไปสำรวจที่ดินก่อนจะตัดสินใจสร้างบ้าน Chang'e 2 ในปี 2010 ทำสิ่งเดียวกันแต่ถ่ายภาพละเอียดกว่าเดิมสิบเท่า โดยเฉพาะบริเวณที่จีนวางแผนจะลงจอดในภารกิจถัดไป หลังจบงานบนดวงจันทร์ ยานยังบินต่อไปสำรวจดาวเคราะห์น้อย Toutatis ซึ่งเป็นการทดสอบว่าจีนบังคับยานอวกาศในระยะไกลได้แค่ไหน
เฟสสองคือการลงจอดจริง Chang'e 3 ในเดือนธันวาคม 2013 นำยานลงจอดและรถสำรวจหุ่นยนต์ชื่อ Yutu (กระต่ายหยก) ลงบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจีน เป็นการลงจอดอย่างนุ่มนวลครั้งแรกในรอบ 37 ปีนับตั้งแต่ Luna 24 ของโซเวียตในปี 1976 Yutu วิ่งบนพื้นดวงจันทร์ เจาะพื้นผิวด้วยเรดาร์เพื่อดูโครงสร้างข้างใต้ วิเคราะห์องค์ประกอบของดิน และส่งข้อมูลกลับมาเป็นเวลา 31 เดือน
Chang'e 4 ในเดือนมกราคม 2019 ทำสิ่งที่ไม่มีชาติไหนเคยทำมาก่อน คือลงจอดบน "ด้านไกล" ของดวงจันทร์ ด้านนี้หันออกจากโลกตลอดเวลาจึงไม่สามารถสื่อสารกับโลกโดยตรงได้ จีนจึงต้องส่งดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณชื่อ Queqiao (สะพานนกกางเขน) ไปจอดที่จุด L2 ซึ่งเป็นจุดสมดุลแรงโน้มถ่วงหลังดวงจันทร์ก่อน แล้วค่อยส่ง Chang'e 4 ลงจอดในแอ่ง South Pole-Aitken ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ลึกกว่า 8 กิโลเมตร
1
รถสำรวจ Yutu-2 วิ่งบนพื้นผิวด้านไกลเก็บข้อมูลทางธรณีวิทยาที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงค้นพบหินจากชั้นเนื้อโลกของดวงจันทร์ที่โผล่ขึ้นมาจากการชนของอุกกาบาต
เฟสสามคือการเก็บของกลับบ้าน Chang'e 5 ในเดือนธันวาคม 2020 ลงจอดที่ Oceanus Procellarum ใช้แขนกลตักดินและสว่านเจาะลงไปลึกหนึ่งเมตรเพื่อเก็บตัวอย่าง 1,731 กรัม จากนั้นส่วนบนของยานจุดเครื่องยนต์ขึ้นจากพื้นดวงจันทร์ ไปเชื่อมต่อกับยานแม่ที่โคจรรออยู่ข้างบน ย้ายตัวอย่างเข้าแคปซูลกลับโลก แล้วแคปซูลนั้นเดินทางกลับลงจอดที่มองโกเลียใน เป็นการเก็บตัวอย่างดินดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 44 ปีนับตั้งแต่ Luna 24 ของโซเวียต นักวิทยาศาสตร์จีนค้นพบแร่ชนิดใหม่จากตัวอย่างนี้ชื่อ Changesite-(Y) ที่ไม่เคยพบบนโลกมาก่อน
Chang'e 6 ในเดือนมิถุนายน 2024 ทำสิ่งเดียวกับ Chang'e 5 แต่ยากกว่าหลายเท่า เพราะลงจอดบนด้านไกลของดวงจันทร์อีกครั้ง แล้วเก็บตัวอย่างดิน 1,935 กรัมจากแอ่ง South Pole-Aitken ส่งกลับโลก นี่คือตัวอย่างจากด้านไกลของดวงจันทร์ชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เคยได้สัมผัส ก่อนหน้านี้ทุกตัวอย่างจาก Apollo และ Luna มาจากด้านใกล้ทั้งหมด ดินจากด้านไกลมีความสำคัญเพราะองค์ประกอบทางเคมีต่างจากด้านใกล้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยตอบคำถามว่าทำไมดวงจันทร์สองด้านถึงต่างกันขนาดนั้น
เฟสสี่คือการเตรียมสร้างฐานถาวร ปีนี้ Chang'e 7 จะปล่อยตัวเพื่อสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์โดยเฉพาะ บรรทุกทั้งยานโคจร ยานลงจอด รถสำรวจ และโดรนกระโดดที่ออกแบบมาให้บินเข้าไปในหลุมที่ไม่เคยโดนแสงอาทิตย์เพื่อตรวจหาน้ำแข็ง Chang'e 8 ปี 2028 จะทดสอบเทคโนโลยีสร้างที่อยู่อาศัยจากดินดวงจันทร์ รวมถึงการพิมพ์สามมิติด้วย regolith ซึ่งถ้าสำเร็จหมายความว่ามนุษย์จะสร้างอาคารบนดวงจันทร์ได้โดยไม่ต้องขนวัสดุจากโลก
ทั้งหกภารกิจที่ผ่านมา สำเร็จทุกครั้ง ไม่มีพลาดเลย ไม่ว่าจะเป็นเพราะวิศวกรรมที่ดี การวางแผนที่รอบคอบ หรือการบริหารข้อมูลที่เข้มงวดก็ตาม
และตามแผนล่าสุด จีนตั้งเป้าส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ก่อนปี 2030 ใช้สถาปัตยกรรมยิงสองครั้ง คือจรวด Long March 10 ลูกหนึ่งส่งยาน Mengzhou (เมิ่งโจว แปลว่า "เรือในฝัน") ที่บรรทุกลูกเรือไปดวงจันทร์ จรวดอีกลูกส่งยานลงจอด Lanyue (หลานเย่ว์ แปลว่า "โอบดวงจันทร์") ไปนัดพบกันในวงโคจรดวงจันทร์
จากนั้นนักบินสองคนย้ายจาก Mengzhou เข้าไปใน Lanyue เพื่อลงจอดบนพื้นผิว ส่วนอีกสองคนอยู่บน Mengzhou โคจรรอรับ โครงสร้างคล้าย Apollo แต่แยกจรวดเป็นสองลูกเพราะจรวดลูกเดียวแบกน้ำหนักทั้งหมดไม่ไหว ในเดือนสิงหาคม 2025 จีนทดสอบจำลองการลงจอดและขึ้นจากดวงจันทร์ของ Lanyue เต็มขนาดสำเร็จที่นอกกรุงปักกิ่ง
จุดที่นักวิเคราะห์ตะวันตกหลายคนยอมรับเงียบๆ คือถ้ามองตามตารางจริง จีนอาจเหยียบดวงจันทร์ก่อนการกลับไปครั้งที่สองของอเมริกา เพราะจีนวางแผนปี 2030 ส่วน Artemis IV ปี 2028 ของอเมริกามีโอกาสเลื่อนสูงเหมือนที่ Artemis II เคยเลื่อน หลายครั้ง ถ้าจีนไปถึงก่อน นั่นจะเป็นการพลิกขั้วอำนาจในอวกาศที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1969
แต่ที่ทุกคนควรจำคือจีนไม่ได้ทำคนเดียว ILRS ที่จีนนำมีรัสเซีย, แอฟริกาใต้, เบลารุส, อาเซอร์ไบจาน, ปากีสถาน, เวเนซุเอลา และอีกหลายชาติเข้าร่วม ขณะที่ Artemis Accords มี 43 ชาติแต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรของอเมริกาอยู่แล้ว การแข่งขันรอบนี้จึงไม่ใช่แค่อเมริกากับจีน แต่คือสองระบบพันธมิตรที่กำลังแบ่งโลก
ส่วนรัสเซียที่เคยเป็นเจ้าของวงการอวกาศตอนนี้กลายเป็นผู้ชม
ตั้งแต่ปี 1959 ถึง 1976 สหภาพโซเวียตทำสิ่งแรกๆ ในประวัติศาสตร์การสำรวจดวงจันทร์เกือบทั้งหมด Luna 1 ในเดือนมกราคม 1959 เป็นยานลำแรกที่บินผ่านดวงจันทร์ Luna 2 ในเดือนกันยายน 1959 เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างชิ้นแรกที่กระทบพื้นผิวดวงจันทร์ Luna 3 ในเดือนตุลาคม 1959 ส่งภาพถ่ายด้านไกลของดวงจันทร์มาให้มนุษย์เห็นเป็นครั้งแรก Luna 9 ในปี 1966 ลงจอดอย่างนุ่มนวลเป็นครั้งแรก Luna 16 ในปี 1970 เก็บตัวอย่างดินกลับโลกได้เป็นยานหุ่นยนต์ลำแรก Luna 24 ในปี 1976 เป็นการลงจอดสำเร็จครั้งสุดท้ายของรัสเซีย
จากนั้น 47 ปีของความเงียบ
ในเดือนสิงหาคม 2023 รัสเซียพยายามอีกครั้งกับ Luna 25 มุ่งหน้าไปขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อท้าทาย Chandrayaan-3 ของอินเดียที่กำลังไปจุดเดียวกัน ผลคือ Luna 25 ตกใส่ดวงจันทร์เพราะเครื่องยนต์ปรับวงโคจรทำงานนาน 127 วินาทีแทนที่ 84 วินาทีตามแผน ส่วน Chandrayaan-3 ลงจอดสำเร็จในวันถัดมา การพ่ายแพ้นี้ในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าตัวเลข เพราะแสดงว่าอินเดียที่ใช้งบแค่ 75 ล้านดอลลาร์ทำสิ่งที่รัสเซียที่ใช้งบหลายเท่าทำไม่ได้
เหตุผลที่รัสเซียถอยลงไปหนักขนาดนี้คือสงครามยูเครนที่เริ่มในปี 2022 การคว่ำบาตรจากตะวันตกตัดการเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่อุตสาหกรรมอวกาศต้องใช้ ความร่วมมือกับ ESA ในโครงการ ExoMars และ Luna ถูกยกเลิกหมด นักวิทยาศาสตร์รัสเซียจำนวนมากย้ายไปทำงานต่างประเทศ และงบประมาณของ Roscosmos ถูกตัดเพื่อไปจ่ายค่าสงคราม
ตามแผนปัจจุบัน Luna 26 ถูกเลื่อนไปปี 2028 Luna 27 ปี 2029-2030 ส่วนภารกิจมีคนของรัสเซียยังเป็นแค่บนกระดาษ ที่ตลกร้ายคือรัสเซียกำลังเข้าร่วม ILRS ของจีนในฐานะพันธมิตร แต่ในความสัมพันธ์นี้รัสเซียเป็นพี่น้องคนเล็ก เพราะจีนเป็นคนคุมเทคโนโลยีและเงินทุน รัสเซียเหลือแค่ประสบการณ์เก่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อาจเอาไปติดตั้งบนฐานดวงจันทร์ได้
ประเทศที่ลงจอดดวงจันทร์ได้สำเร็จในประวัติศาสตร์มีแค่ห้าราย คือ อดีตสหภาพโซเวียต, อเมริกา, จีน, อินเดีย และญี่ปุ่น
อินเดียสร้างความตกตะลึงในเดือนสิงหาคม 2023 เมื่อ Chandrayaan-3 ลงจอดที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์เป็นชาติแรกในโลก ด้วยงบประมาณแค่ 75 ล้านดอลลาร์ ถูกกว่าหนัง Hollywood เรื่องเดียวอีก ISRO กำลังพัฒนา Chandrayaan-4 สำหรับเก็บตัวอย่างกลับโลก และตั้งเป้าส่งนักบินอวกาศชาวอินเดียไปดวงจันทร์ภายในปี 2040
ญี่ปุ่นตามมาในเดือนมกราคม 2024 กับยาน SLIM ที่ลงจอดได้แม่นยำในระยะ 100 เมตรจากเป้าหมาย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทุกชาติต้องการสำหรับภารกิจขั้วใต้ในอนาคต นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นจะได้บินใน Artemis ในอนาคต และ JAXA ร่วมกับ Toyota พัฒนายานสำรวจพื้นผิวชื่อ Lunar Cruiser
ยุโรปไม่มีโครงการมีคนของตัวเอง แต่ ESA สร้างโมดูลบริการของยาน Orion ที่ใช้ใน Artemis II สัญญาที่เซ็นในปี 2013 ตอน NASA โดนตัดงบประมาณช่วยให้ NASA ประหยัดเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ยุโรปได้ที่นั่งสำหรับนักบินอวกาศของตัวเองในภารกิจ Artemis IV หรือ V ในอนาคต
เกาหลีใต้มียาน Danuri โคจรรอบดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2022 และวางแผนส่งยานลงจอดของตัวเองในต้นทศวรรษ 2030 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิสราเอล, ไต้หวัน และอื่นๆ มีโครงการระดับยานเล็กที่ส่งไปกับยานของชาติอื่น ภาคเอกชนล้วนๆ มี Intuitive Machines ของอเมริกาที่ลงจอดสำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 (Odysseus) เป็นยานเอกชนลำแรกในประวัติศาสตร์ที่ลงจอดดวงจันทร์ได้ และ ispace ของญี่ปุ่นที่ยังพยายามอยู่หลังลงจอดล้มเหลวสองครั้ง
แล้วไทยอยู่ตรงไหน
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ไทยอยู่ในจุดที่เพิ่งเริ่มต้นและยังห่างไกลจากการแข่งขันหลัก แต่ก็ไม่ได้นั่งเฉยๆ
1
GISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศก่อตั้งในปี 2000 มีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรชื่อ THEOS ที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2008 ปัจจุบันใช้ THEOS-2 ที่ปล่อยตัวในปี 2023 ส่วนภาคทหารมีดาวเทียม Napa-1 และ Napa-2 ที่ปล่อยในปี 2020 และ 2021
โครงการที่ทะเยอทะยานที่สุดคือ Thai Space Consortium ที่ก่อตั้งในปี 2021 รวมหน่วยงาน 12 องค์กรเข้าด้วยกันรวมถึง GISTDA, NARIT, มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย เป้าหมายคือสร้างดาวเทียม 5 ลำที่ออกแบบและประกอบในประเทศไทยทั้งหมด TSC-1 มีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัมบรรทุกกล้อง hyperspectral สำหรับวิเคราะห์พื้นที่เกษตรและสิ่งแวดล้อม กำหนดพร้อมปล่อยตัวปลายปี 2026
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ TSC-2 ซึ่งเป็น "ภารกิจดวงจันทร์" ของไทย วางแผนเดิมว่าจะปล่อยตัวในปี 2027 เพื่อโคจรรอบดวงจันทร์และทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง นี่จะทำให้ไทยกลายเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีภารกิจของตัวเองไปดวงจันทร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 GISTDA, mu Space (บริษัทอวกาศเอกชนของไทย) และ ispace (บริษัทอวกาศญี่ปุ่น) เซ็น MOU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการสำรวจดวงจันทร์ในกรอบของ "National Space Experiment and Exploration" ของรัฐบาลไทย
ปัญหาคือไทยไม่มีจรวดของตัวเอง การปล่อยตัวต้องพึ่งพาผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจีนหรืออเมริกา และนั่นทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ต้องเลือกข้างในระยะยาว ไทยเซ็น Artemis Accords ในปี 2025 ซึ่งบ่งบอกทิศทางว่าไทยเลือกฝั่งอเมริกาในการแข่งขันอวกาศ แต่ในทางการค้าและเทคโนโลยี ไทยก็ยังพึ่งพาจีนในหลายเรื่อง
สำหรับนักลงทุนและคนทำธุรกิจ บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากการแข่งขันรอบใหม่บนดวงจันทร์ไม่ใช่ว่าจะลงทุนในหุ้นบริษัทอวกาศไหน แต่คือการเข้าใจว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่บนพื้นโลกอีกต่อไป Helium-3 สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัมเหมือนแร่หายากที่จีนคุมในยุค 2010s ใครได้ห่วงโซ่อุปทานก่อน คนนั้นจะเป็นผู้กำหนดราคาอุตสาหกรรมที่ใช้แร่นั้นในอีก 20 ปีข้างหน้า
บริษัท Interlune ที่กำลังพัฒนาเครื่องขุดดวงจันทร์ตอนนี้คือ SpaceX ในยุคปี 2010 ที่คนหัวเราะใส่ ตอนนี้คือบริษัทเอกชนที่มีลูกค้าระดับรัฐบาลแล้วก่อนจะเริ่มการขุดด้วยซ้ำ ใครที่เคยเห็น Tesla ในช่วงปี 2013 และคิดว่ามันคือฟองสบู่ ตอนนี้น่าจะเข้าใจว่าฟองสบู่ในเทคโนโลยีที่เป็นไปได้จริงต่างจากฟองสบู่ในเทคโนโลยีที่เป็นไปไม่ได้
ผลกระทบต่อคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อในข่าวคือสิ่งที่ไม่มีใครพูดถึง ในยุค Apollo รัฐบาลอเมริกันตัดงบประมาณบริการสาธารณะหลายอย่างเพื่อจ่ายค่า NASA ในยุค Artemis รัฐบาลจีนใช้เงินภาษีของประชาชนจีนที่ส่วนใหญ่ยังมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเพื่อแข่งกับอเมริกาในการไปดวงจันทร์ คำถามที่ถามได้น้อยมากในประเทศจีนคือ เงินที่ใช้ส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ ถ้าเอาไปสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาลในชนบทจีนจะดีกว่าไหม
แต่คำตอบของรัฐบาลจีนและรัฐบาลอเมริกาคือเหมือนกัน คือถ้าไม่ทำ ชาติคู่แข่งจะทำก่อน และผลที่ตามมาในระยะยาวจะเลวร้ายกว่าเงินที่ใช้ตอนนี้หลายเท่า เป็นเหตุผลแบบ Cold War ที่ใช้กับตลาดทรัพยากรนอกโลกในยุค 2026
สำหรับคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด ดาวเทียมที่ใช้สำหรับการเกษตร พยากรณ์อากาศ ตอบสนองภัยพิบัติ และสื่อสาร ทุกอย่างพึ่งพาเทคโนโลยีอวกาศที่อเมริกา จีน หรือยุโรปคุมอยู่ ถ้าวันหนึ่งจีนกับอเมริกาเกิดการขัดแย้งรุนแรงในอวกาศ บริการพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบโดยตรง และไม่มีใครรับประกันว่าประเทศเล็กจะเลือกข้างได้อย่างอิสระ
นี่คือเหตุผลที่ TSC-2 ของไทยสำคัญกว่าที่ตัวเลขบอก ไม่ใช่เพราะไทยจะไปแข่งขันกับ NASA หรือ China Manned Space Agency แต่เพราะการมีความสามารถทางอวกาศของตัวเอง แม้จะเล็ก ก็เปลี่ยนตำแหน่งของไทยในการเจรจากับมหาอำนาจ จากผู้รับจ้างเป็นหุ้นส่วน ประเทศที่ไม่มีโครงการอวกาศของตัวเองในยุคนี้คือประเทศที่ปล่อยอนาคตของตัวเองให้คนอื่นเขียน
เด็กที่ดู Apollo 11 ในปี 1969 ใช้เวลา 53 ปีรอจน Artemis II ขึ้นบินอีกครั้ง
เด็กที่ดู Artemis II ในวันนี้อาจไม่ต้องรอนานขนาดนั้นเพื่อเห็นมนุษย์เหยียบดาวอังคาร แต่อาจต้องรอนานกว่าที่หวังเพื่อเห็นว่าใครจะเป็นคนเขียนกฎของอวกาศในศตวรรษนี้
ดวงจันทร์ที่ Neil Armstrong เหยียบในปี 1969 เป็นของทุกคน ดวงจันทร์ที่บริษัท Interlune จะขุดในปี 2029 อาจเป็นของคนที่จ่ายไหวเท่านั้น
โฆษณา