16 เม.ย. เวลา 03:33 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคา” กับ “อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้”

เรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจ (แต่หลายคนยังงงอยู่)
เวลาพูดถึง “ตราสารหนี้” หรือพวกพันธบัตร หลายคนมักจะได้ยินประโยคนี้บ่อยมากว่า “ราคากับผลตอบแทนวิ่งสวนทางกัน” แต่คำถามคือ สวนยังไง? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราที่เป็นนักลงทุน? บทความนี้จะอธิบายแบบง่ายที่สุด พร้อมตัวอย่างที่เห็นภาพจริง
ทำความเข้าใจผ่านตัวอย่างง่ายๆ
สมมติว่าคุณซื้อพันธบัตร 1 ใบ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-ราคาหน้าตั๋ว: 1,000 บาท
-ดอกเบี้ย: 5% ต่อปี (รับ 50 บาท/ปี)
ในกรณีที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น หากพันธบัตรนี้เป็นที่ต้องการในตลาด และราคาถูกปรับขึ้นเป็น 1,100 บาท แต่ดอกเบี้ยที่ได้รับยังคงเป็น 50 บาทต่อปีเท่าเดิม
ดังนั้น ผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลงเป็น
50 ÷ 1,100 = ราว 4.5%
แปลว่า เมื่อราคาสูงขึ้น ผลตอบแทนลดลง
กรณีที่ราคาปรับตัวลดลง หากความต้องการลดลง ราคาร่วงลงมาเหลือ 900 บาท แต่ยังคงได้รับดอกเบี้ย 50 บาทต่อปี
ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นเป็น
50 ÷ 900 = ราว 5.5%
แปลว่า เมื่อราคาลดลง ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
เหตุผลที่ราคากับผลตอบแทนเคลื่อนไหวสวนทางกัน
ลองคิดง่ายๆ ว่า ตราสารหนี้คือของชิ้นหนึ่งที่ให้เงินเราทุกปี ถ้านักลงทุนในตลาดอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้น สิ่งเดียวที่จะทำให้คุ้มคือต้องซื้อในราคาที่ถูกลง ราคาตราสารหนี้จึงจำเป็นต้องปรับตัวลดลง
ในทางกลับกัน หากนักลงทุนยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำลงได้ ก็สามารถยอมจ่ายต้นทุนแพงขึ้นได้ด้วย ราคาตราสารหนี้จึงสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ ราคาตราสารหนี้และอัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวสวนทางกัน
ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคา
1.อัตราดอกเบี้ยในระบบ
เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด เมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ตราสารหนี้เดิมที่ให้ดอกเบี้ยต่ำจะดูไม่น่าสนใจ ราคาจึงต้องลดลง เพื่อให้ผลตอบแทนแข่งขันได้ ในทางกลับกันเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลดลง ตราสารหนี้เดิมจะดูน่าสนใจมากขึ้น ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้น
2.ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร (Credit Risk)
ถ้านักลงทุนมองว่าผู้ออกตราสารมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ก็จะต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ราคาตราสารหนี้จึงลดลง
3.ระยะเวลาถือครอง (Duration)
ตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยมากกว่า ให้จำง่ายๆ ว่า ถ้าอายุยาว ราคามีโอกาสผันผวนแรง แต่ถ้าอายุสั้น ราคามักผันผวนน้อยกว่า
สิ่งที่นักลงทุนควรนำไปใช้
ความเข้าใจเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้โดยตรง เช่น ในช่วงที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น ราคาตราสารหนี้มักปรับตัวลง เพราะงั้น นักลงทุนควรระมัดระวังการถือครองระยะยาว ในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็น “ขาลง”
และหากได้ข่าวว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาลง แปลว่าราคาตราสารหนี้ก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสดีที่จะรีบซื้อตราสารหนี้ก่อนดอกเบี้ยปรับลง
สรุป
ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับผลตอบแทนของตราสารหนี้เป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญ:
เมื่อราคาสูงขึ้น ผลตอบแทนลดลง
เมื่อราคาลดลง ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
เบื้องหลังของความสัมพันธ์นี้ คือการคำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในระบบ
การเข้าใจหลักการนี้ ช่วยให้อ่านตลาดตราสารหนี้ได้ดีขึ้น และช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นในทุกสภาวะดอกเบี้ยด้วย
โฆษณา