16 เม.ย. เวลา 07:34 • ความคิดเห็น
ในสมัยโบราณผู้ชาย การแต่งงานหมายถึงการโตเป็นหนุ่มแล้ว เช่นเดียวกับผู้หญิง อายุ 14 มีประจำเดือนแล้ว ถือว่าเป็นสาว ออกเรือนได้แล้ว แต่งงานได้แล้ว การมีลูกสำคัญ เพราะครอบครัว ต้องการแรงงาน มีลูกหลานไว้ช่วยงาน บ้านไหนลูกเยอะ ก็แรงงานเยอะ ยิ่งได้ลูกชายยิ่งดี ใช้แรงงานได้ ออกรบได้ ปกป้องครอบครัวได้ ส่วนลูกสาว คนจนก็เอาไว้ขายเป็นทาส คนรวยก็เอาลูกสาวไปแลก หรือเป็นของกำนัล ถวายกับขุนนาง กษัตริย์ ก็แล้วแต่
สมัยก่อนคนตายง่าย เพราะโรคระบาด เพราะการแพทย์ไม่ดี เพราะสงครามสารพัด การมีลุกมาก จึงจำเป็น เพราะเมื่อคนหนึ่งตาย ก็ยังมีอีกคนมาแทน การมีลูกเป็นสิบ หมายถึงความมั่นคงทางครอบครัว
ต่อมาค่านิยมเปลี่ยน ผู้ชาย การแต่งงานหมายถึงการเป็นผู้ใหญ่แล้ว พร้อมจะรับสืบทอดกิจการแล้ว พร้อมทำงานรับผิดชอบครอบครัวแล้ว และยังหมายถึง ความสำเร็จ การจีบสาวไม่ใช่เรื่องง่าย การหาเงินมาเป็นค่สินสอดก็ไม่ง่าย การที่ผู้หญิงจะยอมแต่งงานด้วยก็ไม่ง่าย ดังนั้น การแต่งงานจึงการโชว์ความสำเร็จระดับหนึ่ง ว่าเขามีความพร้อมแค่ไหน
การมีลูกก็บ่งบอกความสำเร็จของผู้ชาย ว่าเขาสามารถดูแลและปกครองคนในครอบครัวได้มากแค่ไหน เลี้ยงดูคนได้มากแค่ไหน รวยมากก็อาจจะมีเมียหลายคนได้ การมีลูกหลาน ก็คือ มีบริวารในบ้านจำนวนมาก นั่นคือ อาณาจักรของผู้ชาย ยิ่งใหญ่โตยิ่งดี
แต่ปัจจุบัน ค่านิยมเปลี่ยน ผู้ชายแสดงออกถึงความสำเร็จได้จาก หน้าที่การงาน ตำแหน่ง หรือ การดูแลสุขภาพแบบหุ่นเฟิร์ม หรือวิ่งมาราธอน การไปปีนเขา การแต่งงานกลายเป็นภาระ การมีลูกยิ่งโครตเป็นภาระเกินกว่าจะรับผิดชอบไหว
ในอดีตลูกตายง่าย คนไปรบเยอะ ตายเยอะ เป็นโรคตายก็เยอะ จึงต้องมีลูกเยอะไว้ก่อน แต่สมัยนี้การแพทย์ดี คนเราตายยาก การเลี้ยงลูกคนหนึ่ง ค่าหมอ ค่ารักษาพยาบาล แพงมาก ต้องส่งลูกเรียนสูงๆ ค่าใช้จ่ายก็สูงอีก แถมแต่งงานช้า อยู่กับพ่อแม่นานขึ้น ไม่ใช่ 15 แยกครอบครัว ยัน30 ก็ยังอยู่กับพ่อแม่อยู่เลย จึงไม่จำเป็นต้องมีลูกมาก
แต่ในอดีตผู้ชายเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ก็มี แต่เขาก็ยังต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ แสดงออกไม่ได้ ต้องมีเมีย ต้องมีลูก ตามค่านิยม แต่สมัยนี้แสดงออกได้เต็มที่ ไม่ต้องปิดบัง ไม่ต้องมีเมียกันสังคมนินทา เมื่อสังคมเปิด ก็เป็นอย่างที่เห็นกินกันเอง แล้วจะไปเอาลูกจากไหน บางคนก็ไม่ได้ต้องการลูก เขามีความสุขกันเองได้ แล้วเด็กจะเกิดได้ยังไง
ยิ่งการแพทย์ดี คนยิ่งมีลูกน้อย เพราะเงินมันไปหมดกับค่ารักษาตัวเองมากกว่าให้อายุยืนขึ้น และการมีลูกคนหนึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาให้อายุยืนก็ไม่ใช่น้อย จึงไม่จำเป็นต้องมีมาก แค่คนเดียวก็เลี้ยงเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
คุณไปดูสนามเด็กเล่นสมัยนี้ แพงมาก ค่าหมอเด็กก็แพง ของใช้ ของเล่นเด็กก็แพง เด็กยิ่งน้อย การผลิตต่ำ ต้นทุนทุกอย่างสูงหมด แม้แต่โรงเรียนก็จะเหลืออยู่ไม่กี่ที่ที่รอด และที่รอดค่าเทอมก็จะแพงมากๆ จนพ่อแม่แทบจะตายก่อนเพราะส่งไม่ไหว ยิ่งอยากให้ลูกเรียนดีๆ ยิ่งแพง แล้วใครจะกล้ามีลูก
โฆษณา