28 เม.ย. เวลา 12:22 • ท่องเที่ยว

Chapter 5: Washington Park, International Rose Test Garden and Japanese Garden

28 กันยายน 2025
ตื่นเช้ามาตอน 6 โมงลงไปรับรับประทานอาหารเช้าที่ชั้นหนึ่ง จากนั้นก็วางแผนกันว่าจะไปเที่ยวในเมืองพอร์ตแลนด์โดยการขึ้นรถเมล์ หรือไม่ก็สตรีทคาร์ โดยผมใช้บัตรเครดิตแตะที่สัญลักษณ์ตอนเดินขึ้นบนรถ อัตราค่าโดยสาร 2.5 ชั่วโมง 2.80 $ ระบบ fare cap ใช้ทั้งวันไม่เกิน 5.60$
ขึ้นรถเมล์ใน Portland
พวกเราตั้งใจจะขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าไป Washington Park จุดหมายหลักคือ Japanese Garden สวนญี่ปุ่นที่ได้ยินชื่อมานานว่าทั้งสงบและงดงาม
แต่ระหว่างการต่อรถ เมื่อลงมาที่ Pioneer Courthouse Square ใจกลางเมืองพอร์ตแลนด์ ความตั้งใจก็แอบเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ลานอิฐสีแดงกว้างตรงหน้าดูมีชีวิตชีวา ผู้คนเดินผ่านไปมา บ้างนั่งพัก บ้างยืนคุยกัน ท่ามกลางฉากหลังของอาคารสูงและรถรางที่แล่นผ่านอย่างไม่เร่งรีบ
https://www.portland.gov/parks/pioneer-courthouse-square
บรรยากาศตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือน “ห้องนั่งเล่นของเมือง” อย่างที่ใคร ๆ เรียกกันจริง ๆ
พวกเรามองหน้ากันแล้วตัดสินใจลงจากรถ
แวะหยุดถ่ายรูป เก็บภาพความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของเมืองเอาไว้ก่อนจะเดินทางต่อ
เป็นการแวะที่ไม่ได้อยู่ในแผน แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่น่าประทับใจ
เหมือนการเดินทางกำลังค่อย ๆ สอนให้เรารู้จักช้าลง และเปิดใจให้กับสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง
ที่ Pioneer Courthouse Square, พอร์ตแลนด์
พื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้พยายามดึงดูดสายตาด้วยความยิ่งใหญ่
แต่ค่อย ๆ ชวนให้เรา “อยู่” กับมันอย่างเป็นธรรมชาติ
ลานอิฐรูปทรงเรียบง่ายถูกโอบล้อมด้วยอาคารพาณิชย์สมัยใหม่
ขณะที่ ฝั่งตรงข้ามถนนคืออาคารศาลเก่าแก่ Pioneer Courthouse
อาคารหินสีอ่อนที่ตั้งอย่างสงบนิ่ง ราวกับเป็นพยานของกาลเวลา
ภาพของลานสาธารณะฝั่งหนึ่ง และสถาปัตยกรรมศาลยุติธรรมฝั่งตรงข้าม
ทำให้ผมรู้สึกถึงความสมดุลระหว่าง อำนาจของรัฐ และ ชีวิตของผู้คน
ผมยืนบนขั้นบันไดอัฒจันทร์
ที่ออกแบบให้มองเห็นลานทั้งหมดได้ในมุมเดียว
ไม่มีอะไรบังคับให้ต้องทำกิจกรรมใดเป็นพิเศษ
ใครอยากเดินก็เดิน ใครอยากนั่งก็ยังรู้สึกว่า “ไม่เกะกะใคร”
Pioneer Courthouse Square
ในมุมมองของผม พื้นที่นี้สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจนมาก เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้วางวัตถุเด่นไว้ตรงกลาง
แต่ปล่อยให้ “พื้นที่ว่าง” ทำหน้าที่ของมันเอง
เปิดโอกาสให้กิจกรรมเกิดขึ้นตามจังหวะของแต่ละวัน
ยิ่งรู้ว่าที่นี่
เคยเป็นโรงเรียน → โรงแรมหรู → ลานจอดรถ
ก่อนจะกลับมาเป็นลานสาธารณะ
ก็ยิ่งรู้สึกว่าเมืองนี้ให้คุณค่ากับการเรียนรู้จากอดีต
และกล้าตัดสินใจเลือกอนาคตที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง
อิฐปูพื้นแทบทุกก้อนมีชื่อผู้คนสลักไว้ เพราะว่าในช่วงการก่อสร้างราวปี 1981–1984
เมืองพอร์ตแลนด์เปิดรับเงินสนับสนุนจากประชาชน
โดยให้ผู้บริจาค จ่ายเงินแล้วสลักชื่อของตนลงบนอิฐปูพื้น
วิธีนี้นอกจากจะช่วยระดมทุนสร้างลานสาธารณะ
แล้วยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ทางสถาปัตยกรรม
ที่บอกว่า “เมืองนี้เป็นของทุกคน” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นการออกแบบที่ทำให้พลเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของ
โดยไม่ต้องติดป้ายประกาศใด ๆ
ขณะเดินออกจากลาน
ผมมองย้อนกลับไปยัง Pioneer Courthouse อีกครั้ง แล้วรู้สึกว่า ความน่าอยู่ของเมือง
อาจไม่ได้เกิดจากอาคารที่สวยที่สุด
แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าง อาคาร ประวัติศาสตร์ และพื้นที่ว่าง ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาใช้งานอย่างอิสระ Pioneer Courthouse Square
จึงไม่ใช่แค่ลานกลางเมือง
แต่เป็นบทสนทนาเงียบ ๆ ระหว่างเมืองกับผู้คน
ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้
อบอุ่นกว่าที่คิดไว้มาก
เดินเล่นในพอร์ตแลนด์
หลังจากถ่ายรูปที่ Pioneer Courthouse Square จนอิ่มใจ
พวกเราก็ขึ้นรถเมล์ต่อมุ่งหน้าไปยัง Washington Park ลงจากป้ายแล้วเดินต่ออีกนิด ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย
รอรถเมล์ ที่ พอร์ตแลนด์
การมาถึง Washington Park ทำให้ผมรู้สึกทันทีว่า เมืองนี้ให้คุณค่ากับธรรมชาติมากเพียงใด
จากใจกลางพอร์ตแลนด์ เพียงขยับขึ้นมายังเนินเขาไม่ไกล
เมืองค่อย ๆ ถอยหลัง เปิดทางให้ป่า ทางเดิน และความเงียบเข้ามาแทนที่ ยากจะจินตนาการว่าพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่แห่งนี้
เริ่มต้นจากการตัดสินใจของเมืองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871
ในวันที่ที่ดินตรงนี้ยังเป็นป่ารกและถูกตั้งคำถามว่า “ซื้อไปทำไม” 
แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า วิสัยทัศน์ระยะยาวของเมือง คือหัวใจของความน่าอยู่ในวันนี้
การเดินเล่นในสวน
ทำให้สัมผัสได้ถึงการออกแบบที่เคารพธรรมชาติ
เส้นทางเดินค่อย ๆ ไหลไปตามภูมิประเทศ
ไม่พยายามควบคุม แต่เชิญชวนให้เราอยู่อย่างสงบ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับการปรับผังสวนโดย John Charles Olmsted
ที่เน้นความกลมกลืนระหว่างคนกับภูมิทัศน์ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
ภายใน Washington Park
ธรรมชาติและวัฒนธรรมถูกวางไว้เคียงกันอย่างพอดี ทั้งสวนกุหลาบ สวนญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์ป่าไม้ และสวนรุกขชาติ
โดยไม่มีอะไรโดดเด่นจนบดบังกันเอง
สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผม
การได้เดินอยู่ที่นี่ไม่ใช่แค่การมา “เที่ยวสวน”
แต่เป็นการเห็นตัวอย่างชัดเจนของเมือง
ที่กล้าคิด กล้าลงทุน และอดทนรอ
เพื่อสร้างพื้นที่ที่คนรุ่นหลังจะได้ใช้ร่วมกัน
Washington Park
จึงไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะ
แต่คือบทพิสูจน์ว่า เมืองน่าอยู่ เริ่มต้นจากการให้ธรรมชาติได้เป็นตัวของมันเอง
พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ผ่านต้นไม้สูงใหญ่ที่โอบล้อมพวกเรา ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะค่อย ๆ เปิดออกเป็นสวนดอกไม้กว้างใหญ่
Washington Park
ที่นี่คือ International Rose Test Garden
สวนกุหลาบเก่าแก่ของเมืองพอร์ตแลนด์
สวนแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1917
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เพื่อเป็นที่ทดลองและอนุรักษ์พันธุ์กุหลาบจากทั่วโลก
ก่อนที่สวนในยุโรปจะได้รับผลกระทบจากสงคราม
เวลาผ่านไป ที่นี่จึงกลายเป็นสวนกุหลาบที่มีพันธุ์กุหลาบมากกว่า หมื่นต้น
และเป็นเหตุผลที่พอร์ตแลนด์ได้รับสมญานามว่า “City of Roses”
International Rose Test Garden “City of Roses”
International Rose Test Garden “City of Roses”
วันนี้ International Rose Test Garden คือสวนกุหลาบสาธารณะที่เปิดใช้งานต่อเนื่องยาวนานที่สุดของสหรัฐอเมริกา

มีมากกว่า 10,000 พุ่ม จากกว่า 600 สายพันธุ์
และเปิดให้ทุกคนเข้าชมได้ฟรี พร้อมวิวเมืองพอร์ตแลนด์และภูเขา Mt. Hood อยู่เบื้องหลัง
พวกเราเดินทอดน่องช้า ๆ
ชื่นชมดอกกุหลาบหลากสีที่บานรับแสงแดด
ถ่ายรูปกันเพลิน ๆ พร้อมจิบ ชากุหลาบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ

เป็นช่วงเวลาที่เรียบง่าย แต่ละมุนอย่างน่าประหลาด
สำหรับตัวผมแล้ว ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ดูดอกไม้
แต่คือหลักฐานของเมืองที่เชื่อว่า
ธรรมชาติ วัฒนธรรม และพื้นที่สาธารณะ สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
International Rose Test Garden
ชากุหลาบสะกัดจากผลกุหลาบ หอมอร่อย
ผลกุหลาบ(ผมพึ่งเคยเห็นของจริงครั้งแรกในชีวิตเลยครับ)
จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไป
Portland Japanese Garden
ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
ว่ากันว่า นี่คือ สวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดในโลกนอกประเทศญี่ปุ่น
สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1967
Portland Japanese Garden
บนแนวคิดของการเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาหลังสงคราม
ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ Takuma Tono
โดยยึดหลักความงามแบบญี่ปุ่นแท้ — ความเรียบง่าย ความสมดุล และความสงบของธรรมชาติ
เมื่อก้าวเข้าสู่สวน เสียงเมืองค่อย ๆ เลือนหาย
เหลือเพียงเสียงลม เสียงน้ำ และก้าวเท้าของนักท่องเที่ยวที่เดินอย่างสำรวม
สะพานไม้ ศาลา หิน มอส และต้นเมเปิล
ทุกองค์ประกอบเหมือนถูกจัดวางมาเพื่อให้เรา “หยุด” และ “อยู่กับปัจจุบัน”
ที่นี่ไม่ใช่แค่สวนสวย
แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้การเดินทางช้าลง
และความประทับใจค่อย ๆ ซึมลึกโดยไม่ต้องมีคำอธิบายมากมาย
Portland Japanese Garden
Portland Japanese Garden
ผมขออนุญาตเล่าประวัติพอสังเขปของ Portland Japanese Garden ไว้ดังนี้ครับ
ที่นี่เปรียบได้กับ บทสนทนาอันเงียบสงบ ระหว่างเมืองสมัยใหม่กับธรรมชาติ
ท่ามกลางความทันสมัยของพอร์ตแลนด์ บนเนินเขาใน Washington Park
มีสวนแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออวดความสวยงามเพียงอย่างเดียว
แต่ถือกำเนิดจากความตั้งใจของเมืองที่จะ “เยียวยาและเชื่อมโยง”
Portland Japanese Garden เริ่มต้นแนวคิดในช่วงปลายทศวรรษ 1950
ไม่นานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพอร์ตแลนด์และเมือง ซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น
ก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบเมืองคู่แฝดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1959
การสร้างสวนญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ การฟื้นฟูความเข้าใจ และการเริ่มต้นใหม่ของสองสังคมที่เคยอยู่คนละฝั่งของประวัติศาสตร์
พื้นที่ที่เลือกใช้คือ สวนสัตว์เก่าใน Washington Park
สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทิ้งร้าง ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นสวนที่สงบที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง
ตัวสวนออกแบบโดย ศาสตราจารย์ Takuma Tono จาก Tokyo Agricultural University
ซึ่งตั้งใจรวบรวมสวนญี่ปุ่นหลากหลายรูปแบบไว้ในที่เดียว
เพื่อถ่ายทอดแนวคิดทางวัฒนธรรมผ่านธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งคำอธิบายมากมายใด ๆ
สวนเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1967
และค่อย ๆ เติบโตเคียงข้างเมืองพอร์ตแลนด์
ทั้งในแง่พื้นที่ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และบทบาทในการเป็นสะพานความเข้าใจระหว่างผู้คน
Portland Japanese Garden
พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ Portland Japanese Garden เกินกว่าครึ่งวัน
ไม่ได้รู้สึกเร่ง ไม่ได้รู้สึกต้องรีบไปไหน
เหมือนสวนแห่งนี้ตั้งใจให้คนที่เข้ามา “ค่อย ๆ เดิน” และ “ค่อย ๆ ซึมซับ”
ตั้งแต่ก้าวผ่าน ประตูทางเข้า
บรรยากาศของเมืองด้านนอกก็ค่อย ๆ หายไป
เสียงรถ เสียงผู้คน ถูกแทนที่ด้วยเสียงกรวดใต้ฝ่าเท้า
เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ และเสียงน้ำที่ไหลอย่างสม่ำเสมอ
ชั้นแรก — สวนหินและสวนทราย (Zen Garden)
พื้นที่เปิดโล่งที่ดูเรียบง่าย
หินก้อนใหญ่ถูกจัดวางอย่างมีความหมาย
ลวดลายบนทรายที่คราดเป็นคลื่น ทำให้เราหยุดยืนมองอยู่นาน
โดยไม่รู้ตัว
เป็นความสงบที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
สวนหินและสวนทราย Zen Garden
ชั้นถัดมา — สวนและบ่อน้ำ
เส้นทางเริ่มคดเคี้ยว
สะพานไม้เล็ก ๆ พาเราเดินข้ามลำธาร
เงาสะท้อนของต้นไม้บนผิวน้ำ
ทำให้ทุกก้าวเหมือนภาพในหนังสือภาพญี่ปุ่น
บางมุมมีศาลาไม้ให้นั่งพัก
นักท่องเที่ยวหลายคนเลือกนั่งเงียบ ๆ
เหมือนต่างคนต่างตกลงกันโดยไม่ต้องพูดว่า
ที่นี่ควรใช้เสียงเบา ๆ
เดินชมสวนและบ่อน้ำ
ชั้นบน — สวนชาและจุดชมวิว
เมื่อเดินสูงขึ้น
มุมมองกว้างขึ้นตามไปด้วย
สวนชาถูกจัดอย่างเรียบง่าย
เน้นความสมดุลระหว่างไม้ หิน และพื้นที่ว่าง
เป็นจุดที่หลายคนหยุดถ่ายรูป
แต่ก็ยังรู้สึกสงบอย่างประหลาด
เวลาผ่านประตูเข้ามาจะเดินมาถึงชั้นบนสุดก่อน ค่อยเดินลงไปชั้นล่างๆ และออกทางเดิมที่ประตูทางออก พวกเราเดินวนชมครบทุกโซน
จนสุดทางเดิน
ก่อนจะค่อย ๆ เดินกลับออกมาทางเดิม
รู้สึกเหมือนได้พักใจเต็มอิ่ม
มากกว่าการแค่ “มาเที่ยว”
สวนชาและจุดชมวิว
จุดชมวิวเมืองพอร์ตแลนด์
ออกจากสวนญี่ปุ่นมาแล้ว
เรามองหน้ากันแล้วตัดสินใจพร้อมกันว่า
ต้องไปลอง ไอศกรีมโฮมเมดชื่อดังของพอร์ตแลนด์ Salt & Straw ให้ได้
พวกเรานั่งรถบัสเข้าเมือง
ก่อนอื่นขอเล่าประวัติของร้านพอสังเขปนะครับ
Salt & Straw
ไอศกรีมโฮมเมดที่เริ่มจากถนนเล็ก ๆ ของพอร์ตแลนด์
ถ้าพูดถึงพอร์ตแลนด์ เมืองที่หลงใหลในของทำมือและความคิดสร้างสรรค์
ชื่อของ Salt & Straw มักจะถูกพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ
ร้านไอศกรีมโฮมเมดชื่อดังแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011
จากรถเข็นเล็ก ๆ ในย่าน Alberta Arts District
โดยลูกพี่ลูกน้องสองคน Kim Malek และ Tyler Malek
ที่ตั้งใจทำไอศกรีมจากวัตถุดิบท้องถิ่น และเปิดพื้นที่ให้รสชาติแปลกใหม่ได้เล่าเรื่องของชุมชนรอบตัว
เพียงไม่กี่เดือน Salt & Straw ก็เปิดร้านถาวรแห่งแรกในพอร์ตแลนด์
และกลายเป็นจุดนัดพบของคนในเมืองและนักท่องเที่ยว
กับไอศกรีมรสชาติที่กล้าทดลอง เช่น น้ำมันมะกอก เกลือทะเล ชีส น้ำผึ้ง หรือผลไม้ตามฤดูกาล
รสชาติที่อาจฟังดูแปลก แต่สะท้อนตัวตนของพอร์ตแลนด์ได้อย่างชัดเจน—กล้าคิด ใส่ใจแหล่งที่มา และสนุกกับความแตกต่าง
แม้วันนี้ Salt & Straw จะขยายสาขาไปหลายรัฐ
แต่การได้มาเยือน ร้านออริจินัลในพอร์ตแลนด์
ยังให้ความรู้สึกพิเศษกว่า—ทั้งบรรยากาศย่านชุมชน กลิ่นวาฟเฟิลโคนอุ่น ๆ
และแถวยาวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและบทสนทนา
สำหรับนักท่องเที่ยว
Salt & Straw ไม่ใช่แค่ร้านไอศกรีม
แต่เป็นรสชาติของเมือง
ที่บอกเล่าเรื่องราวของพอร์ตแลนด์ผ่านหนึ่งสกู๊ปอย่างเรียบง่ายและจริงใจ
เราเดินทางโดยรถเมล์ และสตรีทคาร์ ก็ได้มาพบกับ ร้านเล็ก ๆ แต่คนแน่น
เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหวาน ๆ
ไอศกรีมที่นี่อร่อยสมคำร่ำลือ
ผมเลือกชิม สองสกู๊ป
สีสดใสเหมือนเป็นตัวแทนของร้าน
เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ปิดท้ายวันได้อย่างพอดี
Salt & Straw Portland
ช่วงเย็นวันนี้เรามีนัดกับ คุณหมอรุ่นน้อง จากพระมงกุฎ ที่กำลังเรียนที่นี่ 
อุตส่าห์ขับรถมารับ
พาไปทานข้าวที่ Lake Oswego
ก่อนอื่นขอเล่าประวัติย่อโดยย่อของ Lake Oswego ก่อนนะครับ
Lake Oswego เป็นทะเลสาบและเมืองที่อยู่ทางใต้ของพอร์ตแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1847 ในนามเมือง Oswego จากชุมชนเลื่อยไม้เล็ก ๆ ริมลำธาร และเคยเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหล็กแห่งแรก ๆ ของรัฐโอเรกอน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่ออุตสาหกรรมเหล็กเสื่อมลง เมืองค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทเป็น เมืองพักผ่อนริมทะเลสาบ Oswego และพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงสำหรับผู้ที่ทำงานในพอร์ตแลนด์
เมืองถูกรวมเป็นเทศบาลในปี ค.ศ. 1910 และเปลี่ยนชื่อเป็น Lake Oswego ในเวลาต่อมา
ปัจจุบันเป็นเมืองชานเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่อง ความเงียบสงบ ธรรมชาติ และคุณภาพชีวิต
เมื่อมาถึงแล้วเราพบกับ
ทะเลสาบที่เงียบสงบ
แสงเย็นสะท้อนผิวน้ำ
Lake Oswego
รับประทานมื้อค่ำที่ ร้าน Mann’s on the Lake เป็นร้านอาหาร New American ริมทะเลสาบ Oswego Lake เปิดในปี ค.ศ. 2024 โดย Eric Mann ชาว Lake Oswego ร้านตั้งอยู่บนทำเลติดน้ำเพียงแห่งเดียวของเมือง โดดเด่นด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น วิวทะเลสาบ และบรรยากาศเรียบหรูสบาย ๆ เหมาะกับการมานั่งมองแสงเย็นของเมืองเล็กๆใกล้พอร์ตแลนด์
รับประทานมื้อค่ำที่ ร้าน Mann’s on the Lake
Mann’s on the Lake delicious dishes
บรรยากาศดีมากๆจนบทสนทนายาวกว่าที่คิด
หลังมื้ออาหาร
น้องขับรถมาส่งพวกเรากลับที่พัก
เวลาล่วงเลยไปถึงประมาณสี่ถึงห้าทุ่ม
พร้อมกับความรู้สึกอิ่มทั้งท้อง
และอิ่มใจ
เป็นอีกวันที่การเดินทางไม่ได้มีแค่สถานที่
แต่เต็มไปด้วยผู้คน ความเอื้อเฟื้อ
และความทรงจำที่อยากเก็บไว้นาน ๆ
โฆษณา