Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Judgment Files
•
ติดตาม
11 พ.ค. เวลา 08:00 • ข่าวรอบโลก
🗃️ พ่อที่รัก - คำสารภาพหลังความตาย (Father's Love - A Confession After Death)
ตอนที่ 9 : คำถามที่ยากที่สุด (The Hardest Question)
🇸🇬 ประเทศ: สาธารณรัฐสิงคโปร์
🏛️ ศาล: Court of Appeal of the Republic of Singapore
📂 เลขคดี: Criminal Appeal No 5, 19 และ 23 of 2022 (รวม 3 สำนวน)
🧑⚖️ วันที่พิพากษา: 1 กรกฎาคม 2567 (2024)
👤 ตัวละครในตอนนี้ (นามสมมติ)
👨🏼⚖️ ประธานศาลฎีกา สุนดาเรช เมนอน (Chief Justice Sundaresh Menon)
ประมุขของศาลยุติธรรมสิงคโปร์และเป็นประธานคณะผู้พิพากษาในการพิจารณาอุทธรณ์คดีนี้ เขาเป็นนักกฎหมายระดับสูงสุดของประเทศ มีชื่อเสียงในเรื่องความรอบรู้ทางกฎหมายและความสามารถในการตั้งคำถามที่แหลมคมซึ่งเจาะไปยังหัวใจของปัญหาได้อย่างตรงจุด เขานั่งตำแหน่งกลางบนบัลลังก์สูง มีบุคลิกที่สงบแต่เปล่งพลังงานแห่งความเฉียบแหลมออกมาโดยไม่ต้องพูดดังๆ ทนายทุกคนที่เคยขึ้นว่าความต่อหน้าเขารู้ดีว่าต้องเตรียมตัวมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
👨🏼⚖️ ผู้พิพากษาอุทธรณ์ ตาย ยอง กวาง (Justice of the Court of Appeal Tay Yong Kwang)
ผู้พิพากษาอาวุโสของศาลอุทธรณ์ที่นั่งอยู่ทางขวาของประธาน เขาเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการเขียนคำพิพากษาของคณะในคดีนี้ เขามีชื่อเสียงในด้านความละเอียดและการวิเคราะห์หลักฐานอย่างเป็นระบบ เขาจดบันทึกมากที่สุดใน 3 ท่าน และมักถามคำถามที่ดูเหมือนธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความลึกที่ทำให้ทนายต้องหยุดคิดก่อนตอบ
👩🏻⚖️ ผู้พิพากษาแผนกอุทธรณ์ เดบบี้ อ่อง (Judge of the Appellate Division Debbie Ong Siew Ling)
ผู้พิพากษาหญิงที่นั่งอยู่ทางซ้ายของประธาน เธอเชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวและคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กเป็นพิเศษ การที่เธออยู่ในคณะพิจารณาคดีนี้จึงมีนัยสำคัญ เพราะเธอเข้าใจบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็กในเชิงลึกมากกว่าใคร เธอดูอบอุ่นกว่าอีก 2 ท่านเมื่อมองจากภายนอก แต่คำถามของเธอนั้นบางครั้งก็แหลมคมที่สุดใน 3 คน
👩🏾⚖️ นาดิรา กฤษณัน (DPP Nadira Krishnan)
อัยการที่จะขึ้นว่าความในศาลอุทธรณ์ในฐานะผู้อุทธรณ์หลัก เธอมีโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งที่เธอมองว่าเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้น และเธอเตรียมตัวมาอย่างหนักกว่าคดีไหนๆ ที่เธอเคยทำ ในตอนนี้เธอจะได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถสูงสุดของเธอในห้องพิจารณาที่สูงที่สุดในระบบกฎหมายสิงคโปร์
👨🏻⚖️ คุณฟาเบียน โลห์ (Mr. Fabian Loh)
ทนาย "จำเลย" ที่ต้องยืนหน้าคณะผู้พิพากษา 3 ท่านและปกป้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นคุณแก่ลูกความของเขา ในขณะเดียวกันก็ต้องอุทธรณ์เรื่องโทษที่เขามองว่าหนักเกินไป เขาอยู่ในสถานะที่ต้องทำทั้งรับและรุกในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายแม้แต่สำหรับทนายที่มีประสบการณ์เช่นเขา
👨🏻🦰 ฮาซิก บิน ราชดาน (Haziq bin Rashdan)
"จำเลย" ที่ไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยตรงในวันนี้ แต่ชีวิตของเขาคือสิ่งที่ถูกพูดถึงและถกเถียงทุกนาทีในห้องนั้น ทุกคำที่ทนายของเขาพูดและทุกคำที่อัยการพูดล้วนส่งผลโดยตรงต่อว่าเขาจะได้ออกจากเรือนจำเมื่อไหร่ หรือไม่ได้ออกเลยตลอดชีวิต
🏛️ ศาลอุทธรณ์ - ชั้นสูงสุดแห่งกระบวนการยุติธรรม
ศาลอุทธรณ์แห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ตั้งอยู่ในอาคารศาลฎีกาที่มีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ห้องพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้นแตกต่างจากศาลชั้นต้นอย่างเห็นได้ชัด
บัลลังก์ที่นั่งของผู้พิพากษาตั้งอยู่สูงกว่า กว้างกว่า และมีน้ำหนักแห่งอำนาจที่กดทับทุกคนที่เดินเข้ามาในห้องนั้น เพราะคำพิพากษาของศาลนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่มีชั้นที่สูงกว่าให้อุทธรณ์ต่อไปอีกแล้ว
ทุกคำที่พูดในห้องนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าห้องพิจารณาใดๆ ในประเทศ และในเช้าวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567 คณะผู้พิพากษา 3 ท่านนั่งบนบัลลังก์นั้น ฟังทั้ง 2 ฝ่ายพูดในคดีที่กำลังจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมายอาญาของสิงคโปร์
🎯 "DPP นาดิรา" เปิดประเด็นด้วยคำถามเดียว
เมื่อถึงเวลา "DPP นาดิรา" ยืนขึ้นที่แท่นว่าความและใช้เวลาสักครู่จัดเรียงความคิดก่อนจะเริ่มพูด
เธอรู้ดีว่าในศาลนี้ เวลาเป็นสิ่งมีค่า และผู้พิพากษาทั้ง 3 ท่านนั้นอ่านสำนวนคดีมาอย่างละเอียดแล้ว เธอจึงไม่เสียเวลาไปกับการสรุปข้อเท็จจริงพื้นฐาน แต่เริ่มต้นด้วยการวางกรอบของการอุทธรณ์อย่างตรงไปตรงมา
ไม่ใช่คำถามว่า "ฮาซิก" รู้หรือไม่ว่าการเตะจะทำให้เกิดเลือดออกในช่องท้อง
ไม่ใช่คำถามว่าเขาเข้าใจกายวิภาคของร่างกายมนุษย์หรือไม่
และไม่ใช่คำถามว่าเขาตั้งใจจะฆ่าเธอหรือไม่
คำถามที่แท้จริงและเพียงคำถามเดียวที่ศาลต้องตอบคือ เขาตั้งใจเตะท้องของ "นูร์ ไอชะห์" หรือไม่ แค่นั้นพอ ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น
📚 "Virsa Singh Test" - หลักกฎหมายที่เดินทางมาจากอินเดีย
เพื่อทำให้คณะผู้พิพากษาและทุกคนในห้องเข้าใจกรอบกฎหมายที่เธอใช้ "DPP นาดิรา" อธิบายถึงหลักกฎหมายสำคัญที่เรียกว่า "Virsa Singh Test"
ซึ่งมาจากคำพิพากษาของศาลสูงสุดของอินเดียในปี พ.ศ. 2501 ในคดี "Virsa Singh v State of Punjab" โดยหลักการนี้ถูกนำมาใช้ในกฎหมายสิงคโปร์และถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญมาตลอด
"Virsa Singh Test" กำหนดว่าในการพิจารณาว่า "จำเลย" มีความผิดฐานฆาตกรรมภายใต้มาตรา 300(c) หรือไม่นั้น ศาลต้องพิสูจน์ 4 องค์ประกอบ ได้แก่
(1) ต้องมีการบาดเจ็บทางร่างกายเกิดขึ้น
(2) ต้องพิสูจน์ได้ว่าการบาดเจ็บนั้นมีความรุนแรงเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการเสียชีวิตในวิถีทางธรรมดาของธรรมชาติ
(3) "จำเลย" ต้องมีเจตนาที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บนั้นโดยเฉพาะ
(4) การบาดเจ็บนั้นต้องไม่ใช่อุบัติเหตุหรือสิ่งที่ "จำเลย" ไม่ได้ตั้งใจ
สิ่งที่ "DPP นาดิรา" เน้นย้ำคือองค์ประกอบที่ 3 นั้น ไม่ได้ต้องการให้พิสูจน์ว่า "จำเลย" ตั้งใจให้เกิดผลร้ายแรงถึงขนาดนั้น แต่ต้องการเพียงให้พิสูจน์ว่า "จำเลย" ตั้งใจ "ทำการกระทำนั้น"
นั่นคือตั้งใจเตะ ตั้งใจให้เตะไปที่ท้อง และตั้งใจใช้แรงในแบบที่ใช้จริงๆ เท่านั้นพอ
💡 อธิบายให้เข้าใจง่าย - ทำไมกฎหมายถึงทำแบบนี้
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจหลักการนี้ได้ง่ายขึ้น ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆ ที่ "DPP นาดิรา" ใช้ในการอธิบาย
สมมติว่ามีชายคนหนึ่งแทงมีดเข้าที่ขาของอีกคน เขาตั้งใจแทง เขาตั้งใจให้มีดไปโดนขา แต่เขาไม่รู้ว่ามีเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญอยู่ในขานั้น และเมื่อมีดไปตัดเส้นเลือดนั้น เลือดก็ไหลไม่หยุดจนเหยื่อเสียชีวิต
ในกรณีนี้ กฎหมายภายใต้ "Virsa Singh Test" จะถามแค่ว่า เขาตั้งใจแทงขาหรือไม่ คำตอบคือ "ใช่" และนั่นก็เพียงพอแล้ว
กฎหมายไม่ได้ถามว่าเขารู้เรื่องเส้นเลือดนั้นหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าเขาตั้งใจให้คนตายหรือไม่ แค่รู้ว่าเขาตั้งใจทำการกระทำที่นำไปสู่บาดแผลที่ทำให้เสียชีวิต นั่นก็เพียงพอสำหรับข้อหาฆาตกรรมภายใต้มาตรา 300(c) แล้ว
เหตุผลที่กฎหมายออกแบบมาแบบนี้คือเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดหลบเลี่ยงความรับผิดชอบโดยอ้างว่า "ไม่รู้ว่าจะรุนแรงขนาดนั้น" เพราะถ้าอนุญาตให้อ้างแบบนั้นได้ทุกครั้ง การพิสูจน์ข้อหาฆาตกรรมก็จะแทบเป็นไปไม่ได้เลย
🔍 เมื่อคณะผู้พิพากษาเริ่มตั้งคำถาม
หลังจาก "DPP นาดิรา" วางกรอบของการอุทธรณ์เสร็จ "ประธานศาลฎีกาสุนดาเรช" ก็เริ่มถามคำถาม
เขาถามว่าในกรณีที่ "จำเลย" อ้างว่าการกระทำเกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณในความโกรธโดยไม่มีเวลาตัดสินใจ ศาลจะอนุมานเจตนาได้อย่างไร
"DPP นาดิรา" ตอบว่าเจตนาไม่จำเป็นต้องก่อตัวขึ้นในระยะเวลานาน มันสามารถเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีก็ได้ และสิ่งที่ศาลต้องดูคือการกระทำทั้งหมด ตั้งแต่การผลัก การเตะ ทิศทางของการเตะ และแรงที่ใช้ ทุกอย่างล้วนเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในจิตใจ แม้จะเร็วมากก็ตาม
"ผู้พิพากษาตาย ยอง กวาง" ถามต่อว่าแล้วถ้า "จำเลย" บอกว่าเขาไม่รู้ว่าการเตะไปลงที่ท้องจริงๆ เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก นั่นจะทำให้เจตนาขาดหายไปหรือไม่
"DPP นาดิรา" ตอบว่าไม่ใช่ เพราะแม้จะไม่ได้เล็งอย่างแม่นยำ แต่การเตะคนที่นอนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิดในห้องเล็กๆ นั้น ไม่ว่าจะไปโดนส่วนไหนก็ตาม ก็ยังถือว่าตั้งใจทำการกระทำนั้นอยู่ดี
⚖️ บรรทัดฐานจากคดีก่อนหน้า - "Lim Poh Lye"
เพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งของเธอ "DPP นาดิรา" อ้างอิงคดีสำคัญในกฎหมายสิงคโปร์คือคดี "Lim Poh Lye" ที่พิจารณาโดยศาลอุทธรณ์ในปี พ.ศ. 2548
ในคดีนั้น "จำเลย" แทงมีดเข้าที่ขาของเหยื่อและมีดไปตัดเส้นเลือดดำที่ขาซึ่งทำให้เหยื่อเสียเลือดจนเสียชีวิต "จำเลย" โต้แย้งว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะตัดเส้นเลือดดำที่ขานั้น เขาแค่ตั้งใจแทงขา
ศาลอุทธรณ์ในคดีนั้นตัดสินว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า "จำเลย" ตั้งใจตัดเส้นเลือดดำโดยเฉพาะ แค่พิสูจน์ว่าเขาตั้งใจแทงขาก็เพียงพอแล้ว และคดีนั้นกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ "DPP นาดิรา" นำมาใช้ในวันนี้
โดยเปรียบเทียบว่าในคดีของ "ฮาซิก" นั้น ศาลก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเขาตั้งใจให้เกิดเลือดออกในช่องท้อง แค่พิสูจน์ว่าเขาตั้งใจเตะท้องของไอชะห์ก็เพียงพอแล้วสำหรับข้อหาฆาตกรรมภายใต้มาตรา 300(c)
🤔 เมื่อ "คุณฟาเบียน" ลุกขึ้นโต้แย้ง
เมื่อถึงเวลาของฝ่าย "จำเลย" "คุณฟาเบียน" ลุกขึ้นและพยายามโต้แย้งด้วยข้อโต้แย้งหลัก 2 ประการ
ข้อแรก คือ เขาย้ำว่าศาลชั้นต้นได้ฟังพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วและตัดสินว่า "ฮาซิก" ไม่ได้มีเจตนาในระดับที่กฎหมายต้องการ การที่ศาลอุทธรณ์จะ "พลิก" คำพิพากษานั้นต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นมากพอ
ข้อ 2 คือ เขาโต้แย้งว่าแม้ "ฮาซิก" จะเตะจริง แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธนั้น มันไม่สามารถกล่าวได้ว่าเขา "ตั้งใจ" ในแบบที่กฎหมายกำหนดได้ เพราะมันเป็นเพียงการตอบสนองทางสัญชาตญาณต่ออารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
คณะผู้พิพากษาฟังข้อโต้แย้งของเขาอย่างตั้งใจ และ "ผู้พิพากษาเดบบี้ อ่อง" ถามคำถามที่แหลมคมที่สุดในวันนั้นว่า...
"ถ้าคุณบอกว่าการกระทำที่เกิดจากความโกรธไม่ถือว่ามีเจตนา แล้วผู้ที่ฆ่าคนในความโกรธทุกคนจะไม่มีเจตนาทั้งนั้นใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่คุณต้องการให้กฎหมายเป็นหรือเปล่า"
💬 คำถามที่ทำให้ห้องพิจารณาเงียบ
คำถามของ "ผู้พิพากษาเดบบี้ อ่อง" ทำให้ "คุณฟาเบียน" ต้องหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ เพราะคำถามนั้นชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของข้อโต้แย้งของเขา
นั่นคือถ้ากฎหมายยอมรับว่าความโกรธทำให้เจตนาขาดหายไป ระบบกฎหมายอาญาก็จะพังทลายลงเพราะคดีฆาตกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นในความโกรธและอารมณ์ที่รุนแรง
"คุณฟาเบียน" ตอบว่าเขาไม่ได้บอกว่าความโกรธทำให้เจตนาขาดหายไปทุกกรณี แต่ในกรณีนี้มีข้อเท็จจริงเฉพาะเจาะจงที่ทำให้เห็นว่า "ฮาซิก" ไม่ได้ตั้งใจในแบบที่กฎหมายต้องการ
ห้องพิจารณาเงียบลงหลังคำตอบนั้น และทุกคนในห้องรู้สึกได้ว่าคำถามของ "ผู้พิพากษาเดบบี้ อ่อง" คือหมุดตะปูที่ตอกลงไปในข้อโต้แย้งของทนาย "จำเลย" อย่างแม่นยำ
🧠 ทำไมคำถามนี้จึงสำคัญกว่าแค่คดีเดียว
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้องพิจารณาของศาลอุทธรณ์วันนั้นไม่ใช่แค่การตัดสินชะตาของ "ฮาซิก" แต่คือการวางบรรทัดฐานที่จะส่งผลต่อคดีอาญาในอนาคตทั้งหมดของสิงคโปร์
ถ้าศาลอุทธรณ์ "พลิก" คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและตัดสินว่าการ "เตะ" ในความโกรธนั้นยังถือว่ามีเจตนาในแบบที่กฎหมายต้องการ นั่นจะเป็นการชี้แจงหลักการกฎหมายที่สำคัญมาก และผู้พิพากษาทุกคนในศาลชั้นต้นทั่วประเทศจะต้องนำบรรทัดฐานนี้ไปใช้ในคดีที่คล้ายคลึงกันในอนาคต
นั่นคือน้ำหนักที่ซ่อนอยู่ในการพิจารณาของวันนั้น และนั่นคือเหตุผลที่คณะผู้พิพากษา 3 ท่านฟังทุกอย่างอย่างละเอียดและถามคำถามอย่างรอบคอบก่อนที่จะถึงเวลาตัดสิน
⏭️ สู่ตอนถัดไป
การพิจารณาในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567 นั้นใช้เวลาไม่นานนัก คณะผู้พิพากษาฟังทั้ง 2 ฝ่ายและถามคำถามอย่างเจาะจง และเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง พวกเขาก็ออกไปพิจารณาในส่วนตัวก่อนที่จะกลับออกมาพร้อมคำพิพากษาสั้นๆ ที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่ทรงพลัง
ในตอนถัดไป เราจะได้เห็นว่าหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่คณะผู้พิพากษาหยิบขึ้นมาพิจารณาคือภาพถ่ายการจำลองเหตุการณ์ในห้องน้ำเล็กๆ นั้น และเมื่อดูภาพนั้นแล้ว คำถามที่ว่าการเตะ 2 ครั้งในพื้นที่จำกัดขนาดนั้นจะเกิดขึ้น "โดยบังเอิญ" ได้หรือไม่ จะมีคำตอบที่ชัดเจนกว่าที่เคย
ธุรกิจ
ข่าวรอบโลก
การลงทุน
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
🗃️ พ่อที่รัก - คำสารภาพหลังความตาย (Father's Love - A Confession After Death)
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย