เมื่อวาน เวลา 12:48 • ปรัชญา
เพื่อประหยัดการตอบขอรวบ
มัดข้าวต้มตอบไปทั้งสองกระทู้เลยเนาะ(ทั้งสัตว์และทั้งกิเลส)
เส้นแบ่งระหว่างสัตว์ประเสริฐ
กับเดรัจฉานไม่ได้ถูกขีดด้วย
รูปลักษณ์ไม่ได้อยู่ที่ภาษาไม่ได้อยู่ที่ศีลธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม แต่ถูกขีดอยู่ตรงความสามารถ
ใน“การรู้ทันตนเอง”
1
สัตว์เดรัจฉานดำเนินไปตาม
แรงผลักหิวก็แสวงหาโกรธก็ทำลายใคร่ก็ครอบครอง
ทุกการเคลื่อนไหวเป็นปฏิกิริยา ไม่มีช่องว่างระหว่างความอยากกับการกระทำ
แต่มนุษย์จะเป็นสัตว์ประเสริฐ
ได้ก็ต่อเมื่อเขาสร้างช่องว่าง
นั้นขึ้นมาได้ช่องว่างเล็กๆ ที่
เรียกว่า“สติ”ซึ่งทำให้เขาไม่จำเป็นต้องทำตามในทุกแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้น
1
ปะต้าคิดนะว่าเส้นแบ่งไม่ใช่
สิ่งที่มีอยู่แล้วแต่เป็นสิ่งที่ว่า
“ต้องสร้างขึ้นสติขึ้นทุกขณะ”
คนคนเดียวกันเช้าอาจเป็นผู้มีปัญญาค่ำอาจเป็นเพียงทาสของอารมณ์
ความประเสริฐจึงไม่ใช่สถานะ
แต่เป็นการกระทำซ้ำๆของการรู้ตัว
เมื่อหันมาดูกิเลสน้องไม่ใช่ศัตรูที่มาจากภายนอกไม่ใช่สิ่งสกปรกที่ต้องกำจัดทิ้งแต่น้องคือ “เงา”
ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีตัวตนไปยึดอะไรบางอย่างว่าเป็นของเรา
“ของกูๆๆๆๆๆๆๆๆ”
1
กิเลสเกิดเพราะมีเราไปอยาก
ไปกลัวไปยึดพอมีการยึดก็เกิดแรงบีบอยากได้ก็ร้อนไม่อยาก
เสียก็ทุกข์
มันไม่เกี่ยวกับอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งโดยตรงแต่อาศัยกายเป็นประตูโดยเฉพาะสิ่งที่รุนแรงสุด
อย่างความใคร่ซึ่งเชื่อมโยงกับการสืบพันธุ์อันเป็นสัญชาตญาณดิบที่สุดของสัตว์แม้กระทั่งสัตว์
อย่างมานุดษะยะที่ประเสริฐ
อสุจิในที่นี้จึงไม่ใช่แค่ของเหลวทางกายแต่เป็นสัญลักษณ์ของพลังดิบที่พร้อมจะพุ่งออกไป
สร้างชีวิตใหม่หรือทำลายสติปัจจุบันก็ได้
ถ้าไร้สติมันคือแรงขับที่ครอบงำ
ถ้ามีสติ มันคือพลังที่ถูกแปรรูปกลายเป็นความสร้างสรรค์ความมุ่งมั่นหรือแม้แต่การเข้าใจธรรม
ดังนั้นด้วยความคิดอันอ่อนด้อย ของปะต้าประเด็นทั้งสองจึงผูก
กันอย่างแนบแน่น
เส้นแบ่งระหว่างสัตว์ประเสริฐ
กับเดรัจฉานก็น่าจะเป็นวิธีที่เราจัดการกับกิเลสไม่ใช่การไม่มี
น้องเค้าเลยแต่เป็นการไม่ตก
เป็นทาสของน้องเค้า
“จึงจำต้องควบคุมอวัยวะส่วนล่าง
ไว้ให้มั่นคงอย่างมีสติโดยการใช้สตินั่นเอง”
มนุษย์ไม่ได้สูงส่งเพราะไร้กิเลส
แต่มนุษย์สูงส่งเพราะเห็นกิเลสแล้วไม่จำเป็นต้องเชื่อน้องเค้า
1
ในความจริงที่คมเจาะใจที่สุด
กิเลสไม่ได้ทำให้เราตกต่ำลง
การไม่รู้ว่ากำลังถูกน้องกิเลส
ใช้ต่างหากที่ทำให้เรากลาย
เป็นเดรัจฉานโดยไม่รู้ตัว
ปะต้าว่านะ!
โฆษณา