16 เม.ย. เวลา 22:42 • ปรัชญา

watthakhanun

เรื่องของการศาสนาและการคณะสงฆ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ โดยเฉพาะต้องยึดพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ ไม่ใช่ยึดกระแส หรือว่าไปยึดในสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากพระธรรมวินัย ซึ่งแม้กระทั่งกฎหมายที่ออกมาในภายหลัง อย่างเช่นว่ามติมหาเถรสมาคม หรือว่ากฎมหาเถรสมาคมบางอย่าง ก็ค้านกับพระธรรมวินัย อย่างเช่นว่าถ้าพระภิกษุต้องคดีอาญาถึงขนาดต้องจำคุก ก็ถือว่าให้สึกหาลาเพศไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แล้ว..!
เพราะพระธรรมวินัยระบุไว้ชัดว่า จะต้องกล่าวคำขอลาสิกขาด้วยตนเอง ต่อหน้าบุคคลผู้รู้เดียงสา ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการสึกหาลาเพศที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าพูดกล้ากล่าวในจุดนี้ จึงปล่อยให้เรื่องที่คัดค้านพระธรรมวินัยปรากฏขึ้น แล้วก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน..!
ในส่วนนี้เราท่านทั้งหลายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาให้ชัดเจน ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายอ่านในพระไตรปิฎก ก็จะเห็นว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เป็นเถระ พรรษาพ้น ๑๐ รู้พระธรรมวินัยครบถ้วน เป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทกุลบตรได้
ในปัจจุบันนี้เรามีกฎเกณฑ์ว่าจะต้องสอบก่อน ถ้าสอบผ่านทุกระดับ จากระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับภาค ซึ่งปัจจุบันนี้ขาดระดับหน ไปเป็นระดับประเทศเลย ถึงจะเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ แต่ว่าตรงนี้ก็ยังรับรองแน่นอนไม่ได้ว่า ท่านจะรู้พระธรรมวินัยครบถ้วน เนื่องเพราะคำว่ารู้พระธรรมวินัยครบถ้วน ไม่ได้แปลว่ารู้และทำข้อสอบได้ครบถ้วน..!
ดังนั้น..เรื่องทั้งหลายเหล่านี้บางอย่างก็มีความลักลั่นกัน และบุคคลที่จะสามารถออกมาบอกกล่าวในสิ่งที่ถูกต้องก็มีน้อยลงไปเรื่อย โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ไปเน้นในเรื่องของการศึกษาทางโลก ไม่ว่าจะเป็นเปรียญธรรม หรือว่าเป็นปริญญาก็ตาม ในส่วนของการศึกษาทางโลก ถ้าขาดการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ต่อให้เราแปลพระไตรปิฎกได้ทุกคำก็ยังอาจจะตีความผิด..!
ถ้าดูการศึกษาของประเทศข้างเคียงคือพม่า พระภิกษุของเขาจบธัมมะจริยะ ซึ่งมีอยู่ ๘ ประโยค ซึ่งเทียบเท่าประโยค ๙ ของบ้านเรา จะต้องปฏิบัติกรรมฐานก่อน ๔ เดือน ก็คือนั่ง ๑ เดือน ยืน ๑ เดือน เดิน ๑ เดือน นอน ๑ เดือน ถ้าหากว่าไม่ผ่านการปฏิบัติกรรมฐาน ๔ เดือน ก็ไม่ถือว่าจบธรรมจริยะ ซึ่งตรงนี้บ้านเราไม่มี
แล้วบ้านเขาเมื่อจบธัมมะจริยะแล้วยังมีการศึกษาที่เรียกว่า "บาลีปารคู"ก็คือใช้ภาษาบาลีในชีวิตประจำวัน พูดง่าย ๆ ว่าสนทนากันเป็นภาษาบาลี แล้วยังมีการสอบผู้ทรงพระไตรปิฎกอีกต่างหาก ส่วนบ้านเราถ้าจบประโยค ๙ แล้ว ไม่มีการศึกษาต่อ ยกเว้น
ว่าจะไปศึกษาทางโลก ก็คือระดับปริญญาโท ปริญญาเอกแทน
ดังนั้น..ในเรื่องของการศึกษาตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องเรียนทั้งสองทาง ก็คือทั้งปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป เพียงแต่ว่าถ้าใครเริ่มจากปฏิบัติ โอกาสที่จะไปเรียนปริยัติก็ยากแล้ว เพราะว่าถ้าจิตเข้าถึงความสงบ ก็จะไม่ไปสนใจวุ่นวายกับการเรียนอื่นอีก
ถ้าหากว่าจะเรียนก็เร่งเรียนนักธรรมบาลีไปก่อน จบนักธรรมเอกได้ประโยค ๓ แล้วก็มาทุ่มเทให้กับการปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในส่วนของวินัยปิฎก ต้องศึกษาทบทวนอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่ทราบหรืออาจจะรู้ไม่ทั่ว ว่าการกระทำแบบนี้ผิดพระธรรมวินัย โดยเฉพาะถ้าไปผิดในครุกาบัติ ก็คือในอาบัติหนักในส่วนที่แก้ไขไม่ได้ เราท่านก็อาจจะขาดความเป็นพระไปเลย กลายเป็น "อภัพพบุคคล" ที่ปฏิบัติ
ธรรมให้ตาย ก็เข้าสู่พระนิพพานในชาตินี้ไม่ได้..!
ดังนั้น..ในส่วนของงานที่ผ่านมา แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยประการใดก็ตาม กระผม/อาตมภาพถือว่าทำเพื่อคณะสงฆ์ ทำเพื่อพระพุทธศาสนา ส่วนท่านทั้งหลายจะทำเพื่อใคร จะศึกษาเพื่อใคร ก็แล้วแต่จะพิจารณาและปฏิบัติกันเอง
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๙
โฆษณา