Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ฐานเศรษฐกิจ_Thansettakij
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:20 • หุ้น & เศรษฐกิจ
อีก 5 ปี ไทยจะอยู่ตรงไหน...ในวันที่เวียดนามเดินไปไกลกว่า?
●
IMF คาดการณ์ GDP ไทยโตเพียง 1.5% ต่ำสุดในภูมิภาค สวนทางกับเวียดนามที่คาดว่าจะโตถึง 7.1% ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
●
ไทยเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การพึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูง และโครงสร้างการส่งออกที่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม
●
เวียดนามมีความได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรที่ใหญ่และมีอายุเฉลี่ยต่ำ รวมถึงการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต
1
หลังจากที่ IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยลงเหลือเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ใช่แค่การชะลอตัวระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยหลักยังคงเป็นเรื่องเดิมที่ทับซ้อนกัน ทั้งราคาพลังงานนำเข้าที่อยู่ในระดับสูง รายได้จากการท่องเที่ยวที่อ่อนแรงลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัวได้ช้า จนเกิดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพยิ่งชัดเจนมากขึ้น โดย IMF ประเมินว่า เวียดนามยังสามารถเติบโตได้ถึง 7.1% ขณะที่อินโดนีเซีย อยู่ที่ 5.0% และ มาเลเซีย อยู่ที่ 4.7% ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
หากมองในมิติของประชากร เวียดนาม มีจำนวนประชากรมากกว่า 100 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี ขณะที่ไทยมีประชากรราว 66 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 40 ปี ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อกำลังแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ เวียดนามจึงมีฐานการเติบโตที่กว้างกว่าอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ โครงสร้างด้านพลังงาน ไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ทำให้ต้นทุนของระบบเศรษฐกิจผูกกับราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงกระทบไทยโดยตรง ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต การบริโภค และ ดุลบัญชีเดินสะพัด
ในมุมของการใช้พลังงาน ไทยถือว่ามีการใช้ไฟฟ้าต่อหัวค่อนข้างสูงในภูมิภาค อยู่ที่ประมาณ 2,500 - 3,000 หน่วย (kWh) ต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าสูงในภูมิภาค แต่ปัญหาคือ พลังงานส่วนใหญ่ต้องนำเข้า ทำให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับขึ้น เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบเต็มที่
ขณะที่เวียดนาม แม้จะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจาก ภาคอุตสาหกรรม แต่ลักษณะของการใช้พลังงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะเวียดนามใช้พลังงานเพื่อขยายฐานการผลิตและการส่งออก ในขณะที่ไทยใช้พลังงานจำนวนมากในภาคบริการ และการบริโภคภายใน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวต่ำกว่า
เมื่อมองในมิติของการส่งออก ไทยยังคงเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสูง โดยมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GDP แต่สินค้าหลักยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และ สินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันจากประเทศต้นทุนต่ำ
แต่ในทางกลับกัน เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และสินค้าในห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน
ดังนั้น เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น...ประเทศที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่ประเทศที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด แต่เป็นประเทศที่สามารถเปลี่ยน “ต้นทุนพลังงาน” ให้กลายเป็น “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” ได้มากที่สุด ซึ่งในจุดนี้เวียดนามทำได้ดีกว่าไทยอย่างชัดเจน
ในภาพใหญ่ IMF มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงคราม เงินเฟ้อ และ ต้นทุนทางการเงินที่สูง ซึ่งเป็นบริบทที่เอื้อให้ประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจยืดหยุ่น และพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า
สำหรับไทย การเติบโตที่ระดับ 1.5% จึงไม่ใช่แค่การชะลอตัว แต่เป็นการสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย การลงทุนที่ยังไม่ฟื้นตัว และการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ขณะที่เวียดนามในระดับ 7.1% สะท้อนถึงการอยู่ในช่วงขาขึ้นของวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
หากมองไปข้างหน้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ปีนี้ใครจะโตมากกว่า แต่คือ ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามและพลังงาน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ของการ “ประคองตัว” ในขณะที่เวียดนามกำลังเดินเกม “เร่งการเติบโต” เพื่อยกระดับตัวเองขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาค
ท้ายที่สุดเรื่องก็วนกลับมาที่ระบบการบริหารงานภายในของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของนักการเมืองว่า ตอนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ เพราะถ้าหากยังมัวแต่ขัดแข้งขัดขากันเอง หรือว่ากลัวว่าใครจะทำได้ดีกว่า จนตนเองถูกลืม จนพยายามสร้างความโดดเด่นบนความเสียหายของประเทศ...ก็น่าเสียดายโอกาสที่จะได้รับมา!
เจ๊เมาธ์ยังยืนยันว่า ในยามวิกฤต การรักษาความสามัคคีและการสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด...แล้วเราจะเหลืออะไร!
1 บันทึก
9
2
5
1
9
2
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย