Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 15
Vasutorn Thientawatgul : เราอ่านหนังสือปรัชญาไปทำไม ในเมื่ออ่านไปแล้วก็ทำไม่ได้ ทั้งทั้งที่เราเห็นด้วยและเข้าใจหมดทุกอย่าง แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ อารมณ์เหมือนหมอบอกให้นอนอย่างน้อยวันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมงต่อวัน เราก็รู้ว่าต้องทำเพราะดีต่อสุขภาพ แต่ส่วนใหญ่ก็ทำกันไม่ได้ เลยอยากให้คุณอาแนะนำหน่อยครับ
วินทร์ เลียววาริณ : ก่อนจะรู้ว่าเราอ่านหนังสือปรัชญาไปทำไม ต้องรู้ก่อนว่าปรัชญา (Philosophy) คืออะไร
ปรัชญาไม่ใช่คู่มือสุขภาพ ไม่ใช่หนังสือ how to มันอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนเป็นดีขึ้นในชั่วข้ามคืน หรืออาจไม่มีผลอะไรกับเราเลย
Philosophy เป็นคำกรีก หมายถึงความรักแห่งปัญญา เป็นการศึกษาอย่างเป็นระบบเรื่องการดำรงอยู่ของเรา ความรู้ จิต คุณค่า เหตุผล โดยใช้ข้อมูล หลักฐาน วิธีคิดต่างๆ เพื่อเข้าใจชีวิต
ทุกอารยธรรมมีปรัชญาต่างกันออกไป ปรัชญาตะวันออก เช่น จีน อินเดีย เปอร์เซีย ปรัชญาตะวันตก เช่น กรีก
เชื่อไหมว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีปรัชญามากมายหลายร้อยปรัชญา แสดงว่ามนุษยชาติคิดเรื่องความหมายของชีวิตมาตั้งแต่เริ่มอารยธรรมแล้ว หรืออาจนานก่อนหน้านั้น
บางปรัชญาอิงเรื่องเหตุผล การค้นพบธรรม จิตวิญญาณ ตรรกะ การแสวงหาจุดหมาย เช่น การตรัสรู้ ความเข้าใจทุกสิ่ง บางปรัชญาเช่น จีนพูดเรื่องการใช้ชีวิตในสังคม รัฐผู้ปกครอง จริยธรรม ฯลฯ
1
บางปรัชญาพูดเรื่องอภิปรัชญา (metaphysics) ที่ศึกษาเรื่องพื้นฐานที่สุดของความเป็นจริง จิตกับกายภาพ เจตจำนงอิสระ ฯลฯ
บางปรัชญาพูดเรื่องความงามของการใช้ชีวิต บ้างเข้าไปในพื้นที่ของศิลปะ
จะเห็นว่ามันแตกหน่อ และมีความหลากหลาย ถ้าเข้าใจก็อาจเปิดหัวออกกว้าง
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีมองโลก เป็นแว่นสายตาที่ทำให้เรามองโลกชัดขึ้น บางคนอาจต้องใช้เลนส์สายตาสั้น บางคนใช้เลนส์สายตายาว บางคนต้องใช้เลนส์ช่วยสายตาเอียง บางคนก็อาจต้องผ่าต้อ ฯลฯ
ปรัชญาเป็นแนวคิดที่ทำให้เราขบคิดการเกิดมาในรูปแบบชีวิตแบบนี้ การดำรงอยู่ในโลกใบนี้ ในมุมนี้ของจักรวาล
หลายศาสนาก็เป็นปรัชญา เช่น พุทธ บางปรัชญากลายเป็นศาสนาไป บางปรัชญาก็ยังคงเป็นวิธีคิดในวงแคบ
เราอ่านปรัชญาเพื่อเปิดตา เปิดสมองของเราให้คิดได้กว้างกว่าเดิม คิดรอบด้านเรื่องการที่เราดำรงอยู่ในโลกนี้
หากเรามองโลกด้วยมุมเดียว มุมเดิมที่เราได้รับการสั่งสอนปลูกฝังมา เราก็มีมุมมองเดียว แต่หากเราอ่านปรัชญาอื่นๆ ก็จะเห็นมุมมองอื่น ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบยกมาบ่อยๆ คือการมองการเกิดชีวิตในมุมของจักรวาล การประกอบเข้าด้วยกันของอะตอม ก็อาจทำให้เราเห็นว่า เราก็คืออนุภาคย่อยของจักรวาลในรูปมนุษย์ ปรากอบกันชั่วคราว เหมือนฟองสบู่กลางแดด ส่องประกายสีรุ้งวาบเดียว ก็สลายตัวไป และอาจทำให้เรามองชีวิตต่างจากเดิม อาจทำให้ถ่อมตนขึ้น ดังนี้เป็นต้น
มันไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แต่การอ่านปรัชญาน่าจะทำให้โลกทัศน์เรากว้างขึ้นกว่าอ่านคัมภีร์เพียงเล่มเดียว
1
หรือไม่อ่านอะไรเลย
Aey Kanyawee : “อยากจะถามคุณวินทร์ว่า ตั้งแต่เด็กจนโตมีกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เพื่อให้เห็นว่าแต่ละเรื่องที่เรียนรู้นั้นมีค่าควรเอามาใช้ หรือเรื่องที่เจอหรืออ่านมันคือขยะ จากคุณแม่คนนึงที่ต้องการพัฒนาลูกให้แยกแยะสิ่งต่างๆ ถูกต้อง รู้ดีและชั่วเมื่อโตขึ้นค่ะ”
วินทร์ เลียววาริณ : ผมเกิดมาในยุคที่ความรู้มีจำกัดเฉพาะในโรงเรียนและห้องสมุด แต่โชคดีสองอย่างคือ หนึ่ง ครอบครัวผมเป็นพวกใฝ่รู้ ชอบอ่านหนังสือ สอง เมืองเล็กที่ผมเกิดมีห้องสมุดใหญ่
1
ในยุคนั้น หนังสือแทบเป็นทางเลือกเดียวของการหาความรู้และความบันเทิง
ห้องสมุดคือแหล่งความรู้ ทว่าเริ่มต้นผมเข้าห้องสมุดไม่ใช่เพื่อหาความรู้ แต่หาความบันเทิงมากกว่า เพราะผมติดนิยายงอมแงม
ผลปรากฏว่าการติดนิยายในวัยเด็กช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านหลากหลายในวัยโต
เมื่ออ่านนิยายไปหลายพันเล่ม ก็เกิดอาการเบื่อ หันไปอ่านอย่างอื่นที่แต่ก่อนไม่เคยคิดจะอ่าน ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ไปจนถึงดาราศาสตร์ และ จักรวาลวิทยา ผมอ่านแม้แต่เอนไซโคลปีเดียเล่มหนามาก ว่างๆ ก็เปิดอ่าน
นี่คือผลของนิสัยรักการอ่าน
แต่นี่ไม่พอ ต้องสร้างนิสัยอีกอย่างคือนิสัยตรวจสอบ (verify)
อ่านโดยไม่ตรวจสอบอาจเลวร้ายกว่าการไม่อ่าน เพราะรับข้อมูลผิดๆ ไปเป็นอันตรายใหญ่หลวง ทำให้โง่ลงได้
2
ในยุคนี้ความรู้กระจายกว้างมาก แต่มันก็มาพร้อมกับขยะ
แยกแยะยากมาก
หลักการคืออ่านเรื่องเดียวกันจากหลายแหล่ง หลายเวอร์ชั่น
อย่าพึ่งพาแต่อินเทอร์เน็ต หัดเข้าห้องสมุดแบบ old school ด้วย พยายามหาข้อมูลชั้นต้นให้มาก ยกตัวอย่าง เช่น อยากรู้ประวัติศาสตร์ช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น กบฏแมนฮัตตัน ก็อย่าอ่านแต่บทสรุปในอินเทอร์เน็ต ลองเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือที่เขียนโดยผู้ก่อการกบฏจริงๆ ก็จะได้รับข้อมูล อารมณ์ บรรยากาศที่จริง
1
ถ้าอ่านเจออะไร ให้คาดไว้ก่อนว่ามันไม่ถูก แล้วค้นหาข้อมูลที่ไว้ใจได้ จนรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก
อย่าติดนิสัยไม่รู้แล้วไม่ค้นคว้าต่อ และอะไรที่ไม่รู้จริง อย่าแชร์ต่อเด็ดขาด อาจสร้างบาปโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเรื่องทางการแพทย์
2
ไม่ประสงค์ออกนาม : “เราอ่านเรื่องยากๆ ไปทำไม?”
วินทร์ เลียววาริณ : หนังสือในโลกนี้มีมากมาย อ่านสิบชาติก็ไม่หมด ปกติแบ่งออกเป็นนิยายกับสารคดี
นิยายก็อาจเป็นเรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน ฯลฯ
สารคดีก็กินความกว้าง อาจเป็นประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง ศาสนา ปรัชญา
แต่นิยายก็อาจนำเรื่องสารคดียากๆ มาแต่งเป็นเรื่องอ่านเล่นได้
บางคนเลือกเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น คนอ่านนิยาย มักไม่ชอบสารคดี เพราะ “มันอาจยาก” “ต้องปีนบันไดอ่าน” และ “ไม่รู้จะอ่านไปทำไม”
บางคนก็ถึงขั้นเจาะจงเฉพาะนักเขียนบางคน
แต่นี่ไม่เกี่ยวกับวัยเสมอไป เพราะผมเคยเจอเด็กที่อ่าน สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน และ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล
ดูเหมือนตลาดหนังสือไทยจะเป็นแบบเฉพาะกลุ่มมาก (niche market)
นักเขียนฝรั่งโชคดีกว่านักเขียนไทยตรงที่ niche market ของเขาใหญ่กว่าของเรา
ผมคิดว่าตนเองโชคดีที่เกิดถูกที่ถูกเวลา นั่นคือเกิดในยุคที่ไม่มี โซเชียล เน็ตเวิร์ก บ้านไม่มีโทรทัศน์ แต่เมืองน้อยที่อยู่ในห้องสมุด
โชคดีอีกเช่นกันที่เกิดในเมืองไทยที่ในยุคผมมีหนังสือแปลมากมายจากตะวันตก และนิยายจีนกำลังภายใน หลากหลายมาก ทำให้ได้เสพเต็มที่
1
และผลของการเสพเต็มที่ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และมันคือพื้นฐานของทุกสิ่งดีๆ ที่ตามมา
1
18 บันทึก
33
13
18
33
13
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย