17 เม.ย. เวลา 10:54 • หนังสือ

01/69 สิ่งสำคัญของหัวใจ ตอนที่ 5

พอมาถึงวันหนึ่งเราเห็นสิ่งที่มันเป็นความเสื่อมนั้นด้วยความรู้สึกเช่นไร ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เป็นศัตรู ก็จะมีความรู้สึกหวั่นไหว แต่ถ้าเห็นมันในฐานะที่เป็นธรรมชาติ เราก็จะได้เรียนรู้มันในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ที่จะเปิดเผยความหมายของการมีชีวิตอยู่ เราก็จะมีท่าทีในการน้อมใจเข้าไปหาสิ่งนั้น
อ.ประมวล เพ็งจันทร์
หนังสือ : สิ่งสำคัญของหัวใจ
ผู้เขียน : นิ้วกลม
เราสังเกตว่า ร่างกายตัวเองเปลี่ยนแปลงทางลบหรือเสื่อมลงค่อนข้างชัดเมื่ออายุข้ามผ่าน 45 ปี โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านจาก 48 เป็น 49 นั้น เราได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บของกระดูกหรือข้อต่อต่าง ๆ เกือบทุกวัน ทั้งระหว่างออกกำลัง เช่น เดิน วิ่ง โยคะ และทั้งขณะทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป โดยมีเหตุการณ์ล่าสุดนี้ช่วยให้ตระหนักถึงประเด็นนี้อีกครั้ง
ผ่านปีใหม่ไทยมาแค่วันเดียวก็เกิดความผิดปกติของร่างกายขึ้นจากอิริยาบถธรรมดา นั่นคือการยืนเปิดประตูรถฝั่งคนขับ แล้วค้อมตัวลง+ยื่นมือขวาสุดแขนเพื่อหยิบรองเท้าที่วางอยู่บนพื้นรถฝั่งคนนั่ง จากนั้นค่อย ๆ ถอยตัวกลับมายืนเหมือนเดิม เราเคยหยิบของด้วยท่าทางนี้มาแล้วหลายครั้ง ก็ไม่เป็นอะไร…แต่ครั้งนี้มันเจ็บหลังช่วงล่างขึ้นมาทันที โดยไม่มีเสียงกร๊อบแกร๊บอะไร
เราหยุดนิ่งเพื่อสังเกตร่างกาย เออ…มันเจ็บจริง ไม่ได้คิดไปเอง พอลองก้าวเดินมันก็เจ็บ นั่งประจำที่คนขับรถก็เจ็บ ถ้าหลังพิงเบาะจะเจ็บมากกว่าโน้มตัวไปข้างหน้า แต่เนื่องจากมันเกิดตอนที่เรากำลังจะพาพ่อไปทำแผลที่โรงพยาบาล จึงยังขับรถออกจากบ้านตามแผนที่วางไว้
ทว่าเมื่อถึงปลายทาง จอดรถเรียบร้อย เราลงมายืนและเดินเข้าอาคาร กลับรู้สึกเจ็บมากขึ้น ดีกรีความเจ็บมันพุ่งเร็วภายในชั่วโมงเดียว เลยกลายเป็นว่า พาพ่อมาหาหมอและเราก็ต้องแวะหาหมอด้วย
เจ้าหน้าที่นำรถวีลแชร์มารับเราและพาไปยังแผนกกระดูกและข้อ ระหว่างนั่งรอ นี่ก็ใจคอไม่ดีเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่าง แต่ถ้าต้องอยู่ในสภาพนั่งวีลแชร์ตลอดชีวิตที่เหลือ คงอึดอัดมากแน่นอน
หลังผ่านการตรวจเบื้องต้น หมอส่ง x ray เราต้องเปลี่ยนชุด จังหวะนั้นแค่ยกขาถอดกางเกงก็เจ็บมากแล้ว ผลออกมากระดูกปกติ หมอวินิจฉัยว่า น่าจะเกิดการเคล็ดของข้อต่อบริเวณหลังส่วนล่าง ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน ซึ่งต้องกินยา ประคบเย็น (ทุกสองชั่วโมงในวันแรก) ประคบร้อน (วันที่สองเป็นต้นไป) และงดใช้งานหลังชั่วคราว คือเดิน ยืน นั่งเท่าที่จำเป็นในช่วง 5 วันหลังจากนี้
โดยกำชับว่า ให้สังเกตอาการตัวเอง หากภายใน 2-3 วันมีอาการชาหรือร้าวลงขวาให้รีบมาโรงพยาบาล เพราะเป็นสัญญานของเส้นประสาทถูกกดทับ ซึ่งสังเกตไม่ได้จากผล x ray
หลังจากขับรถ (นั่งโน้มตัวมาข้างหน้าตลอดทาง 555) พาตัวเองและพ่อกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพ เราก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด และนึกถึงข้อความของ อ.ประมวล ขึ้นมา
สำหรับเรา เหตุการณ์นี้คือร่างกายส่งสัญญาณแล้ว ท่าทางที่เคยทำได้ไม่มีปัญหา เมื่อใกล้จะแตะห้าสิบขวบ การเอื้อมสุดแขนกลายเป็นบาดเจ็บได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความเสื่อมคืบคลานเข้ามาทีละน้อย มันคือธรรมชาติของชีวิต เราแค่ต้องยอมรับคำเตือน
พร้อมกับบอกตัวเองว่า อย่าพยายามเอื้อมสุดแขนหรือเอี้ยวตัวรุนแรงอีก หากประเมินว่าเอื้อมไม่ถึง ควรพาตัวเองเข้าไปใกล้แล้วค่อยหยิบ…น่าจะเป็นมิตรกับร่างกายมากกว่า ควรฝึกไว้ให้คุ้นเคยตั้งแต่บัดนาว แก่ตัวไปจะได้ไม่ซ้ำรอยบาดเจ็บแบบนี้
ความแก่เป็นธรรมชาติ
ความเจ็บก็เป็นธรรมชาติ
ในเมื่อหนีมันไม่พ้น
เราก็อยู่ร่วมกันฉันท์มิตรไป
ตราบลมหายใจสุดท้ายนั่นแหละ :)
โฆษณา