17 เม.ย. เวลา 11:13 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🇹🇭 ประเทศไทยจะกู้ได้ไหม? จะโดน Downgrade หรือเปล่า?

ช่วงนี้หลายคนถกเถียงกันค่อนข้างมากว่า ด้วยปัญหาที่เราเจอเต็มไปหมด รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มได้หรือไม่ และเราจะโดน "Downgrade" หรือเปล่า?
แต่หลายคนยังงงว่าประเด็นที่ควรถกเถียงกันจริงๆ คืออะไร และน่ากังวลแค่ไหน ผมเลยอยากมาชวนคุยครับ
📉 สถานการณ์ตอนนี้: กันชนที่เคยหนา กำลังบางลง
ที่ผ่านมาประเทศไทยเจอปัญหาเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งโควิด ปัญหานักท่องเที่ยว และล่าสุดคือวิกฤตราคาพลังงาน หนี้สาธารณะเราพุ่งจากแถวๆ 40% ของ GDP ก่อนโควิด มาอยู่ที่ 66% ในตอนนี้ และคาดว่าจะเข้าไปใกล้เพดาน 70% ตั้งแต่ก่อนมีภาวะสงครามในต่างประเทศเสียอีก
เมื่อเศรษฐกิจกำลังเจอ shock ขนาดใหญ่ และรัฐบาลอาจจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเพื่ออุดหนุนค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามคือ "เรากู้จนหนี้เกินเพดานได้หรือไม่?"
ถ้าย้อนไปปีก่อน Moody's กับ Fitch Ratings ปรับ Outlook ของไทยเป็น "Negative" ไปแล้ว จากความเปราะบางทางเศรษฐกิจ การเมือง และกันชนการคลังที่หายไป ซึ่งทำให้ความสามารถในการรับแรงกระแทกของเราลดลง
แปลง่ายๆ ว่าเขากำลัง "จดชื่อ" เราไว้ในบัญชีที่พร้อมจะถูกลดอันดับได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น แต่เราดันมาเจอช็อคขนาดใหญ่นี่อีก
📌 เพดานหนี้มีไว้ทำไม?
เพดานหนี้ไม่ใช่แค่ข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่มันคือ "สัญญา" ที่รัฐบาลให้ไว้กับตลาดในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ ว่าเราจะมีวินัยการคลัง ไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แต่ถ้าทุกครั้งที่หนี้ใกล้เพดาน เราก็แค่ "ขยับเพดานหนี" สัญญาตรงนี้ก็จะเริ่มไร้ความหมาย และนั่นคือสิ่งที่ตลาดและ Rating Agency จับตามอง เพราะมันสะท้อนว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงแค่ไหน
2
อย่างไรก็ตาม หากดูกราฟเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มี Rating ใกล้เคียงกัน (BBB+/-) จะเห็นว่า ไทย (ดาวแดง) ยังอยู่ในจุดที่ "ไม่ได้แย่" หนี้เราไม่ได้สูงโด่ง และต้นทุนกู้ยืม (Credit Spread) ของเรายังต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินเดีย หรือแอฟริกาใต้
1
แปลว่าตลาดยังให้คะแนนเราดีอยู่ แต่ถ้าเราโดน downgrade ไปอีกจนปริ่มตกชั้น investment grade (ที่ BBB-) ผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินจะมีมากกว่าเยอะมากแน่ๆ
📌 แล้วทำไมยังต้องกังวล?
เพราะ Rating Agency ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขระดับหนี้วันนี้เพียงอย่างเดียว แต่เขาดูว่า "ข้างหน้า" หนี้จะอยู่ในภาวะ ยั่งยืน (Sustainable) หรือเป็น เส้นทางที่คุมไม่อยู่ (Exploding Path)
โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ตัว:
💹 อัตราดอกเบี้ย: หนี้เดิมโตเร็วแค่ไหน?
💸 การขาดดุล: ต้องกู้เพิ่มอีกเท่าไร?
📈 GDP Growth: ถ้าเศรษฐกิจโตช้า สัดส่วนหนี้ต่อรายได้จะบวมขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเศรษฐกิจโตเร็ว ถึงหนี้จะเพิ่ม แต่สัดส่วนหนี้อาจจะไม่เพิ่มเร็วก็ได้
ปัญหาของไทยคือเศรษฐกิจเราโตช้ามาตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม รายจ่ายเพิ่มไม่หยุดตามสังคมสูงวัย แต่รายได้ไม่โตตาม เราขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง "กันชน" ของเราจึงบางลงทุกปีจนน่าใจหาย
ดีว่าดอกเบี้ยยังต่ำพอช่วยให้หนี้ไม่โตเร็วเกินไป
📌 "กู้" ไม่ใช่คำต้องห้าม — แต่ต้องใช้คุ้มค่า มีแผนลดหนี้และสร้างภูมิคุ้มกัน
Shock ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศต้องเจอ แต่ภูมิคุ้มกันที่เรามีต่อ Shock และความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันกลับมาต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ
รัฐอาจจำเป็นต้องกู้เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจพัง เพราะบางครั้งการไม่กู้เลยอาจทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่ามาก
แต่ทุกครั้งที่กู้ "ต้องมาพร้อมกับแผนลดหนี้ที่ทำได้จริง" ไม่ใช่แค่พูด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด
แผนที่ว่าต้องครอบคลุม 3 เรื่อง:
หนึ่ง: คุมรายจ่าย เงินที่กู้มาจะเอาไปใช้อะไร? ต้องนำไปใช้ในสิ่งที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ พุ่งเป้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนในระยะยาว
นอกจากนี้ ก่อนตัดสินใจกู้ รัฐควรทบทวนและจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่ งบที่ไม่ได้สร้างผลดีต่อเศรษฐกิจ (เช่น การแจกเงินแบบหว่านแห งบดูงานไม่จำเป็น งบที่เงินไหลออกนอกประเทศเยอะ) ต้องกล้าตัดทิ้ง และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้ทุกบาทมีผลมากที่สุด
สอง: เพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งอาจต้องพิจารณาทั้งการขยายฐานภาษี (นำคนเข้าระบบ) และการเพิ่มอัตราภาษี เช่น VAT ของไทยที่ 7% ต่ำมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค มีพื้นที่ปรับได้ แต่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือคนรายได้น้อยรองรับ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาการเมืองมากกว่าแก้ปัญหาการคลัง
สาม: เพิ่ม GDP ระยะยาว แม้เรามีปัญหาระยะสั้นเต็มไปหมด เราก็ทิ้งปัญหาระยะยาว และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปไม่ได้ เราต้องเน้นลงทุนเพื่ออนาคต ดึงการลงทุนคุณภาพ และพัฒนาคน ถ้าเศรษฐกิจโตเร็ว หนี้ก็จะดูเล็กลงเอง และนี่คือทางออกในระยะยาวที่แท้จริง
📌 สิ่งถูกต้อง อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจ
พูดตรงๆ ว่าแผนพวกนี้ทำยากในทางปฏิบัติ เพราะรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย และแรงกดดันจาก "นโยบายประชานิยม" สูงมาก ทำให้ความมุ่งมั่นมักจบแค่ในกระดาษ Rating Agency รู้เรื่องนี้ดี และนั่นคือสาเหตุที่ Outlook เรายังเป็น Negative อยู่
💡 สรุป
ปัจจุบัน เราอาจจะยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต ตัวเลขหนี้และต้นทุนกู้ยืมยังอยู่ในระดับที่ตลาดรับได้เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ที่มีระดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน แต่ความเสี่ยงก็มีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งถ้าไม่มีแผนการคลังที่น่าเชื่อถือ ยังปล่อยให้กันชนบางลงเรื่อยๆ วันที่ตัวเลขจะเลวร้ายลงจริงๆ ก็ไม่ไกลเกินไป
กู้ได้ถ้าจำเป็น — แต่ต้องกู้อย่างมีวินัย ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า และต้องมีแผนลดหนี้ที่ชัดเจนทำได้จริง เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าครับ
โฆษณา