7 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

บทเรียนการส่งต่อธุรกิจ จากมหากาพย์ศึกสายเลือด ของตระกูลที่รวยสุดในอินเดีย

99,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท คือมูลค่าความมั่งคั่งของคุณ Mukesh Ambani จากการจัดอันดับของ Forbes ล่าสุด
ตัวเลขระดับนี้ ไม่เพียงแค่ส่งผลให้เขาครองตำแหน่ง มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดียเท่านั้น แต่ยังเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเอเชียอีกด้วย
แต่ถ้ายังนึกภาพความรวยระดับนี้ไม่ออก ลองย้อนกลับไปดูงานแต่งงานของลูกชายคนเล็กของเขา ที่กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก
1
เป็นงานที่เต็มไปด้วยความอลังการ มีการเชิญศิลปินระดับโลกอย่างคุณ Rihanna และคุณ Justin Bieber มาร้องเพลง ไปจนถึงแขกวีไอพีระดับคุณ Bill Gates และคุณ Mark Zuckerberg มาร่วมงาน
แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้ภาพความมั่งคั่งนี้ ตระกูล Ambani เคยต้องแตกเป็นเสี่ยง ๆ จากศึกสายเลือดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจของอินเดียมาแล้ว
1
ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะผู้ก่อตั้งจากไปโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม จนสุดท้ายกลายเป็นความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจกัน
หากอยากรู้ว่าเรื่องราวศึกสายเลือดครั้งนี้เป็นอย่างไร และทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้เราบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ย้อนกลับไปในปี 2002 ช่วงเวลาที่อาณาจักร Reliance บริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
เมื่อคุณ Dhirubhai Ambani ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้เสียชีวิตลงโดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมและข้อตกลงแบ่งกิจการทิ้งไว้ให้กับลูกแต่ละคนเลย
ทำให้ลูกชายทั้งสองคน ที่เริ่มเข้าทำงานและมีบทบาทในบริษัทมาพร้อม ๆ กัน ต้องก้าวขึ้นมาบริหารร่วมกัน
โดยคุณ Mukesh ผู้เป็นพี่ชาย ได้ขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานบริษัท
ส่วนคุณ Anil ผู้เป็นน้องชาย รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
แต่ปัญหาคือ สองพี่น้องคู่นี้มีบุคลิก และสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝั่งพี่ชายมีบุคลิกเงียบขรึม สุขุม และจริงจัง ในขณะที่น้องชายมีบุคลิกร่าเริง อ่อนโยน และเข้าถึงง่าย
ความแตกต่างเหล่านี้ค่อย ๆ สะสม ทำให้ความขัดแย้งค่อย ๆ บานปลาย จนลุกลามกลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันในบริษัท
และในปี 2004 บอร์ดบริษัท Reliance ก็ได้ลงมติเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการใช้เงินในธุรกิจ ให้กับคุณ Mukesh ด้วย
แถมหลังจากนั้น เขายังเอาผู้บริหารคนนอกที่ตัวเองสนิทขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในธุรกิจ
ทำให้น้องชายอย่างคุณ Anil ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกลดบทบาทลงเรื่อย ๆ
จนในที่สุด ความขัดแย้งก็ระเบิดออกมา ผ่านหน้าสื่อออกสู่สาธารณะ
ซึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า นี่ไม่ใช่แค่ธุรกิจครอบครัวทั่วไป แต่เป็นอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าคิดเป็นราว 2% ของ GDP อินเดียในเวลานั้น
ทำให้ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในตระกูล แต่ลุกลามไปกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนตลาดหุ้นอินเดียเกิดความผันผวนเลยทีเดียว
ถึงขั้นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตอนนั้น ต้องออกมาส่งสัญญาณเรียกร้องให้ทั้งสองรีบเคลียร์ปัญหานี้ให้จบ
จนในที่สุด แม่ของพวกเขาต้องเข้ามาเป็นคนกลาง เพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งและนำไปสู่การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการแยกกิจการออกเป็น 2 กลุ่ม
คุณ Mukesh ได้ดูแลบริษัท Reliance Industries ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิม ที่เป็นกระแสเงินสดหลักของกลุ่ม อย่างธุรกิจน้ำมัน ปิโตรเคมี โรงกลั่น และก๊าซธรรมชาติ
ส่วนคุณ Anil ได้ดูแลกลุ่มธุรกิจใหม่ ที่ในเวลานั้นถูกมองว่ามีศักยภาพการเติบโตสูง อย่างธุรกิจโทรคมนาคมชื่อว่า RCom พลังงานไฟฟ้า และการเงิน
โดยมีข้อตกลงสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายจะต้องไม่ทำธุรกิจแข่งกันเป็นเวลา 10 ปี
หลังจากแบ่งธุรกิจกันแล้ว แต่ละคนก็เริ่มต่อยอดธุรกิจตามเส้นทางของตัวเอง และทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไปได้สวย
ในปี 2008 หรือผ่านไป 6 ปี หลังจากที่พ่อเสียชีวิต พี่น้องคู่นี้มีความมั่งคั่งสูสีกันมาก พี่ชายก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 5 ของโลก ส่วนน้องชายก็ตามมาติด ๆ เป็นอันดับที่ 6 ของโลก
แต่หลังจากนั้นไม่นานกลยุทธ์การบริหารจัดการที่แตกต่างกัน ก็ทำให้ชีวิตของพวกเขาพลิกผันต่างกันราวฟ้ากับเหว
ฝั่งคุณ Mukesh แม้ธุรกิจที่ได้จะเป็นกลุ่มธุรกิจเก่า แต่ธุรกิจเหล่านั้นล้วนมีกระแสเงินสดจำนวนมหาศาล ทำให้เขามีสายป่านที่ยาวพอที่จะลงทุนในโปรเจกต์ใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย
ในทางกลับกัน ธุรกิจของคุณ Anil แม้จะได้ธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต แต่ธุรกิจเหล่านั้นล้วนต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทำให้เขาต้องขยายธุรกิจ โดยการสร้างหนี้มหาศาล
นอกจากนี้ หลังจากแบ่งบริษัทกันแล้ว สองพี่น้องก็ยังมีปัญหากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขึ้นโรงขึ้นศาล รวมไปถึงการขัดขวางดีลทางธุรกิจของกันและกัน
จนในที่สุด ทั้งคู่เลยตัดสินใจยกเลิกสัญญาข้อตกลง ห้ามทำธุรกิจแข่งกัน ที่เคยเซ็นไว้ตอนแบ่งบริษัท
ซึ่งในตอนนั้นหลายคนมองว่า นี่เป็นสัญญาณของการประนีประนอม และเปิดทางสู่ความร่วมมือกันในอนาคต
แต่ในความเป็นจริง เหตุการณ์นี้กลับเป็นการปลดล็อกครั้งใหญ่ ที่ทำให้คุณ Mukesh สามารถกระโดดเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นพื้นที่ของน้องชายได้อย่างเต็มตัว
คุณ Mukesh เปิดตัวเครือข่ายมือถือ Jio โดยใช้กลยุทธ์ดัมป์ราคา ยอมขาดทุนก่อนในช่วงแรก เพื่อเร่งขยายฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุด
กลยุทธ์นี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคู่แข่งทุกรายในตลาด และแน่นอนว่าบริษัท RCom ของน้องชายก็โดนไปด้วย
เมื่อต้องเผชิญกับสงครามราคาที่ดุเดือด ซ้ำเติมด้วยภาระหนี้สินที่แบกไว้เป็นทุนเดิม ทำให้บริษัท RCom ต้องทยอยขายสินทรัพย์ และยื่นล้มละลายในที่สุด
เรื่องราวนี้เลวร้ายจนถึงขั้นที่ศาลมีคำสั่งว่า หากไม่จ่ายหนี้ คุณ Anil จะต้องถูกจำคุก จนทำให้พี่ชายอย่างคุณ Mukesh ต้องยอมควักเงินเพื่อจ่ายหนี้แทนให้
แต่ปัญหาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ RCom เพียงบริษัทเดียว
เพราะภาระหนี้สินมหาศาลที่เกิดจากการกู้เงินมาขยายธุรกิจก่อนหน้านี้ ก็เริ่มส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังบริษัทอื่น ๆ ในเครือ
จนสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นที่คุณ Anil ต้องขึ้นศาล และแถลงว่า เขาไม่มีเงินใช้หนี้ เพราะความมั่งคั่งของเขาลดลงจนแทบจะเหลือศูนย์แล้ว..
ซึ่งบทเรียนสำคัญจากความขัดแย้งของพี่น้องตระกูล Ambani ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อผู้นำรุ่นบุกเบิกที่เป็นศูนย์รวมอำนาจจากไปโดยไร้แผนการสืบทอดกิจการ
โครงสร้างอำนาจที่เคยรวมไว้อยู่ที่คนคนเดียว ก็จะหายวับไปในพริบตา และมักตามมาด้วยความวุ่นวายและศึกชิงอำนาจของรุ่นลูก ที่ต้องก้าวขึ้นมาบริหารร่วมกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลากหลายครอบครัวมหาเศรษฐีระดับโลก ล้วนให้ความสำคัญกับการสร้างธรรมนูญครอบครัว เพื่อใช้เป็นเข็มทิศนำทาง
เพราะสิ่งเหล่านี้คือ กฎกติกาที่เป็นมาตรฐานในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการธุรกิจ ไปจนถึงแนวทางที่ชัดเจนในการจัดการสัดส่วนการถือหุ้น
ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นดี ที่จะช่วยลดความขัดแย้ง และทำให้การส่งผ่านธุรกิจข้ามรุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น
และจากบทเรียนราคาแพงในรุ่นของตัวเองทั้งหมดนี้ ก็ทำให้คุณ Mukesh มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดีย ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า เขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในรุ่นลูกอีก
โดยเขาได้วางแผนสืบทอดกิจการไว้อย่างเป็นระบบ ด้วยการจัดโครงสร้างและเริ่มถ่ายโอนอำนาจแบบค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ตอนที่เขายังมีชีวิตและแข็งแรงอยู่
ในบางธุรกิจเขาเลือกที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง และดันให้ลูกขึ้นเป็นประธานบริษัทแทน ในขณะที่ตัวเขาเองยังคงนั่งเป็นประธานของบริษัทแม่ เพื่อคอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
เพราะเขาเข้าใจดีว่า ท้ายที่สุดแล้วการสร้างอาณาจักรธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ อาจวัดกันที่ความเก่งและวิสัยทัศน์
แต่การรักษาให้อยู่รอดข้ามรุ่นนั้น วัดกันที่แผนการสืบทอดอำนาจอย่างแท้จริง..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#Ambani
โฆษณา