18 เม.ย. เวลา 03:14 • สุขภาพ

เล่าประสบการณ์เฉียดตายจาก "โรคไต" ตั้งแต่ พ.ศ. 2531

----------------
   เมื่อพ.ศ. 2529-2531 ผมทำหน้าที่เลขาฯหน้าห้องท่านอธิบดีกรมสามัญศึกษา(ท่านพะนอม แก้วกำเนิด) พ.ศ.2531 ท่านอธิบดีได้รับคำสั่งย้ายให้ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการ
ตอนนั้นผมอายุ 38 ปี เกิดป่วยกระทันหัน (คงไม่ได้เกี่ยวกับการที่ท่านอธิบดีถูกย้ายหรอก) มีอาการบวมไปทั้งตัว  ทั้งที่ใบหน้า หนังตา ท้อง มือและเท้าทั้ง 2 ข้าง  ปัสสาวะเป็นฟองสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผมเองก็ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร เพราะไม่เคยเป็นมาก่อน
จึงไปหาหมอคลีนิคอายุรศาสตร์อาคาร ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์เห็นอาการจึงส่งไปพบอาจารย์ พญ.เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคไต ระหว่างรอพบหมอเห็นคนไข้หลายคนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ที่มีอาการคล้ายๆกับผม รอที่หน้าห้องตรวจ
พอ อ.เสาวลักษณ์เห็น ท่านคงทราบทันทีว่าเป็นอะไร ท่านวัดความดันโลหิต บอกว่าความดันสูงทั้งตัวบนตัวล่าง  แล้วส่งไปเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ เอาผลมาวิเคราะห์ และบอกว่าเป็น "โรคไต แบบ Nephrotic Syndrome" ท่านอธิบายให้ฟังว่า เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไต จนบางคนเรียกรวม ๆ ว่า"โรคไต" แบบหนึ่ง
โดยเฉพาะบริเวณหน่วยกรองของไตหรือที่เรียกว่า Glomerulus ซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียและควบคุมสมดุลของโปรตีนในร่างกาย เมื่อบริเวณนี้เกิดการอักเสบหรือถูกทำลาย จะทำให้โปรตีนที่จำเป็น เช่น อัลบูมิน (Albumin) เรียกกันว่าไข่ขาวรั่วออกมากับปัสสาวะในปริมาณมากกว่าปกติ จึงมีอาการเหมือนที่ผมเป็น
อ.เสาวลักษณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อโปรตีนในเลือดลดลง ร่างกายจะตอบสนองโดยพยายามสร้างโปรตีนและไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต หากปล่อยให้โปรตีนรั่วเรื้อรังโดยไม่ได้รับการควบคุม จะทำให้ไตค่อย ๆ เสื่อมประสิทธิภาพลง จนพัฒนาเป็นไตวายเรื้อรัง และต้องรับการฟอกไตในที่สุด ผมเองก็เพิ่งรู้ว่ามีโรคนี้ด้วย ยังดีที่ผลตรวจไม่เป็นเบาหวาน ไม่เช่นนั้นคงเร่งให้ไตเสื่อมไวขึ้นอีก
อ.เสาวลักษณ์ สั่ง Admit ที่อาคารประสิทธิ์-ตุ๊ พร้อมพันธ์ุ ชั้น 2 ในวันนั้นเลย โดยไม่ถามความสมัครใจ ท่านคงเห็นว่าอาการวิกฤตแล้ว ซึ่งเป็นการนอนโรงพยาบาลครั้งแรกในชีวิตผม  เป็นห้องนอนรวม พัดลม ไม่มีแอร์ เป็นอาคารที่อยู่ติดกับอาคารธนาคารกสิกรไทย(คลีนิคโรคไต, ฟอกไต และเป็นห้องทำงานของแพทย์โรคไต) และอาคารสามัคคี(ตรวจเลือด, ปัสสาวะ) ปัจจุบันทั้ง 3 อาคารถูกรื้อถอนไปแล้ว และสร้างเป็นอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ และอาคารรัตนวิทยพัฒน์แทน
วันต่อมา อ.เสาวลักษณ์สั่งให้เจาะชิ้นเนื้อไตไปตรวจ พบว่า เหลือไตที่ยังทำงานได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ต้องดูแลเฝ้าระวังให้ดีก่อนจะถูกทำลายทั้งหมด
การรักษาหลักของคุณหมอคือให้ทานยาเพร็ดนิโซโลน (Prednisolone) ซึ่งก็คือ สเตียรอยด์ (Steroid) จำนวน 21 เม็ดวันเว้นวัน เพื่อควบคุมการอักเสบของไตอย่างทันท่วงที พร้อมกับทานยา Loranta(ลดความดันโลหิตสูง) และ Hidil(ลดไขมันในเลือด) คุณหมอควบคุมให้ทานอาหารที่จืดสนิท ไม่มีเนื้อสัตว์  ที่หาความอร่อยไม่เจอ  นึกสมน้ำหน้าตัวเอง ที่สวาปามไม่เลือก ชอบกินเค็ม กินเนื้อสัตว์ ของมันๆชอบของหมักดอง กินอะไรก็เยอะๆ  คุณหมอยังสั่งห้ามทานสมุนไพร และยาจีนเพราะจะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น
นอนโรงพยาบาลได้ครึ่งเดือน ต้องตรวจเลือด/ปัสสาวะ วัดความดันทุกวัน หมอบอกว่าโปรตีนที่รั่วลดลงบ้างแล้ว ตัวที่บวมก็เริ่มยุบลงอย่างๆช้าๆ  ความดัน ไขมันก็ลดลงบ้าง ปัสสาวะก็ใสและมีฟองลดลง แต่เกิดอาการคลื่นไส้ วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง ปวดขาปวดแขน คงมาจากผลข้างเคียงในการทานยา
สเตียรอยด์และยาตัวอื่นเยอะๆนั่นเอง
ต่อมา อ.เสาวลักษณ์สั่งให้ทานยาเพร็ดนิโซโลน ลดลงเป็น 10 เม็ดทุกวัน ส่วนยาความดัน/ไขมันยังทานเหมือนเดิม ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องอีก ช่วงนั้นยอมรับว่าจิตใจตัวเองห่อเหี่ยวท้อแท้ มีความเครียดมากขึ้น เช้าๆจะเดินไปอาคารวชิรญาณวงศ์(อยู่ฝั่งตรงข้าม) ถวายภัตตาหารสงฆ์อาพาธแทบทุกวัน ทำให้จิตใจเยือกเย็นลงบ้าง
นอนโรงพยาบาลเดือนเต็มๆอ.เสาวลักษณ์สั่งให้กลับบ้านได้และให้ทานยาเพร็ดนิโซโลนเป็น 15 เม็ด วันเว้นวัน ยาตัวอื่นยังให้ทานเหมือนเดิม กำชับเรื่องการทานอาหารที่จืด ลดโปรตีน ของมันๆ ให้ทาน
อาหารน้อยๆ และนัด 1 เดือนให้มาตรวจ ให้เก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง และเจาะเลือดที่ตึกสามัคคี ล่วงหน้าก่อนพบแพทย์
ระหว่างพักฟื้นที่บ้าน ผมทำตามที่คุณหมอสั่งอย่างเคร่งครัด ทำเมนูอาหารเช้าทุกวันคือ นึ่งไข่ขาว 4 ฟอง(เอาไข่แดงไปทำปุ๋ย) แต่ดูเหมือนอาการยังขึ้นๆลงๆ  ได้ไปพบหมอและทานยาต่อเนื่อง  คุณหมอให้ยาเพิ่มขึ้นบ้างลดลงบ้างตามผลการตรวจ  หมอนัด 1 เดือนบ้าง 2 เดือนบ้าง  ช่วงไหนที่อาการไม่ดี ก็นัดเป็นสัปดาห์ ต่อเนื่องมาหลายปี
มีอยู่ปีหนึ่งเกิดการดื้อยา ตัวกลับมาบวมอีก อ.เสาวลักษณ์ได้ฉีด Endoxan (เอนด๊อกซาน) เป็นยาเคมีบำบัดอีกชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น จำได้ว่าผมถูกเจาะไตไป 2 ครั้ง ให้ Endoxan รวม 2 ครั้ง และยังคงทานยาเดิมต่อเนื่อง ซึ่งผมก็ปฏิบัติตามคุณหมออย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
นึกถึงเรื่องราวตอนไปหาหมอตามนัดที่อาคาร ภปร.ชั้น 3 แต่ละครั้งตั้งแต่แรกๆ ก็จะพบกับผู้ป่วยโรคไตตามอาการต่างๆ หน้าเดิมๆเยอะมาก มีทั้งผู้ที่กำลังรักษาเหมือนผม ผู้ที่มาฟอกไต ผู้ที่รอรับบริจาคไต ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้วมาดูอาการต่อเนื่อง มีคุณหมอรักษาโรคนี้หลายท่าน นับได้ว่าเป็นโรคฮิตติดอันดับโรคหนึ่งทีเดียว
ผมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันกับผู้ที่รอตรวจจนคุ้นเคยกัน แต่ต่อมาพบว่าหลายคนหายหน้าหายตากันไป จนมาถึงปัจจุบันก็ไม่เจอคนหน้าเดิมๆอีกเลย  ผมเข้าใจเองว่าเขาคงจะหายป่วยแล้ว หรือไม่อาจไปที่ชอบๆแล้วก็ได้
พ.ศ. 2544 ผมเริ่มหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาจิต ควบคู่กับการดูแลร่างกาย จึงไปแสวงหาอาจารย์สอนการทำสมาธิภาวนา เช่น หลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียน คุณแม่สิริ หลวงพ่อสมบูรณ์ หลวงพ่อฤาษี เป็นต้น ก็ไปปฏิบัติอย่างฉาบฉวย แม้จะทำให้จิตใจสงบลงได้บ้าง  แต่ก็ยังไม่สงบอย่างแท้จริง เวลามีอะไรเข้ามากระทบก็ยังพลุ่งพล่าน หงุดหงิดและมีโทสะ
ปี พ.ศ. 2546 มีโรคใหม่มาเยือนผมอีกโรคคือ "ต่อมลูกหมากโต" ปัสสาวะติดขัด จึงไปพบ อ.ดุษฏี  โสวรรณทิพย์ คลีนิคศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ ท่านตรวจอาการแล้ว เห็นว่าไม่รุนแรงอะไร ก็ให้ทานยา 2 ตัวคือ Urief และ Firide  และนัดให้มาพบแพทย์ทุก 2 เดือน พร้อมตรวจเลือดหาค่า PSA ล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก
ระยะหลังพบว่าค่า PSA มีแนวโน้มสูงขึ้น จนเกิน 4  ท่านจึงสั่งไปเข้าอุโมงค์ทำ MRI พบว่ามีจุดเล็กๆ ท่านให้เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจปรากฏว่าไม่มีเนื้อร้าย ท่านก็ให้ทานยาตัวเดิมต่อ และนัดพบทุก 3 เดือน พร้อมตรวจ PSA ต่อเนื่อง ซึ่งยังปัสสาวะคล่อง จึงไม่มีอะไรน่าห่วง
นอกจากนี้ยังมีอาการที่ผมได้ไปรักษาที่ รพ.จุฬาฯที่เดียวกันต่อเนื่องอีก คือ ไปส่องกล้องกระเพาะและลำไส้ทุก 6 ปี ก็ยังปกติดี  ไปผ่าตัดต้อกระจกตา และใส่เลนส์ตาเอียงทั้งสองข้างก็เรียบร้อยดี แต่ก็ยังไปพบหมอตามนัดทุกโรคต่อเนื่อง
ขอกลับมาเล่าเรื่องโรคไตต่อดีกว่า ผมรักษาโรคไตกับ อ.เสาวลักษณ์จนท่านเกษียณอายุราชการ  พ.ศ. 2548 ตอนนั้นอาการโรคไตผมดีขึ้นโดยลำดับแล้ว คงมาจากการเอาใจใส่ของคุณหมอและผมก็ดูแลตัวเองดีมาตลอดด้วย
จากนั้นผมได้ย้ายมารักษากับ ศ.นพ.สมชาย เอี่ยมอ่อง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคไต ท่านก็ดูแลผมอย่างดีเช่นกัน ท่านแจ้งผลการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะดูค่าต่างๆซึ่งอาจส่งผลต่อไตด้วย  ท่านบอกว่าไตของผมทำหน้าที่เป็นปกติแล้ว จึงให้ทานยา Prednisolone แค่ 1 เม็ดวันเว้นวัน เพื่อคุมไว้ไม่ให้กลับมาอีก แม้ค่าความดันไขมันเป็นปกติดี แต่ก็ยังให้ทานยาต่อเนื่อง เพื่อคุมอาการเช่นกัน  ท่านนัดให้มาเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะติดตามอาการทุก 6 เดือนมาหลายปีแล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นปกติดีแล้ว
สรุปแล้วตอนนี้ในแต่ละวันผมยังต้องทานยาเพื่อคุมอาการทุกโรคตามที่แพทย์สั่งได้แก่ Prednisolone(ไต) 1 เม็ดวันเว้นวัน Loranta และ Hidil(ความดันและไขมัน) วันละ 1 เม็ด Urief และ Firide (ต่อมลูกหมาก) วันละ 1 เม็ด
พ.ศ.2553 ผมต้องการพัฒนาจิตอย่างจริงจัง จึงไปสมัครอบรมหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน 10 วัน ที่สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ปฏิบัติอย่างเข้มข้น(วันละ 8 ชั่วโมง)ตามคำสอนเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่ที่ร่ำลือกันว่า "โหดมาก"  ซึ่งเหมาะกับคนอย่างผมที่กิเลสยังหนาหนาจึงต้องใช้ยาแรงแบบนี้  ผลการปฏิบัติพบว่า จิตลดความพลุ่งพล่านไม่เกิดโทสะง่ายเหมือนเมื่อก่อน และน่าจะมีส่วนทำให้อาการเจ็บป่วยทุกโรคของผมดีขึ้นโดยลำดับ
ต้องขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่กรุณาช่วยปูพื้นฐานเบื้องต้นมาให้ก่อนหน้านี้ ผมอบรมหลักสูตรตามคำสอนของท่านอาจารย์โกเอ็นก้ามาต่อเนื่องอีกหลายหลักสูตร รวมแล้วประมาณ  30 ครั้ง และมาปฏิบัติด้วยตนเอง เช้า-เย็นที่บ้านทุกวัน ทำให้จิตใจสงบ เยือกเย็น มีสติ สามารถวางอุเบกขาเมื่อพบกับเวทนา(ความรู้สึก)ต่างๆที่เกิดขึ้น และพัฒนาได้มากขึ้นเรื่อยๆ  รวมทั้งได้ว่ายน้ำ ออกกำลังกาย คุมเรื่องอาหาร และใช้เครื่องช่วยหายใจด้วย (ดังที่เคยเล่าแล้วในเรื่องการผ่าตัดปอด)
ปัจจุบันอาการทั่วไปโดยรวมของผม สุขภาพร่างกายยังแข็งแรงดี ตอนนี้ไตทำงานปกติแล้ว ความดันและไขมันก็ปกติ กระดูกคอและหลังที่เคยผ่าตัด 2 ครั้งก็ไม่ปวดร้าวเหมือนแต่ก่อน ปอดที่ตัดไป 1 กีบ ยังแข็งแรงปกติดี ต่อมลูกหมาก กระเพาะ ลำไส้ ตา ก็ยังเป็นปกติดี
อ.สมชายยังชมว่า "อายุ 76 ยังดูหนุ่ม ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม"  ก็คงต้องดูกันต่อไป เพราะอะไรๆมันก็ไม่แน่นอน สังขารย่อมเปลี่ยนแปลง ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ซึ่งเราคงหนีไม่พ้น
   เมื่อเราอาศัยร่างกายเขาอยู่มา 76 ปีแล้ว ก็ต้องดูแลเขาให้ดี จนกว่าเราจะต้องแยกจากกันไปจริงๆ
               ธเนศ ขำเกิด
                18 เมย. 69
โฆษณา