เมื่อวาน เวลา 22:23 • ปรัชญา

watthakhanun

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงสาย พลโทภาณุพงศ์ สุวัณณุสส์ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กับคุณนายและคณะ มากราบเยี่ยมและถามปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในส่วนของมโนมยิทธิ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านถามมานั้น เป็นเรื่องปกติของนักปฏิบัติที่ทำไปแล้วก็ต้องเจอ ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ แต่เรื่องที่น่าหนักใจก็คือ ทั้งท่านและคุณนายไปปฏิบัติธรรม
เพื่อเน้นในเรื่องของการรู้เห็น..!
การรู้เห็นต่าง ๆ จากการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเพียงของแถมในการปฏิบัติเท่านั้น ปกติแล้วสภาพจิตของทุกคนจะโดนกระตุ้นด้วย รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ตลอดเวลา ถ้าเปรียบเหมือนกับน้ำก็คือกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถที่จะเห็นอะไรได้ชัดเจน เนื่องเพราะว่าน้ำไม่นิ่ง
แต่ถ้าหากว่าเราปฏิบัติไปจนถึงระดับที่จิตใจสงบระงับจริง ๆ ก็เปรียบเหมือนกับน้ำนิ่ง จะสามารถสะท้อนภาพทุกอย่างรอบข้างลงไปเหมือนกับของจริง ก็แปลว่าต่อให้เราไม่ตั้งใจที่จะปฏิบัติเพื่อการรู้เห็น ถ้าสภาพจิตสงบระงับจริง ๆ การรู้เห็นก็จะเกิดขึ้นเอง ถือว่าเป็นของแถมจากการปฏิบัติธรรม
และอยากจะบอกว่าเป็นของแถมที่อันตรายมาก เนื่องเพราะว่าถ้าจัดการไม่ถูก ก็เสียหายมานักต่อนักแล้ว ก็คือเวลาสิ่งที่เรารู้เห็นเกิดขึ้นตรงหน้า ช่วงเวลาแค่วินาที ๒ วินาที ถ้าเราจะอธิบายสิ่งที่เรารู้เห็น ต้องใช้เป็นตัวหนังสือหลายหน้ากระดาษ ก็คือในความเป็นทิพย์นั้น การรู้เห็นจะรวดเร็วมาก ประมาณว่าแค่กระพริบตาก็อาจจะระลึกไปได้หลายชาติ..!
คราวนี้พอรู้เห็นขึ้นมาแล้วจัดการไม่ถูก ก็อาจจะทำให้หลงวนเวียนยึดติดอยู่แค่นั้น เนื่องเพราะว่าการรู้เห็นนั้น เขาให้รู้เพื่อละ แต่นักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไปรู้แล้วยึด โดยเฉพาะการระลึกชาติได้ แทนที่จะเข็ดว่าเราเกิดมาจนนับชาติไม่ถ้วนจนถึงชาติปัจจุบันนี้ ซึ่งทุกข์มาทุกชาติ กลับไปยึดว่าคนนั้นเคยเป็นอย่างนั้นกับเรา คนนี้เคยเป็นอย่างนี้กับเรา แล้วแทนที่จะละ จะวาง จะเข็ด ก็กลับไปฟื้นความสัมพันธ์เสียใหม่ แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทะเลทุกข์ แทนที่จะรีบขึ้นสู่ฝั่งให้หมด
ปัญหาไป กลับไปกอดคอกันเป็นพรวน ก็จะพากันจมน้ำตายทั้งหมด..!
เราต้องฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสเอาไว้ว่า บุคคลที่เกิดมาแล้วได้พบกัน ในอดีตไม่เคยมีความสัมพันธ์กันมานั้นไม่มี อย่างน้อยก็ต้องเคยเป็นอะไรสักฐานะหนึ่ง อย่างเช่นว่า พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งศัตรู..! การที่จะเกิดมาแล้วไม่เคยได้เป็นญาติเป็นโยม หรือมีความสัมพันธ์อะไรกัน
เลยนั้นไม่มี แล้วยังจะเสียเวลาไปรู้เห็นเรื่องเหล่านี้เพื่ออะไร ?
หลายต่อหลายท่านก็เสียหายไป เพราะว่าถึงเวลารู้เห็น ก็กลายเป็นอาจารย์บอกใบ้ให้หวย หรือว่าหลายท่านรู้เห็นแล้วก็พูดไปเรื่อยอย่างที่ตนเองรู้เห็น โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร ?
อย่างเช่นเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ที่บ้านไม่ควรจะมีวัตถุมงคล หรือว่าไม่ควรที่จะไปติดแผ่นยันต์ หรือว่ารูปพระเอาไว้ เพราะว่าทำให้ผีลำบาก เข้าบ้านไม่ได้..! นั่นคือสิ่งที่เขารู้เห็นและพูดตามนั้น กระผม/อาตมภาพเคยเปรียบง่าย ๆ ว่าถึงเวลาโจรก็ไปขอร้องร้านทองว่า อย่าเอาตำรวจมาเฝ้าเลย เพราะว่าทำให้ปล้นไม่ได้..! แล้วเรื่องอย่างนี้ ถึงเวลาเจ้าของร้านควรที่จะโง่ทำตามเขาไหม ? เนื่องเพราะว่าสิ่งที่เขารู้เห็นนั้น เขารู้เห็นจริง ๆ แต่ว่าการรู้เห็นนั้นไม่ได้ช่วยให้ฉลาดขึ้น ก็ยังคงพูดไปตามที่ตนเองรู้เห็น
หรือที่บอกว่าถึงเวลาทำบุญบ้านแล้วไม่ควรพรมน้ำมนต์ เพราะว่าน้ำมนต์ไปทำให้เหล่าสัมภเวสี หรือว่าสิ่งที่มองไม่เห็น บาดเจ็บสาหัสไปตาม ๆ กัน บางรายโดนไปมากถึงขนาดตัวขาดเป็นท่อน ๆ ก็มี..! ก็คงอยู่ในลักษณะประมาณว่าบ้านมีแมลงสาบ แต่อย่าไปฉีดยาไล่เลย เพราะทำให้แมลงสาบเดือดร้อน ดังนั้น..การรู้เห็นเรารู้เห็นจริง ๆ แต่สิ่งที่ควรจะรู้ด้วยก็คือ เราพูดได้เท่าไร
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๙
โฆษณา