Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ธรรมะ คือ คุณากรณ์
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 22:26 • ปรัชญา
watthakhanun
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ งานช่วงสงกรานต์ก็ผ่านไปด้วยดี บรรดาเจ้าอาวาส เจ้าสำนักที่เคยเป็นพระวัดท่าขนุน ก็ได้มากราบสรงน้ำขอพรกันหลายต่อหลายราย
แต่คราวนี้การที่ออกไปเป็นเจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักนั้น ส่วนหนึ่งก็มักจะผ่อนผันให้กับตัวเอง พูดง่าย ๆ ว่าไม่ค่อยจะเคร่งครัดเหมือนอย่างสมัยที่ตนเองเป็นลูกวัดอยู่ ซึ่งการทำในลักษณะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายมาก..!
อันดับแรกเลยก็คือ เมื่อตนเองผ่อนผันหรือว่าหย่อนยานในการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม โอกาสที่จะรักษากำลังใจของตนให้มั่นคงก็ยาก แล้วเรื่องของกำลังใจ ถ้าเปิดโอกาสให้กิเลสยึดครองได้ โอกาสที่จะตีคืนก็ยากมากถึงยากที่สุด..!
พรรคพวกของกระผม/อาตมภาพท่านหนึ่ง ก็คือหลวงพ่อชาลี (พระครูวิริยกาญจนาภรณ์) รองเจ้าคณะตำบลบ้านเก่า เขต ๒ เจ้าอาวาสวัดลำทหาร ท่านเคยบอกว่า "ผมเสียหมาไปหลายปีเลย..!" ก็คือพอเผลอให้กิเลสมีกำลังมากกว่าการปฏิบัติของตน ก็โดนลากให้ฟุ้งซ่าน ไป รัก โลภ โกรธ หลง จนเอาคืนได้ยาก พูดง่าย ๆ ว่าต้องรอจนกว่าบุญเก่าหนุนเสริม จึงจะทำให้การปฏิบัติของเราสามารถที่จะกลับมารักษากำลังใจได้เท่าเดิม
แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่า ถ้าเราไม่เสียเวลาช่วงนั้นไปในการดึงกำลังใจกลับมา ถ้าสามารถรักษาเอาไว้ได้ตั้งแต่แรกแล้วปฏิบัติต่อเนื่อง ก็อาจจะไปยันไหนแล้วก็ไม่รู้ ?!
เรื่องของการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเคร่งครัด
กับตนเอง เหตุก็เพราะว่ากิเลสนั้นมีมายามาก พอถึงเวลาก็จะอ้างว่า "ครั้งที่แล้วยังได้เลย" แล้วเราก็ผ่อนผันหย่อนยานอีกต่อไป โดยเฉพาะในการที่จะสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างกำลังใจของตน ด้วยการสวดมนต์ ทำวัตร เจริญพระกรรมฐาน เราก็ไปงดเว้น แล้วในลักษณะนั้น จะทำให้ตนเองชนะกิเลสได้อย่างไร ?
ในเมื่อยังไม่ทันไร ก็ไปปล่อยให้กิเลสมีอำนาจเหนือใจตนเองแล้ว ก็เหลืออยู่อย่างเดียวว่าเมื่อไรจะเสียหายจนชาวบ้านเขารับไม่ได้ แล้วถึงเวลานั้น ถ้าแก้ไขไม่ได้ แก้ไขไม่ทัน ก็จะเสียหายถึงครูบาอาจารย์ เสียหายถึงพระพุทธศาสนา..!
ดังนั้น..บุคคลที่รีบร้อนออกไปแล้วเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าสำนัก ไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่คิด เพราะว่าถ้ารักษากำลังใจไม่เป็น การไปบริหารงาน บริหารคน มีแต่สารพันปัญหา โดยเฉพาะถ้าภายในวัดมีผู้หญิงอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ชีหรือว่าโยมวัด รับรองได้ว่ามีแต่เรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน..!
สมัยที่กระผม/อาตมภาพยังอยู่ที่วัดท่าซุง ก็มีแม่ชีชุลี อาตมะมิศร์ แม่ชีสงัด ประสมทอง อยู่แค่สองรูปเท่านั้น มาภายหลังก็มีโยมแม่ของท่านพงศ์ชัย สุธมฺมสุขิโต ก็คือแม่ชีเก๊กฮวยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง แล้วก็มีแม่ชีเล็ก ลูกศิษย์หลวงพ่อรักษ์ วัดศรีรัตนารามฝากมาอีกหนึ่ง ซึ่งไม่พอใช้งานเพราะว่าวัดใหญ่มาก
กระผม/อาตมภาพกราบเรียนถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า "ทำไมไม่รับแม่ชีเพิ่มขึ้นครับ ?" ท่านบอกว่า "ถ้าไม่จำเป็นข้าไม่อยากให้มีผู้หญิงอยู่ในวัด เนื่องเพราะว่าผู้หญิงจิตใจละเอียดมากเกินไป เรื่องนิดหนึ่งก็กระทบ เรื่องหน่อยหนึ่งก็มีปัญหา ข้าขี้เกียจฟังพวกมันบ่น..!"
ดังนั้น..ในส่วนนี้ถ้าเรื่องของการบริหารงาน เจ้าสำนักก็ยังเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าบริหารคนแล้ววางกำลังใจไม่เป็น ถ้าไม่ตีกันวัดแตกเสียก่อน ก็อาจจะถึงขนาดโกรธกันชนิด "ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ" ไปเยอะแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องสำนึกอยู่เสมอว่า ถ้ากำลังใจของเรายังไม่มั่นคงพอ ก็ต้องเร่งรัดตนเองให้มากยิ่งขึ้น เพราะว่าไม่ช้า
ก็เร็ว งานรับผิดชอบต่าง ๆ จะต้องมาถึง แล้วถ้าหากว่ากำลังใจของเรายังไม่มั่นคง ไป รัก โลภ โกรธ หลง ตามสภาพอารมณ์ตรงหน้า ถ้าสำหรับนักปฏิบัติที่หวังเอาดีแล้วก็คือเสียหายมาก เพราะว่ากำลังใจที่ไม่มั่นคง ขึ้น ๆ ลง ๆ มีแต่จะพาให้เราทุกข์มากขึ้น..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย