19 เม.ย. เวลา 08:11 • ประวัติศาสตร์

อุบลราชธานี .. ในความทรงจำที่รางเลือน

ฉันเติบโตในบ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี มีบ้านอยู่ริมน้ำมูล บนพื้นที่ที่เรียกกันว่า คุ้มบ้านเหนือ หรือคุ้มวัดท่าเหนือ ใกล้สะพานเสรีประชาธิปไตย ตั้งแต่ยุคที่ไฟฟ้าและน้ำประปา ยังเข้ามาไม่ถึง
.. ชีวิตในวัยเด็กในครอบครัวของเรานั้นจึงเรียบง่าย หุงหาอาหารโดยใช้เตาถ่าน ใช้ตะเกียงในการให้แสงสว่าง และอ่านหนังสือ
ริมตลิ่งมีบ่อน้ำซับที่มีตาน้ำให้น้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลา .. ความลำบากมีเพียงบรรดาน้าชายที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ต้องหาบปี๊บใส่น้ำไต่ตามบันไดที่สร้างเลียบตามตลิ่งที่สูงและชันจากริมน้ำขึ้นมาจนถึงบ้านด้านบนตลิ่ง เพื่อใช้สอยในชีวิตประจะวัน
บ่อน้ำซับ ริมแม่น้ำนี่เอง เป็นที่ชุมนุมของคนในหมู๋บ้านทุกอายุวัย .. ตั้งแต่เด็ก หนุ่มสาว และคนแก่คนเฒ่า ที่มาซักผ้า อาบน้ำ ชะล้างสิ่งของ และถือโอกาสคุยกัน
.. ฉันเองเวลาไปอาบน้ำที่บ่อน้ำ มักจะชอบท่องข้อความในบทเรียนที่เรียกว่า นิทานร้อยบรรทัด .. ท่องเสียงใสๆรวดเดียวจนจบเล่ม
... เจ้านกน้อย น่ารัก ร้องทักว่า ไปไหนมา หนูเล็ก เด็กชายหญิง
ทั้งรูปร่าง หน้าตา น่ารักจริง ข้ายิ่งดู ก็ยิ่ง จำเริญตา
สองพี่น้อง เห็นวิหค นกพูดได้ ก็พอใจ อยากจะรัก ให้นักหนา
ต่างนึกชอบ ชิงกันตอบ สกุณา ทั้งสองข้า ไปโรงเรียน เพียรประจำ
ฯลฯ
ที่ดินริมน้ำเราใช้ปลูกผักสวนครัว และเป็นแหล่างรายได้เมื่อมีผลผลิตเกินจากที่ใช้อยู่กินในครอบครัว
.. เด็กๆในครอบครัวเราแทบทุกคนมีหน้าที่ในการไปช่วยแม่ขายของที่ตลาดสดเทศบาลใกล้บ้าน (เดิมเป็นที่ตั้งของจวนข้าหลวงหลังเก่า) ใน่วงเวลาก่อนและหลังเลิกเรียน
ความสนุกในวัยเด็กที่พอจะหาได้เกิดจากกิจกรรมที่ทำได้กับบรรดาเพื่อนๆที่มีบ้านเรือนอยู่ริมน้ำด้วยกัน ..
เราว่ายน้ำ ไล่จับกันในน้ำ หรือจับปลา งมหอยที่มีมากมายในแม่น้ำ .. อาจจะไม่ได้เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร แต่มันเป็นเกมส์ที่สนุกจริงๆสำหรับเด็กบ้านนอกในสมัยเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว
ในฤดูน้ำหลากของทุกปี ก่อนที่จะมีการปรากฏกายของเขื่อนในสมัยต่อๆมา .. เหมือนเป็นเทศกาลแห่งความหฤหรรษ์ เราจะดำผุด ดำว่ายท้ามกลางความท้าทายของสายน้ำเชี่ยว
.. บางครั้งเกินกำลังที่จะต้านทาน ก็แค่ประคองตัวให้น้ำพัดพาไปติดตอม่อของสะพานที่อยู่ไม่ไกล แล้วค่อยหาจังหวะว่ายตัดกระแสน้ำกลับเข้าฝั่ง
.. “.. อย่ากระโดดนะ ” พ่อตะโกนบอกน้องชายของฉัน ที่ขึ้นไปกระโดดน้ำจากสะพานลงมา
ท่ามกลางความห่วงใยของผู้ใหญ่ ที่ตะโกนให้พวกเราระวัง และสั่งให้กลับขึ้นฝั่ง อยู่ห่างๆจากสายน้ำ .. แต่เราทำเป็นไม่ได้ยิน
เราจุดเทียนวางเอาไว้บนราวระเบียงบ้านไม้ .. ความวิบวับของแสงเทียน เหมือนสวรรค์ในจินตนาการของเด็กน้อย
ก่อนที่เราจะนำกระทงใบตองที่แม่สอนให้ทำ นำไปสักการะพระแม่คงคา ขอพรและขออภัยในสิ่งที่เราได้ล่วงเกินในช่วงเวลาที่ผ่านมา
“วัด” เป็นเหมือนศูนย์กลางของชุมชนของบ้านนอก .. เป็นสถานที่ชาวบ้านแต่งตัวด้วยชุดที่ดีที่สุดเท่าที่มี มือหิ้วปิ่นโตใส่ข้าวและกับข้าวทำเอง
.. มาทำบุญในเทศกาลต่างๆ หรือแม้แต่มาฟังพระเทศน์ มาล้อมวงทานข้าวด้วยกันหลังพระสงฆ์ฉันท์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ถือโอกาสมาอัพเดทข้อมูล ความเป็นไปของความเคลื่อนไหวในชุมชน ในสมัยที่ยังไม่มีมือถือ ไลน์ และโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กดังเช่นปัจจุบัน
วัดใกล้บ้านเรา คือ วัดสุปัฏนารามฯ .. เราเดินจากบ้าน ผ่านถนนที่ทั้งสองฟากมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่กะๆเอาเองว่าขนาด 2-3 คนโอบจึงจะรอบลำต้น ด้านขวาของถนนเป็นอู่ซ่อมรถ มีเจ้าของเป็นคนญวน ..
ส่วนด้านซ้ายติดริมน้ำ มีอาคารก่ออิฐทรงยุโรป 2 ชั้น สถาปัตยกรรมสวยงามมากแบบโคโรเนียล สีเหลืองไข่ไก่ ตั้งอยู่
อาคารแห่งนี้ มีรูปร่างลักษณะเหมือนที่ฉันเห็นอาคารแบบฝรั่งหลายแห่งในกรุงเพมหานครในสมัยต่อมา เมื่อมีโอกาสเข้ามาเรียนต่อใเมิืองกรุง
อาคารโคโรเนียลหลังนี้ เป็นอาคาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน .. มีบันไดทางขึ้นแบบบันไดโค้ง แยกไปทางซ้ายและขวา อยู่ตรงกลาง ประตูหน้าต่างๆเป็นแบบโคโรเนียลคลาสสิคเช่นกัน
.. ขนาบสองข้างของบันได ปลูกต้นลีลาวดีดอกสีขาวต้นใหญ่มากทั้ง 2 ข้าง เหมือนกับต้นขนาดใหญ่ที่เราเห็นที่วัดสุปัฏฯ ซึ่งมีเรื่องราวหลายอย่างเล่าขานเป็นตำนานในวัยที่เรายังซนเช่นกัน (หากมีโอกาสจะนำมาเล่าค่ะ)
“ตึกกงศุล” หรือตึกกงสุลฝรั่งเศส เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขาน .. ในช่วงที่ฉันเป็นเด็กตึกหลังนี้ไม่มีคนอยู่ ไม่มีคนเฝ้า .. จากที่เห็นและจำได้ คิดว่าคงมีหลายห้อง ด้วยเคยรู้มาว่าเป็นที่ทำการของสถานกงสุลมาก่อน
ใต้ชั้นล่างของตึกกงศุล เป็นที่อยู่ของ “แม่ขำ” เพื่อนของแม่ ซึ่งเป็นแม่ค้าและรู้จักกับแม่ของเราเป็นอย่างดี .. “แม่ขำ” เข้ามาอาศัยอยู่ใต้ถุนตึกกงสุลตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันไม่อาจรู้ได้
ในฤดูน้ำหลาก .. ใกล้บ้านแม่ขำ หรือใกล้ตึกกงสุล เป็นทำเลทองของการมาช้อนจับปลาที่ชุกชุมกว่าทำเลอื่นในละแวกบ้าน
วิธีช้อนจับปลาของเรานั้น ใช้วัสดุต่างๆที่หาได้ใกล้มือ .. เราจะเอาผ้ามุ้งเก่าที่อาจจะขาดบางส่วนและไม่ใช้แล้วมาผูกเป็นปมทั้งสี่ด้าน และเย็บห่วงผ้าติดทั้ง 4 มุม
วิธีจับช้อนปลาต้องใช้ 2 คนช่วยกัน .. โดยเราจะใช้มือจับด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเอาห่วงไปคล้องที่หัวแม่เท้าข้างหนึ่ง แล้วลงน้ำ
.. ตอนนี้ผ้าด้านหนึ่งที่เราจับจะอยู่เหนือน้ำ ส่วนที่คล้องกับหัวแม่เท้าจะอยู่ในน้ำในลักษณะที่ติดกับพื้นดินใต้น้ำ เมื่อเราเดินไปช้างหน้า ก็จะกวาดเอาปลาในบริเวณนั้นติดขึ้นมา ..
ปลาส่วนใหญ่ที่เราจับได้มักจะเป็นปลาขนาดเล็ก เอามาตากแห้ง แล้วปิ้งหรือทอดแกล้มกับแจ่วบอง .. แซ๊บ แซ่บจ้า
ตึกกงสุลหลังนี้มีความเป็นมาอย่างไร?
ฉันทำการค้นคว้า แต่ไม่มีบันทึกใดๆที่พบในตอนนี้ที่จะสามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นมาของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้
จากประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เป็นช่วงเวลาแห่งการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก
.. เริ่มปรากฏความเปลี่ยนแปลงภายนอกทั้งในทางเศรษฐกิจ และการเมือง เริ่มมีมหาอำนาจต่างชาติที่คุกคามประเทศเล็กจากพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน
ฝรั่งเศส เริ่มรุกเข้ามาในดินแดนใกล้เคียงกับสยามตั้งแต่ พ.ศ. 2310 เป็นต้นมา มีการแผ่อิทธิพลยึดดินแดนญวน เขมร ลาว ...
ในช่วงพ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำกำลังจากเขมรยึดด่านเสียมโบก กลายเป็นเหตุการณ์บานปลายระหว่างสยามกับฝรั่งเศส อย่างกรณี ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสนำเรือรบปิดอ่าวไทย ลงเอยด้วยการลงนามในสนธิสัญญา ไทยยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมทั้งเกาะแก่ง ให้แก่ฝรั่งเศส...
และฝรั่งเศศได้จัดการสร้าง อาคารกงสุลฝรั่งเศสขึ้นในบางจังหวัด เช่น นครราชสีมา รวมถึงอุบลราชธานี … ทั้งนี้เพื่อดูแล ควบคุมกิจการค้าขาย และทางการเมืองที่เป็นผลประโยชขน์ของฝ่ายตน
ช่วงเวลาการครอบครองน่าจะคงอยู่นานพอสมควร ด้วยปรากฏมีสิ่งก่อสร้างอื่นในรูปแบบฝรั่งตะวันตกเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆอยู่ด้วย เช่น โบสถ์คริสต์ สุสานฝรั่ง ในพื้นที่ใกล้เคียงกับ ตึกกงศุล
.. ไม่ปรากฏว่า ตึกกงสุล ถูกทิ้งร้างไปเมื่อไหร่
.. ในปัจจุบัน ตึกกงสุลถูกรื้อทั้งหมด เพื่อใช้สร้างอาคารของสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
พื้นที่ระหว่าง ตึกกงสุล และคุ้มบ้านท่าเหนือ เป็นที่ตั้งของอาคารเหล่ากาชาดที่ 7 อุบลราชธานี .. ราวปี พ.ศ. 2514-2516 (ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าเป็น่วงเวลาใดแน่นอน) มีการก่อสร้างกำแพงรอบๆพื้นที่
ในระหว่างการขุดพื้นดินลงไป มีการขุดพบพระเครื่อง และพระบูชาเป็นจำนวนมาก จึงสันนิษฐานว่า พื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ตั้งของวัดโบราณมาก่อน
บริเวณชุมชนเมืองเก่าริมแม่น้ำมูล จังหวัดอุบลราชธานี จะไม่พบแหล่งโบราณสถานที่แสดงถึงร่องรอยของอารยธรรมเขมรเลย เนื่องจากเป็นเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และได้รับอิทธิพลจากล้านช้างและสยาม
หากแต่โบราณวัตถุอันล้ำค่าหลายชิ้นกลับได้รับการเก็บรักษาไว้ ณ บริเวณดังกล่าว คือที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
ว่ากันว่า ... เมื่อครั้ง "เจ้าพระปทุมวรราชสุริยวงศ์" เจ้าผู้ครองเมืองอุบลฯ พระองค์ที่ 1 ได้เสด็จมาสถาปนา “เมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไลประเทษราช” ณ บริเวณที่แห่งนี้ในปี 2323 … ได้พบวัดนี้ในสภาพชำรุดเสียหายเหลือเฉพาะฐาน เสา รวมถึงบางส่วนที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน และส่วนหนึ่งได้ทลายลงไปในแม่น้ำมูล
ดังนั้นจึงได้ทรงมีพระดำริที่จะสถาปนาพระอารามประจำราชตระกูลขึ้นที่บริเวณฐานวัดเดิมแห่งนี้ ประทานนามว่า "วัดเหนือท่า" (ในคราเดียวกันได้สถาปนาวัดขึ้นรวมเป็น 4 แห่งคือ วัดเหนือท่า วัดหลวง วัดกลาง และวัดใต้ท่า )
การสถาปนา “วัดเหนือท่า” ก่อนที่อื่น .. ด้วยเหตุที่ บริเวณดังกล่าวมีซากโบราณสถานอายุเก่าแก่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้เมื่อก่อนเคยเป็นเมืองที่มีการอาศัยอยู่ของผู้คน มีการค้า การขาย การนับถือศาสนา และลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่น เพราะเป็นที่ตั้งของวัดโบราณ แม้จะถูกทิ้งร้างไปนานแล้วแต่ก็คือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สมควรแก่การปฏิสังขรใหม่อีกครั้ง
... และที่สำคัญท่าเทียบเรือด้านล่างของปราสาทแห่งนี้เป็นท่าที่เทียบกระบวนเรือเสด็จเจ้าปทุมฯและราชตระกูล เมื่อครั้งทำพิธีย้ายเข้าเมืองจากแจระแมขึ้นเทียบฝั่งที่ท่านี้เป็นท่าขึ้นท่าแรก
จึงทรงโปรดให้สร้าง "วัดเหนือท่า" ขึ้นเป็นวัดแรกประจำเมือง ในปี 2323 เพื่อสืบสานการพระศาสนาตามรอยบรรพกษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดให้คณะสงฆ์ที่สืบเชื้อเครือแสนหวีที่เมื่อตามเสด็จเจ้าพระตา-พระวอ พำนักจำพรรษากาลที่วัดแห่งนี้
นั่นแสดงให้เห็นว่าบริเวณแห่งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคต้นเมืองอุบลฯเมื่อ 240 ปีก่อน จนเมื่อปี พ.ศ. 2458 วัดเหนือท่าได้ถูกทิ้งร้างไปเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก
วัดริมแม่น้ำมูล แห่งนี้แสดงให้เห็นร่องรอยอารยธรรมที่มีแต่เดิมก่อนที่จักสถาปนาเมืองอุบลฯ
จนถึงสมัยที่เจ้าคำผงยุคก่อร่างสร้างเมืองในปี 2323 ซึ่งตรงกับสมัยราชอาณาจักรธนบุรี ผ่านการปรับปรุงปฏิสังขร ยกสถานะเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาจนถูกทิ้งร้างในช่วงปลายสมัย เจ้าพระพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ เจ้าเมืองอุบลฯพระองค์ที่ 5 ในปี 2458 .. และได้กลายเป็นสถานที่ราชการในที่สุด
ถึงอย่างไรก็ดีฐานรากของปราสาทหินนี้ก็ยังคงอยู่ใต้พิภพเป็นเครื่องยืนยันถึงความเก่าแก่บนที่ตั้งเมืองอุบลราชธานีแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน หากมีโอกาสสามารถรื้อฟื้น สืบค้นทางโบราณคดีเพื่อชุบชีวิตโบราณสถานอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์นี้่ต่อไปได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์อยู่งสูง
โบราณสถานและโบราณวัตถุทั้งหลายนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เศษซากที่ถูกทำลายโดยกาลเวลา หากทว่าเป็นเสมือน “จิตวิญญาณ” ของแผ่นดินอันทรงคุณค่า ที่อนุชนจะต้องหวงแหนรักษา เพราะประโยชน์ที่พึงได้รับจากการอนุรักษ์นั้น นอกเหนือจากความภาคภูมิใจแล้ว มรดกของแผ่นดินเหล่านี้ยังเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “มูลค่า” มหาศาล ที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวอีกด้วย
Note : อารยธรรมเขมรได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนแห่งนี้ ๒ ช่วงเวลา คือ :
ช่วงแรกเป็นอารยธรรมเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร และในช่วงที่ ๒ เป็นอารยธรรมเขมรสมัยเมืองพระนคร ดังปรากฏหลักฐานสำคัญ คือ แหล่งโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ของอeเภอต่าง ๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี
โฆษณา