20 เม.ย. เวลา 10:20 • ประวัติศาสตร์

นี่คือเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ ที่ความสวยงามของมรดกโลกได้ปกปิดรอยเลือดและความวิปริตเอาไว้

ถ้าคุณเคยเห็นภาพ สิกิริยา ภูเขาสีน้ำตาลยักษ์กลางป่าศรีลังกา คุณอาจมองว่ามันคือสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งแต่หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 5 ที่นี่คือคุกที่มีชีวิตและเป็นที่อาบเลือดของครอบครัวกษัตริย์ที่อำนาจทำให้คนกลายเป็นปีศาจ
ลองจินตนาการถึงพระราชวังที่สร้างอยู่บนยอดเขาสูงชันกว่า 200 เมตรท่ามกลางป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ทำไมกษัตริย์องค์หนึ่งถึงต้องหนีขึ้นไปสร้างเมืองบนนั้น? เขาไม่ได้หนีศัตรูจากต่างแดนแต่เขากำลังหนีบาปและความกลัวที่ตามหลอกหลอนเขาทุกลมหายใจ
บันทึกโบราณ "มหาวงศ์" ได้จารึกเรื่องราวที่ชวนขนหัวลุกนี้ไว้และมันเริ่มต้นด้วยการฆาตกรรมที่อำมหิตที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 473 เจ้าชายกัสสปะ (Kashyapa) ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าธาตุเสน เกิดความริษยาในอำนาจ เขาไม่ได้ต้องการแค่ราชบัลลังก์แต่เขาต้องการทำลายทุกอย่างที่เป็นของบิดา
กัสสปะทำการรัฐประหารและสิ่งที่เขาทำกับพ่อตัวเองคือจุดเริ่มต้นของคำสาป เขาไม่ได้ประหารชีวิตด้วยดาบแต่เขาสั่งให้ฝังพ่อตัวเองทั้งเป็นไว้ในผนังเขื่อนที่พ่อเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือโดยให้โบกปูนปิดทับขณะที่พระเจ้าธาตุเสนยังมีลมหายใจ
หลังจากขึ้นครองราชย์ด้วยมือที่เปื้อนเลือด กัสสปะหวาดระแวงว่าอนุชาของตนจะกลับมาแก้แค้น เขาจึงย้ายราชธานีไปที่สิกิริยาและเปลี่ยนยอดเขาหินให้กลายเป็นป้อมปราการลอยฟ้า
ที่นั่นเขาใช้แรงงานทาสนับหมื่นคนล้มตายลงไปไม่ถ้วนเพื่อสร้างสระน้ำ บัลลังก์และภาพเขียนฝาผนังที่งดงามเกินบรรยายแต่ภายใต้ความงามนั้นมีเรื่องเล่าว่าทุกคืน กัสสปะจะได้ยินเสียงสะท้อนจากผนังปูน เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบของพ่อที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
ความวิปริตของเขาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาสั่งให้นางสนมกว่า 500 นางปรนนิบัติเขาบนยอดเขาและหากใครทำให้เขาไม่พอใจ ร่างของพวกนางจะถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงชันเพื่อสังเวยความคลั่ง
18 ปีต่อมา กองทัพของอนุชาได้ยกมาทวงแค้น กัสสปะเชื่อมั่นในป้อมปราการของเขามากแต่ในวันรุ่งขึ้นของการรบสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ช้างทรงของกัสสปะเกิดตกใจและหันหลังกลับ ทหารของเขาคิดว่ากษัตริย์กำลังสั่งให้ถอยทัพจึงพากันแตกพ่ายหนีไปหมดสิ้น ทิ้งให้กัสสปะอยู่เพียงลำพังกลางทุ่งสังหาร
แทนที่จะถูกจับไปทรมาน กัสสปะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยวิธีที่สยดสยองที่สุด เขาชักดาบออกมาแล้วปาดคอตัวเองจนเลือดพุ่งกระฉูดท่วมร่างต่อหน้ากองทัพศัตรู ร่างของเขาล้มลงกลางโคลนตมไม่ต่างจากสัตว์ที่ถูกล่า ประวัติศาสตร์บันทึกว่า เลือดของเขาสาดกระเซ็นไปทั่วจนดินบริเวณนั้นกลายเป็นสีแดงคล้ำสืบมา
ทุกวันนี้
เมื่อนักท่องเที่ยวเดินขึ้นบันไดสิงห์ไปยังยอดเขาสิกิริยา หลายคนบอกว่ารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากซอกหิน บางคนได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนในคืนที่ลมพัดแรง พระราชวังที่เคยรุ่งโรจน์ถูกทิ้งร้างกลายเป็นเพียงสุสานหินที่จารึกความบ้าคลั่งของมนุษย์
โฆษณา