Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
20 เม.ย. เวลา 04:22 • ประวัติศาสตร์
อุบลราชธานี : ความทรงจำ.. สงครามมหาเอเซียบูรพา
ประตูสู่สงครามที่อุบลราชธานี : สงครามโลกครั้งที่ 2
สงครามมหาเอเซียบูรพา ปี 2484-2488 (rewrite จากคำบอกเล่าของสิบตรี ดี หลักรัตน์)
ประมาณปื พ.ศ.2488 .. พลทหารดี หลักรัตน์ ประจำการอยู่กองร้อยที่ 2 ทหารม้าที่ 3 อ.วารินชำราบ
ได้ออกเดินทางไปกับกองร้อยทหารไทยซึ่งมี พันโทเนตร เขมะโยธิน เป็นแม่ทัพต้าน จาก อ.กันทรลักษ์ สู่เมืองเจียมข้าวสาร ถึงหมู่บ้านเสบ ชราวรัตน์ ตรงข้ามกับกรุงพนมเปญ เพื่อรับมอบดินแดนบางส่วนจาก ฝรั่งเศส
พอกลับถึงกองร้อย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2484 ขณะกำลังนั่งเล่นอยู่หน้ากองร้อยทหารม้าที่ 3 อ.วารินชำราบ พวกทหารมองเห็นเครื่องบินรบแบบใบพัดวิ่งผ่านมาจากทางตะวันออก
.. ตกเย็นผู้กองมาเป่านกหวีดเพื่อรวมพลรับเครื่องสนาม ข่าวบอกว่ามีทหารญี่ปุ่น ได้บุกขึ้นโจมตีชายฝั่งหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจะเคลื่อนพลเข้าสู่อุบลฯ ในไม่ช้านี้ …
จึงมีคำสั่งด่วนมากให้กำลังพลเตรียมอาวุธสัมภาระเสบียงและม้าคู่ชีพ...ไปเคลื่อนพลขึ้นรถไฟที่สถานี อ.วารินชำราบ กับกองทหารม้าที่ 5 จากจังหวัดร้อยเอ็ด.
จากอุบลฯ-สู่ชุมทางบ้านภาชี-ขึ้นเหนือ ถึงเชียงใหม่ เข้าพักที่โรงแรมห้าง"บอเนียว" 15 วัน เห็นเครื่องบินฝ่ายพันธมิตรมาทิ้งระเบิดใส่ตัวเมืองเชียงใหม่
คำสั่งให้เคลื่อนพลต่อไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พักที่บ้านแม่ระมาด และเดินทางต่อไป อ.แม่ป่าย ออกชายแดนแม่ริม
มีการปะทะกับทหารจีนและฝ่ายพันธมิตร เสียชีวิต 3 คน มีพลฯเป้ง ส่าโพ, พลฯแกว ฝ่อยทอง และ พลฯส่ง บุญเสริม แต่ต้องกลับไป อ.แม่แม่แดง จ.เชียงใหม่ แล้วเดินทางไป อ.สันกำแพง ผ่านดอยสะเก็ด ขึ้นภูเขาแล้วพักที่ อ.เวียงเป้า จ.เชียงราย มาพัก อ.แม่จัน ที่โรงบ่มยาป้าสะขวาง บ้านป้ากล้วย อยู่ประมาณ 5-6 เดือน
ต่อมาเคลื่อนพลผ่านแม่สายข้ามฝั่งที่แม่น้ำกกไปท่าขี้เหล็กเข้าเขตพม่า ไปพักที่เขตพะยาก จึงออกเดินทางขึ้นดอยเหมือย 16 กม. เข้าพักที่ฐานทัพร้างของกองทหารอังกฤษ อยู่ 2-3 วันจึงเคลื่อนพลลงเขาระยะทางประมาณ 32 กม.
ไปพักที่วัดข้างสนามบินเชียงตุงอยู่ 4-5 วัน เห็นเครื่องบินจีนมาทิ้งระเบิดใส่สนามบิน ทำให้เครื่องบินไทย T-28 (แบร์แคท) ที่ส่งไปช่วยรบเสียหาย 4-5 เครื่อง.
จากนั้นจึงมีคำสั่งให้กรมทหารม้าที่ 35 จากอุบลฯ และร้อยเอ็ด บุกต่อไปถึงเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า พักอยู่ 10 วัน จึงมีคำสั่งด่วนให้เตรียมกำลังพล อาวุธ เสบียง และตั้งเป้าจะเข้าโจมตีเมือง "มะ" ริมฝั่งแม่น้ำดำ ซึ่งติดกับประเทศจีน
ร่วมกับกองพันทหารราบที่ 21 ซึ่งมีพันโทสฤษธ์ ธนะรัตน์เป็น ผ.บ.พัน..ต่อสู่กันหนักหน่วงมากอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ จนฝ่ายข้าศึกยอมแพ้....
ทางเราจึงเข้าทำการยึดฐานที่เมืองมะได้พบข้าศึกเสียชีวิตมากมาย และถูกจับเป็นเชลยอีกจำนวนหนึ่ง...จนได้รับชัยชนะ ทางกรมทหารม้าที่ 35 จึงส่งมอบพื้นที่ให้กับกรมทหารราบที่ 21 แล้วถอนกำลังกลับมาที่หมู่บ้าน "ท่าเสา" จ.อุตรดิตถ์ อยู่ 5-6 เดือน … จนพลทหารดี หลักรัตน์ สอบได้ยศสิบตรีที่นี่
มาถึงสุโขทัยพบทหารญี่ปุ่นพากันทะลักเข้าไทยและเกิดปะทะหนักกับขบวนการเสร็จไทย ซึ่งมีฝ้ายพันธมิตรหนุนหลังอยู่ได้ล้มตายจำนวนมาก...
ทางกรมทหารม้าที่ 35 เริ่มสับสนแต่ต้องทำตามข้อตกลงกับญี่ปุ่นไปก่อน ที่บ้านปากล้วย อ.สวรรคโลก และย้ายมา อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เข้าพัก อ.ด่านชัย ผ่านเพชรบูรณ์
มาพัก อ.วังสะพุง ผ่านภูกระดึง ผ่านดงลาน เดินทั้งวันเหนื่อยมาก สงสารแต่ม้าคู่ชีพ จนมาพักที่บ้านหนองเขียด เข้าพักอ.ชุมแพ พัก อ.หนองเรือ เข้าสู่ขอนแก่น พักสิบกว่าวัน ดีใจมากจะได้กลับอุบลฯ
เคลื่อนต่อไปเข้าสู่ อ.โกสุมพิสัย เข้าร้อยเอ็ด สู่อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี และมาตั้งฐานทัพที่บ้านหนองช้าง-หนองขอน เพื่อสกัดทหารญี่ปุ่นที่ได้เข้ามายึดอุบลฯ เราไว้แล้ว ส่วนทหารราบก็ได้ตั้งฐานทัพสกัดอยู่บ้านห้วยวังนอง.
ช่วงนั้นในตัวเมืองอุบลฯ เต็มไปด้วยป่าไม้และฝูงสัตว์นานาชนิด มีชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน สะพานเสรีประชาธิปไตย ก็ยังไม่มีข้าม ใช้ท่าจวนเป็นตลาดนัดซื้อ-ขายสินค้ากัน ข้ามฟากโดยเรือแจวคนละสตางค์
มีเรือกลไฟของเจ็กเซ่งวิ่งล่องตามลำน้ำน้ำมูลส่งผู้โดยสาร .. ส่วนรถยนต์ก็มีอยู่ฝั่งวารินใช้เตาถ่านต้มไอน้ำ วิ่งจากหาดสวนยาไปตัวเมืองวารินฯ มีอยู่คันเดียวของท่านวิชิต โกศัลวิตร ส่วนจักรยานนั้นคันละ 18 บาท
กงศุลฝรั่งเศสอยู่สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดฯ ในปัจจุบัน และโบสถ์คริสต์อยู่ย่านบุ่งกาแซว.
กลางวันจะเห็นกองทหารญี่ปุ่น พากันมาเล่นน้ำมูล และนั่งอาบแดดใส่กางเกงในตัวเดียวอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล
...ชอบโกนหัวโล้น แต่งกายชุดสึกากี มีระเบียบวินัยมาก กอดแต่ปืนและดาบซามูไรไว้อยู่เสมอ พากันกันขึ่ม้าและขับรถจิ๊ป ออกหาซื้อม้าตามบ้านนอกและซื้อน้ำมันไขวัว-ควายมาทำสบู่
ดามตัวจะประดับด้วยสร้อยกำไร มากมาย....ออกมาวางสายโทรศัพท์ตามเสาไฟฟ้าไม้ แต่ก็ถูกคนไทยขโมยไปทุกๆวัน .. จนทหารญี่ปุ่นเมื่อพบคนไทยต้องเยาพเย้ยว่ส “กูลา .. กูลา” เปลว่า "เจ้าหัวขโมย".
ขณะที่ญี่ปุ่นได้ยึดอุบลฯ เราเป็นฐานที่มั่นที่จะกระจายกันอยู่ประมาณ 3-4 ฐาน เช่น...ที่บ้านท่าบ่อ (ดงฟ้าห่วน) เพื่อกักขังทหารฝ่ายพันธมิตร เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ออสเตรเลียที่จับกุมมาจากลาว เขมร เวียตนาม และสิงคโปร์ มาเลเซีย …
โดยให้นุ่งกางเกงในและทำงานหนักตลอดวัน มีทหารญี่ปุ่นควบคุมตลอดเวลา ที่ซ่อมสร้างสะพานข้ามห้วย "แจระแม" … ถ้าเชลยเหล่านั้นเกิดปฏิกิริยา ทหารญี่ปุ่นก็จะทุบตีและจับทรมานทันที.
จนชาวอุบลฯ นึกสงสาร พอดีกับข่าวลับจากคณะเสร็ไทยมาบอกกรมทหารม้าที่ 35 ว่า...ใครก็ตามที่สามารถเข้าช่วยเชลยศึกพันธมิตร หรือจับทหารญี่ปุ่นได้ จะมีปูนบำเหน็จให้อย่างดีไปตลอดชีวิต
จนสิบตรีดี หลักรัตน์ และเพื่อนๆ ได้หลบออกจากกองร้อยมาถอดชุดทหารออกซุกซ่อนไว้และเปลี่ยนเป็นชุดชาวบ้านอยู่แถวๆ บ้านแกหนองจาน ..จนช่วยเชลยพันธมิตรนั้นออกจากคุกได้ขึ้นบนหลังม้าแล้ว แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะทหารญี่ปุ่นตามมาบอกพวกเราว่าพวกเขายอมแพ้แล้ว และขอเชลยกลับคืน โดยรับปากว่าจะไม่ทำอะไร? กับเชลยศึกเหล่านั้นอีก.
จนปี 2488 กองกำลังของญี่ปุ่นที่กระจายกันอยู่ตามวัดบูรพา ตามบ้านท่าบ่อ บ้านก้านเหลือง และทุ่งหนองบักแฮด (สนามบินอุบลฯ) เป็นฐานทัพใหญ่ มีกำนันรินทร์ อาษาพล และลูกบ้านนาเมืองคอยส่งเสบียง และนำเกวียนไปขนดินมาทำสนามบินและที่พักให้กับทหารญี่ปุ่น แต่บางครั้งก็ถูกฝ่ายคณะเสรีไทยแอบปล้นสะดมกันอยู่เรื่อยๆ และปลอมตัวเข้าไปแอบส่งเสบียงอาหาร และยารักษาโรคให้กับเชลยเหล่านี้ด้วย
ในที่สุดอเมริกาก็ได้นำระเบิดปรมาณูไปถล่มที่ฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ จนพินาศย่อยยับ พร้อมองค์จักรพรรดิ ฮิโรฮิโต ของญี่ปุ่นก็ได้ประกาศยอมสงบศึก บนเรือรบอเมริกา ชื่อ "มิสซูริ"
ด้วยความใจกล้าและเลือดที่รักชาติยิ่งกว่าชีวิต กลัวความอับอายของทหารเลือดบูชิโด เหล่านั้นก็ได้ทำพิธี "ฮาราราคีรี" ตัวเองด้วยดาบซามูไรประจำกายไปหลายคนที่อุบลฯ … ดาบเล่มนั้นยังถูกเก็บรักษาไว้ที่ "พิพิธพันธ์ดนตรีเทอร์โบ อยู่บ้านนาเมือง" จนเท่าทุกวันนี้.
นักรบชามูไรจากแดนอาทิตย์อุทัยก็เดินทางกลับสู่มาตุภูมิไปทางตะวันออกโดยทางรถไฟ คงเหลือแต่เรื่องราวของซาก
กองร้อย และหลุมฝังศม้า...ไหเก็บเสบียงสัมภาระ...
ส่วนเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรชาวผิวขาวก็ยังถูกขังลืม ต่างเจ็บไข้ได้ป่วย ซูบผอมอดหิวโซ จนชาวบ้านได้ไปพบและนึกสงสารน่าเวทนา พากันนำขึ้นเกวียนจากคุกห้วยแจระแม บ้านท่าบ่อ มาร่วมกับเชลยที่อยู่ทุ่งหนองบักแฮด และพากันจัดหาข้าวปลาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคให้
เพียงไม่ถึงสัปดาห์เครื่องบินฝ้ายพันธมิตรที่ชนะก็บินมาทิ้ง เสื้อผ้า อาหาร ให้กับเชลยศึกเหล่านี้ ต่างพากันดอกดีใจร่วมกับชาวอุบลฯ เมื่อรู้ว่าสงครามสงบและฝ่ายตนเองชนะ (ร่วมกับคณะเสรีไทย ซึ่งมีนายปรีดีพนมยงค์ และหม่อมเสนีย์ ปราโมทย์ เป็นผู้นำ).
วันแห่งความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติของเราชาวอุบลฯ ก็มาถึง เมื่อเหล่าทหารเชลยศึกสงครามฝ่ายพันธมิตรได้สวมเครื่องแบบเต็มยศประจำหน่วยของตัวเอง มีตั้งแต่พลทหารถึงนายพัน
ได้มีจิตสำนึกถึงความดีที่มีคุณค่ามหาศาลในโลกปัจจุบัน... พากันนำเสาหินมาปักลงและตกแต่งให้เป็นถาวรวัตถุ เท่าที่จะหาได้และให้เรียกว่า "อนุสาวรีย์แห่งความดี" (Monument of Merrit) ที่ทุ่งศรีเมือง สืบจนชั่วลูกชั่วหลาน
ชาวอุบลฯ ได้พากันอุตสาหะเดินตามไปส่งถึงทุ่งหนองบักแฮด ให้เชลยศึกเหล่านั้นได้ขึ้นเครื่องบินที่ติดเครื่องรออยู่แล้ว นำพวกเขากลับสู่มาตุภูมิที่ได้พลัดพรากมานานปีจากทางตะวันตก (จาก พ.ศ.2484-2488)
.. น้ำตาจากมิตรภาพของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มไหลรินออกมาคลอเบ้า เมื่อชาวอุบลได้พยุงแขนทั้งสองข้างของนายทหารชาวผิวขาวที่พิการนั้นขึ้นเครื่องบินเป็นคนสุดท้าย เพื่อให้กัปตันแมททิวได้กระชากคันเร่งให้เครื่องยนต์ 2 ใบพัดได้หมุนตัดกับลมในอดีตให้เร็วขึ้น...จนเกิดฝุ่นคลุ้ง...หูอื้อ หัวใจสั่นระริก
.. และเครื่องบินได้เคลื่อนไปหยุดอีกครั้งที่หัวรันเวย์ นักบินได้เร่งเครื่องให้แรงขึ้นอีกครั้งเหมือนกับจะบอกให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มองดูหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย และโบกไม้โบกมือให้กัน จนนักบินได้กระชากคันเร่งเต็มที่สุดๆ เพื่อตอกย้ำความทรงจำในปัจจุบันให้เข้าไปอยู่ภายใต้จิตสำนึก
ทำให้ใบพัดนั้นหมุนแรงขึ้นจนสามารถเจาะเข้าไปในอนาคตเพื่อยกลำตัวทะยานขึ้นท้องฟ้า และพุ่งเข้าสู่ก้อนเมฆก้อนที่เคยอึมครึมนั้น ให้พัดลอยออกไปเพื่อให้ผู้คนได้มองไปยังจุดเดียวกัน คือ "อนุสาวรีย์แห่งความดี" ณ บริเวณทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี ตราบเท่าทุกวันนี้.
บันทึก
3
1
3
3
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย