20 เม.ย. เวลา 11:01 • ธุรกิจ

อธิบายเรื่อง วงจรเงินสด ทำไมยิ่งน้อย ยิ่งดี แล้วทำไม CPALL ถึงมี “กระแสเงินสดติดลบ”

เวลาเราซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven แน่นอนว่าทางร้าน จะรับเงินสดจากเราไปเลยทันที
หรือไม่ก็ตัดเงินผ่านแอป 7-Eleven โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 วัน
1
แต่รู้หรือไม่ ? ว่าสำหรับคู่ค้า ที่นำของมาวางขายใน 7-Eleven คู่ค้าเหล่านั้นจะยังไม่ได้รับเงินทันที
1
ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2568 ของ CPALL ที่เป็นเจ้าของ 7-Eleven พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คู่ค้าที่นำของมาขายใน 7-Eleven จะต้องรอถึง 87 วัน หรือเกือบ 3 เดือน เพื่อรับเงินจากบริษัท CPALL
1
แล้วทำไม ผู้ผลิตสินค้า ถึงยอมที่จะให้ 7-Eleven ติดหนี้ โดยการส่งของไปวางขายก่อน แล้วค่อยรับเงินค่าสินค้าทีหลัง
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
1
เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “วงจรเงินสด”
ซึ่งก็คือ ตัวชี้วัดสภาพคล่องของเงินที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ
1
วงจรเงินสด หรือ Cash Cycle อธิบายสั้น ๆ ก็คือ
รอบระยะเวลาที่ธุรกิจใช้ตั้งแต่เริ่มผลิตสินค้า ไปจนถึงวันที่ได้รับเงินเข้ามาในกิจการ โดยคิดจาก
ระยะเวลาขายสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ - ระยะเวลาชำระหนี้
ยกตัวอย่างวงจรเงินสดของ CPALL เจ้าของ 7-Eleven ปี 2568
- มีระยะเวลาขายสินค้า หรือระยะเวลาที่สินค้าค้างสต๊อก 35 วัน
- มีระยะเวลาเก็บหนี้จากลูกค้า 9 วัน
- มีระยะเวลาชำระหนี้กับคู่ค้า 87 วัน
ดังนั้น วงจรเงินสดของ CPALL ก็คือ
35 วัน + 9 วัน - 87 วัน เท่ากับ -43 วัน
ตีความง่าย ๆ คือ บริษัทรับเงินจากลูกค้า และสามารถนำเงินก้อนนี้
ไปใช้จ่ายหมุนเวียนได้มากถึง 43 วัน ก่อนที่จะนำไปจ่ายให้กับคู่ค้าที่เป็นแบรนด์สินค้าต่าง ๆ
1
สำหรับตัวอย่างของ CPALL ก็จะเห็นได้ว่า..
ถ้าวงจรเงินสดมีค่าน้อย หรือยิ่งติดลบมาก ๆ แปลว่าบริษัทนั้นมีสภาพคล่องสูง
เพราะบริษัทขายของได้ไว และสามารถเก็บเงินจากลูกค้าได้ก่อนที่จะเอาเงินนั้น ไปจ่ายให้กับคู่ค้าอีกที
1
ในทางกลับกัน ถ้าวงจรเงินสดมีค่ามาก หรือเป็นบวกมากเท่าไร แปลว่าบริษัทยิ่งขาดสภาพคล่อง
3
เพราะบริษัทต้องเอาเงินไปจมกับต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ
ก่อนที่จะนำสินค้าไปวางขาย และรอรับเงินจากลูกค้า
1
เมื่อเป็นอย่างนี้ หลาย ๆ บริษัท จึงต้องพยายามทำให้ธุรกิจของตัวเองมีสภาพคล่องสูง หรือทำให้วงจรเงินสดมีค่าน้อย ๆ
1
ซึ่งท่าประจำของหลาย ๆ บริษัท ที่นิยมทำก็คือ
การยืดระยะเวลาชำระหนี้กับคู่ค้าให้ยาวนานมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “การขอ Credit Term”
1
ซึ่งบริษัทจะเจรจาต่อรองกับคู่ค้า เช่น ร้านขายวัตถุดิบ หรือซัปพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้า
เพื่อขอ Credit Term
หรือขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป ส่วนใหญ่จะใช้เป็นจำนวนวัน เช่น 15 วัน, 30 วัน หรือ 60 วัน
1
โดยบริษัทจะนำสินค้าไปใช้ก่อน แล้วค่อยนำเงินมาจ่ายให้กับคู่ค้าตาม Credit Term หรือจำนวนวัน ที่ได้ตกลงกันไว้กับคู่ค้านั่นเอง
ซึ่งการขอ Credit Term ของแต่ละบริษัท จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอำนาจในการเจรจาต่อรอง ของบริษัทกับคู่ค้าของเรา
1
อย่างที่ได้บอกไปว่า CPALL เจ้าของ 7-Eleven สามารถยืดระยะเวลาชำระหนี้กับคู่ค้า ได้นานมากถึง 87 วัน
2
นั่นหมายความว่า 7-Eleven มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าที่สูงมาก ๆ โดยมี Credit Term เพื่อยืดระยะเวลาการจ่ายหนี้กับคู่ค้า ได้นานเป็นเดือน ๆ
1
ซึ่งในมุมของคู่ค้าเองก็ต้องยอม..
เพราะ 7-Eleven มีสาขากว่า 15,945 สาขา สามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลายล้านคนทั่วประเทศไทย
1
ดังนั้น แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ที่ส่งของไปขายใน 7-Eleven ต่างก็ให้ Credit Term กับ 7-Eleven คือยอมเก็บหนี้ช้า ๆ หน่อย
2
เพื่อแลกกับการที่จะได้นำสินค้าแบรนด์ตัวเอง เข้าไปวางขายบนเชลฟ์ของ 7-Eleven ทั้ง 15,945 สาขา
เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
เช่นเดียวกับห้างค้าปลีกอื่น ๆ ในประเทศไทย
ก็มีอำนาจต่อรองสูง เพราะมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ และเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากเช่นเดียวกัน อย่างในปี 2568
- CPAXT เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต Lotus’s และห้างค้าส่ง Makro
สามารถยืดระยะเวลาชำระหนี้กับคู่ค้า ได้นานถึง 80 วัน
1
- CRC เจ้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, โรบินสัน รวมถึงร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง
เช่น Tops, B2S, Power Buy และ ไทวัสดุ
สามารถยืดระยะเวลาชำระหนี้กับคู่ค้า ได้นานถึง 127 วัน
2
ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่างคู่ค้าขาประจำ ที่เอาสินค้าของตัวเองไปฝากขายในห้าง และร้านสะดวกซื้อเหล่านี้
ก็คงเป็นแบรนด์ที่เราคุ้นหูกันดี เช่น อิชิตัน, เถ้าแก่น้อย, ขนมเบนโตะ หรือมาม่า
1
แล้วเมื่อห้างและร้านสะดวกซื้อ มีระยะเวลาชำระหนี้กับคู่ค้านาน
ในทางกลับกัน คู่ค้าก็มีระยะเวลารอเก็บหนี้ จากห้างและร้านสะดวกซื้อมากขึ้นเช่นเดียวกัน
1
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2568 ที่ผ่านมา
1
- อิชิตันกรุ๊ป หรือ ICHI เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มอย่าง
ชาเขียวอิชิตัน, เย็นเย็น และตันซันซู มีระยะเวลาเก็บหนี้ 100 วัน
1
- ศรีนานาพร หรือ SNNP เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มเจเล่ไลท์
และปลาหมึกอบปรุงรสเบนโตะ มีระยะเวลาเก็บหนี้ 147 วัน
1
- NSL Foods หรือ NSL ผู้ผลิตเบเกอรี และแซนด์วิช ส่งให้ 7-Eleven มีระยะเวลาเก็บหนี้ 55 วัน
1
- เถ้าแก่น้อย หรือ TKN เจ้าของแบรนด์สาหร่ายทอดกรอบชื่อดัง มีระยะเวลาเก็บหนี้ 66 วัน
- ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ หรือ TFMAMA เจ้าของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า มีระยะเวลาเก็บหนี้ 48 วัน
1
ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ระยะเวลาเก็บหนี้ของบริษัทเหล่านี้ เป็นระยะเวลาเก็บหนี้โดยเฉลี่ยเท่านั้น
2
โดยบริษัท ไม่ได้ผลิตสินค้าขายส่ง ให้กับห้างและร้านสะดวกซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย
1
แต่ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว เราก็จะเห็นว่า คู่ค้าที่ผลิตสินค้าส่งไปขายตามห้าง
และร้านสะดวกซื้อ มักจะมีระยะเวลาเก็บหนี้มากกว่า 1 เดือนขึ้นไป
1
เมื่อเป็นเช่นนี้ คู่ค้าหลายราย จึงต้องแก้ปัญหาสภาพคล่อง
ด้วยการเจรจาต่อรองกับซัปพลายเออร์ ที่เป็นผู้ขายวัตถุดิบให้กับแบรนด์สินค้านั้น ๆ อีกทีหนึ่ง
เพื่อขอ Credit Term หรือยืดระยะเวลาการชำระหนี้ ที่เป็นต้นทุนค่าวัตถุดิบในการผลิตสินค้าออกไป
ไม่ต่างจาก 7-Eleven ที่ยืดระยะเวลาในการชำระเงิน กับแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ที่นำมาวางขายนั่นเอง
ซึ่งถ้าเราไปดู Credit Term หรือระยะเวลาการชำระหนี้ของแบรนด์สินค้าเจ้าดัง ในปี 2568 ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่า
- ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ เจ้าของ มาม่า มีระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 55 วัน
- อิชิตัน กรุ๊ป มีระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 59 วัน
- NSL Food เจ้าของแซนด์วิชอบร้อน มีระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 60 วัน
- เถ้าแก่น้อย มีระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 68 วัน
- ศรีนานาพร เจ้าของขนม เบนโตะ มีระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 79 วัน
ซึ่งการยืดระยะเวลาดังกล่าว ก็จะทำให้บริษัทมีวงจรเงินสดน้อยลง
หรือมีสภาพคล่องที่สูงขึ้นได้ โดยเราจะเห็นได้จาก วงจรเงินสดของบริษัทอย่าง
1
อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI
- มีระยะเวลาขายสินค้า 43 วัน
- มีระยะเวลาเก็บหนี้ 100 วัน
- มีระยะเวลาชำระหนี้ 59 วัน
วงจรเงินสดของอิชิตัน กรุ๊ป คือ 43 วัน + 100 วัน - 59 วัน เท่ากับ 84 วัน
เถ้าแก่น้อย หรือ TKN
- มีระยะเวลาขายสินค้า 99 วัน
- มีระยะเวลาเก็บหนี้ 66 วัน
- มีระยะเวลาชำระหนี้ 68 วัน
วงจรเงินสดของเถ้าแก่น้อย คือ 99 วัน + 66 วัน - 68 วัน เท่ากับ 97 วัน
ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นอีกเคส ที่เล่าเรื่องราวของธุรกิจ
เกี่ยวกับการบริหารสภาพคล่อง ของเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท
ซึ่งบริษัทไหนที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า อย่าง 7-Eleven
ก็ย่อมมีความได้เปรียบ ในแง่ของการนำเงินจากลูกค้ามาจ่ายหมุนเวียน ก่อนที่จะนำไปจ่ายหนี้ให้กับคู่ค้าทีหลัง
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่มีวงจรเงินสดมาก ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นบริษัทที่ไม่ดี
เพราะถ้าบริษัทสามารถบริหารสต๊อก ระยะเวลาในการผลิต รวมถึงบริหารเงินหมุนเวียนได้ดี
2
ธุรกิจก็จะราบรื่น ไม่มีปัญหาเลย..
References
-รายงานประจำปี 2568 ของบริษัท
โฆษณา