21 เม.ย. เวลา 05:11

ประสบการณ์ การภาวนากับหลวงพ่อสมบูรณ์ วัดถ้ำเขาพระกระบี่ สายเคลื่อนไหว ท่านเน้นให้ "เห็นความรู้สึก"

หลังจากที่หลวงพ่อได้เปิดประตูการภาวนาให้ ว่าการเห็นความรู้สึก ไม่ใช่เรารู้สึก เป็นยังไง ผมก็ตั้งใจว่า อยากไปภาวนากับหลวงพ่อที่กระบี่สักครั้ง
ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสฟังธรรมของหลวงพ่อสมบูรณ์ ก็จากการการแนะนำของพระอาจารย์ทองสุข ที่ทับสะแก โดยพระอาจารย์ท่านได้เปิดซีดีเสียงธรรมของหลวงพ่อ ขณะที่ทำกิจกรรมต่างๆ ภายในวัดขณะที่ผมได้ไปปฏิบัติกับพระอาจารย์ที่อำเภอ ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า อืม...มันใช่เลย แต่ก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย
หลังจากนั้น พระอาจารย์ทองสุขก็เชิญหลวงพ่อมาเทศน์ที่บ้านอารีย์ของพี่ใหม่ และ ที่DMGของคุณดนัย ผมก็ตามไปฟัง ก็ได้มีโอกาสเข้าไปยังห้องรับรองของหลวงพ่อก่อนที่ท่านจะเทศนาเพราะถือโอกาส เข้าไปกราบพระอาจารย์ทองสุขด้วย ขณะนั้นจึงมีโอกาสให้หลวงพ่อท่านชี้ให้เห็นสภาวะแห่งการเห็นความรู้สึกตัว ว่าเป็นเช่นไร เชื่อมั้ย ครั้งแรกที่เจอหลวงพ่อคำถามมีมากมายในหัวสมอง จะอ้าปากถาม แต่ถูกหลวงพ่อเบรคไว้หลายครั้ง และท่านเรียกเข้าไปหาท่านใกล้ๆ และท่านก็เริ่มชี้ให้เห็นความรู้สึก ไม่ใช่เรารู้สึก ในปัจจุบันขณะทันที
แรก ๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจ จนหลวงพ่อเข้ามาเทศน์ที่กรุงเทพ ครั้งที่ 4 ที่บ้านอารีย์ ก็ถือโอกาสเข้าไปกราบหลวงพ่อที่ห้องรับรองเหมือนเดิม ท่านก็พูดคุยปรารภธรรมะ มีใจความประโยคหนึ่ง ที่หลวงพ่อ พ่อกล่าวว่า อันที่จริง ความคิดมันไม่มีหรอก ในขณะที่ผมนั่งฟังหลวงพ่ออยู่ตรงหน้า ผมก็นึกคัดค้านหลวงพ่อในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมานะครับ เพราะว่าขณะนั้นความคิดผมก็มากมาย วิ่งชนกันในหัวสมอง พอหลวงพ่อบอกว่า ความคิดไม่มี มันจึงนึกค้านในใจ
แต่หลังจากนึกค้านคำพูดของหลวงพ่อนั้น ท่านก็เริ่มชี้ให้เห็นสภาวะความรู้สึกในปัจจุบันขณะ
โดยท่านพูดให้เราสังเกต ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้ันในปัจจุบัน ใจผมก็น้อมสังเกตตามที่หลวงพ่อชี้แนะ
ปรากฎเกิดอัศจรรย์ขึ้น จิตมันเกิดเห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายที่มันสดๆ ขณะนั้น ต่อเนื่อง เซลล์ต่างๆ ที่มันเต้น ทั่วสรรพางกาย เกิดรู้พร้อม ขนลุกขนพอง ความคิดไม่สามารถแทรกได้เลย
แต่ในขณะนั้น ชั่วขณะ ความคิดเกิด ตัวรู้เห็นความรู้สึก มันไปเห็นความคิดด้วย ก็เกิดโพร่งคำพูดของหลวงพ่อเลยว่า ความคิดไม่มี ไม่ใช่ไม่มีความคิด แต่ความคิดมันมี แต่มันชั่วคราว มีก็เหมือนไม่มี ไม่ให้ค่า กับความคิด ท่านก็เลยบอกเลยว่า มันไม่มี
เข้าใจคำพูดของหลวงพ่อในขณะนั้นเลย ตัวเห็นความรู้สึกสดๆในปัจจุบันขณะ ก็ไปเห็นความคิดสดๆ ในปัจจุบันขณะด้วย ก็เริ่มได้ต้นทางในการภาวนา แยกออกว่า ระหว่างความรู้สึก กับความคิดเป็นเช่นไร
ผมจึงตั้งปณิธานไว้ในใจว่า ถ้ามีโอกาสได้บวช ผมจะถือโอกาสไปภาวนากับหลวงพ่อสักครั้ง
จนในที่สุดผมก็มีโอกาสคือผมได้มีโอกาสลาบวช ที่กาฬสินธุ์บ้านเกิด
ผมก็ตั้งใจว่าบวชแล้ว จะขอไปภาวนากับหลวงพ่อด้วย และผมก็ได้มีโอกาสอย่างที่ตั้งใจ
แม้จะผ่านมาหลายปี แต่ความทรงจำที่ผมได้มีโอกาสได้ไปอยู่ที่ วัดถ้ำเขาพระที่กระบี่ก็ยังแจ่มชัดในความทรงจำของผม
...
ผมไปถึงที่วัดถ้ำเขาพระ ผมก็ขอหลวงพ่อไปอยู่ที่หลังถ้ำเลย ผมเตรียมกลดบริขารต่าง ๆ ไปด้วยเรียบร้อย ถามว่ากลัวมั้ย ไปอยู่ที่หลังถ้ำองค์เดียว คือก่อนที่ผมจะไปอยู่อย่างนี้ได้ ประวัติการเดินทางของจิตวิญญาณของผมก็ผ่านครูบาอาจารย์มาพอสมควร และเคยอยู่กับความเงียบมาก่อนก็เลยไม่รู้สึกกลัวเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกหวั่น ๆ ก็โผล่มาให้เห็น แต่ด้วยหลักการ การเห็นความรู้สึก ที่หลวงพ่อแนะนำไว้ ก็เป็นอารมณ์กรรมฐานชั้นเลิศในการรับมือกับทุกความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นมาในปัจจุบันขณะ แต่ละขณะนั้น
...
พอไปอยู่ที่นั้นจริง ๆ หลวงพ่อท่านก็ไม่ค่อยสอนเท่าไหร่ แต่จะนำปฏิบัติอย่างเดียว คือรู้แล้วก็ปฏิบัติกันไป ไม่ต้องคุยอะไรกันมากมาย วันหนึ่งก็ปฎิบัติร่วมกัน วันละ 4 เวลา คือ เช้า สาย บ่าย เย็น เลย นอกนั้นก็ปฏิบัติกันส่วนตัว ที่ว่าปฏิบัติก็คือ การเคลื่อนไหว ยกมือ 14 จังหวะ และการเดินจงกรมนี้หล่ะครับ
...
ผมอยู่ที่หลังถ้ำ ถ้าใครเคยไปก็จะรู้ว่า บรรยากาศนั้น วิเวกดีทีเดียว และจะมีเขาหินปูน สูงเด่นตั้งตระหงานอยู่บริเวณวัดภายใต้เขาลูกนี้ก็จะมีถ้ำลอดอยู่ข้างใต้เขา เหมือนจะเป็นทางน้ำที่ไหลผ่านเมื่อหลายล้านปีก่อน เพราะตามสภาพถ้ำที่ผมสำรวจ ก็ยังมีหอย มีซากสัตว์ทะเลอยู่ข้างบนเขามองเห็นกฏของความเปลี่ยนแปลงของโลกเราได้เป็นสัจธรรมดีทีเดียว
...
ถามว่า มาภาวนากับหลวงพ่อ ได้อรรถได้ธรรม ได้เห็นอะไรบ้าง
โห้...มันพูดไม่ออก บอกก็ลำบากนะ แต่เขาใจเลยว่า คำพูดที่หลวงพ่อท่านชี้ ท่านแนะนำ ทั้งหมดคือเส้นทางการภาวนาเลย เป็นเส้นทางการภาวนาเพื่อให้จิตได้หยุดอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความรู้สึกสด ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และความรู้สึกนั้นก็ไม่มีอยู่จริง เพราะความรู้สึกนั้นมันก็เป็นอนัตตา เป็นความว่างในที่สุด ทุกการเกิด ทุกการปรากฏของความรู้สึก โดยไม่ต้องแสวงหาความรู้สึก มันมีอยู่แล้วตามเหตุปัจจัย
...
ผมมาจับหลักได้ว่า การเห็นความรู้สึก โดยไม่ใช่เรารู้สึก ที่หลวงพ่อท่านเน้นย้ำนักย้ำหนานั้น นี้เป็นความเข้าใจส่วนตัวนะครับ คือ การวางใจอยู่กับความเป็นธรรมดาก่อน ความเป็นธรรมดา คือ ใจที่ไม่ยินดี ยินร้าย ใจที่เฉย ๆ คือใจที่ไม่มีความอยากรู้อยากเห็นอะไรเลย ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนกับใจของมหาสมุทรที่สงบนิ่ง พออะไรกระเพือม ในมหาสมุทร ก็แค่รับรู้ธรรมดาเฉย ๆ ทุกอณูแห่งการกระเพื่อมมหาสมุทรจะรับรู้ได้หมด เพราะไม่มีเจตนาตั้งแต่ตน
...
ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ ธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งก็จะมาทดแทนทันที นั้นคือธรรมชาติของตัวกู ที่มีเจตนาจะกระทำอะไรสักอย่าง ซึ่งมันก็จะบดบังใจที่เป็นธรรมชาติของมหาสมุทรทันที มันก็จะกลายเป็นเพียงมายาธรรม ที่ขับไล่มายาธรรม ซึ่งมันก็ล้วนเป็นมายาทั้งคู่
...
การเฉย ๆ ธรรมดา ๆ ตั้งแต่แรก ๆ ที่จะเคลื่อนไหวยกมือ 14 จังหวะ จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญ พอยกมือแล้วความรู้สึกสด ปรากฏก็แค่รับรู้สิ่งที่ปรากฏนั้น เพียงแค่รู้แค่นั้น
...
การสามารถแยกออกว่า อันไหนคือความรู้สึกสด ๆ อันไหนคือความคิดได้ นั่นแหละ คือการก้าวย่างที่สำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องมาคิดซ้อนคิดว่า เรารู้ เราแยกได้ยัง ก็แค่รับรู้ความรู้สึกสด ๆ แต่ละขณะด้วยใจธรรมดาไปเรื่อย ๆ แล้ว การเห็นนั้นเขาจะเข้าใจเอง เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตนไป
...
เมื่อผมเข้าใจเคล็ดลับตรงนี้แล้ว...ผมก็ฝึกอยู่กับความรู้สึกสด ๆ ไปเรื่อยๆ บางครั้งผมก็ปีนขึ้นไปบนยอดเขาองค์เดียว ตอนวันพระจันทร์เต็มดวง ถ้าใครเคยไปจะรู้เลยว่า มันไม่มีทางเดินสบาย ๆ มันต้องปีนป่าย และหินก็เป็นหินที่คม และอันตรายพอสมควร ยิ่งปีนขึ้นไปตอนกลางคืนด้วย
แต่ผมใช้วิชาหลวงพ่อ คือ แค่เห็นความรู้สึกไปเรื่อย ๆ มันกลับไม่มีอะไร เพราะมันอยู่กับสิ่งที่ปรากฏคือความรู้สึก แล้วแต่ละความรู้สึกนั้นก็จะสลายหายไปแต่ละขณะแค่นั้นเอง เป็นหนึ่งเดียวกับความมืด เป็นหนึ่งเดียวกับความรู้สึก ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นในขณะนั้นเลย มันก็แค่นั้นไปเรื่อย ๆ มันก็เป็นยังงั้นยังงั้นไปเรื่อย ๆ
...
ประเด็นผมอยู่ตรงนี้ คือ เมื่อเรากินข้าวไปเรื่อย ๆ แล้วความอิ่มก็จะปรากฏออกมาเอง เมื่อเราเห็นความรู้สึกไปเรื่อย ๆ แล้ว จิตเขาจะหยุดปรุงแต่งของเขาเอง หลวงพ่อท่านสอนให้เราเห็นความรู้สึกไปเรื่อย ๆ เพื่อให้จิตมันหยุด
...
มันมีหลายเหตุการณ์เหมือนกัน แต่มีเหตุการณ์หนึ่่ง ที่ทำให้เข้าใจหลวงพ่อมากขึ้น คือ เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าการเห็นความรู้สึกสด ๆ นั้นเป็นเหตุให้จิตมันหยุด เราก็จะคอยสังเกตุความรู้สึกสด ๆ อยู่เรื่อย ๆ เห็นแต่ภายในแต่ไม่เคยมองออกไปภายนอกเท่าไหร่ แต่วันนั้นผมโหลดไฟล์เสียงธรรมะของหลวงพ่อเทียนมาฟังด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่ามองออกไปไกล ๆ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน
ปรากฏว่า พอสังเกตตามที่หลวงพ่อบอก จิตมันหยุดอยู่กับปรากฏการณ์ภายนอกด้วย คือไม่จำเป็นต้องมาคอยสังเกตความรู้สึกสด ๆแล้วจิตมันหยุด
ปรากฏว่า ก็สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นแบบไหน จิตมันก็หยุดตามแบบนั้นเลย คือเห็นเป็นเช่นนั้นเอง คือจิตมันไม่คิดเอง
...
ที่นี้ความเป็นปกติที่ไม่ต้องพยายาม มันก็รู้ของมันเอง อะไร ๆ ก็เป็นเช่นนั้นเอง อะไร ๆ มันก็อย่างนั้น อย่างนั้นแหละ ที่หลวงพ่อชอบพูด
...
ประเด็นที่สำคัญ คือการสร้างเหตุไปเรื่อย ก็คือการเห็นความรู้สึกสด ๆ แต่ละขณะด้วยใจธรรมดา ที่ผมออกมาเขียนนี้ ก็เนื่องด้วยสำนึกในบุญคุณของหลวงพ่อ และเห็นความตั้งใจของพี่ ๆ ในกลุ่มนี้ เผื่อข้อความของผมเป็นประโยชน์กับกัลยาณมิตรบ้าง แต่ถ้าข้อความไหนไม่ตรงตามความเข้าใจ ก็ถือว่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ เผื่อมีข้อผิดพลาดอันใด ผมขอน้อมรับคำแนะนำจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ กัลยาณมิตรทุกท่านนะครับ
...
ผมขอน้อมนำคำสอนของหลวงพ่อมาไว้ที่นี้อีกครั้ง
หลวงพ่อไม่ได้สอน แต่จะชี้ให้ดู
หลวงพ่อไม่ใช่พูดให้ฟัง แต่จะชี้ให้ดู
เราต้องดูไปด้วย ส่วนมาก เราไม่ค่อยได้ดูกายดูใจตัวเอง
ดูแต่ข้างนอก ไม่หันมาดูตัวเองเลย
หลวงพ่อจะชี้ให้รู้จัก ก็ให้รู้จักตัวเอง ดูกาย ดูใจ
ถ้ากายดี ใจดี อะไรๆก็ดีไปหมด
...
มาเน้นเรื่อง “สติ” หรือ รู้สึกตัว
ดูความรู้สึก เห็นความรู้สึก
คำว่า “รู้อย่างไร”
“ปฏิบัติอย่างไร”
นั่งอยู่อย่างไร ตอนนี้ รู้มั้ย
นั่งอย่างไร ...... จึงสบาย
นี่ก็เริ่มรู้ธรรมะแล้วนะ
นั่งถนัดมั้ย เกร็งเนื้อเกร็งตัวมั้ย ปวดเมื่อยมั้ย
นั่งตามสบายเลย นั่งอย่างไร ถนัดดี
นั่งอย่างไร ไม่ปวดเมื่อยง่าย
นั่งตัวตรงๆ ขยับแข้งขยับขาให้มันสบาย
รู้ได้ !
นี่ เรียกว่า รู้กาย รู้สึกทางกาย
เลือดลมเดินสะดวก เป็นการบำบัดโรคไปในตัว
ทางใจ ก็มาดูความรู้สึก...
หายใจเข้าออก ...... อัดอั้นมั้ย มีกลั้นมั้ย
เป็นไปเพื่อไม่อั้น ไม่กลั้น
หายใจเข้าออก ยาวๆ
ปล่อยความรู้สึก ปลอดโปร่ง โล่ง เบา
หายใจอย่างไร จึงจะปลอดโปร่ง
หายใจอย่างไร โล่งอกโล่งใจดี
หายใจอย่างไร จึงจะเบาเนื้อเบาตัวดี
หายใจอย่างไร มีชีวิตชีวาดี
หายใจอย่างไร ตื่นเนื้อตื่นตัวดี
รู้จักคลี่คลาย ผ่อนคลาย
ดูให้ต่อเนื่อง ..... ดูให้มันอยู่ตัว......
ตรวจสอบทางกาย ก็ไม่เกร็งเนื้อเกร็งตัว
จิตใจก็ไม่อั้นไม่กลั้น มีให้เราดูเยอะเลย
เป็นไปเพื่อสบาย เป็นไปเพื่อสงบ
ตื่นเนื้อ ตื่นตัว........ไม่อั้นไม่กลั้น
มันอิ่ม มันเต็ม เบิกบานแจ่มใส
กระปรี้กระเปร่า ร่าเริง คล่องแคล่ว มีชีวิตชีวา
สว่าง สะอาด สงบ
พอเราดูอยู่อย่างนี้ มันจะหยุด
ความรู้สึกมันหยุด
มันหยุดก็ไม่มีความคิดความเห็น
มันเห็นความรู้สึก มีเพียงแต่รู้
รู้....ความรู้สึก
เห็น....ความรู้สึก
ไม่ต้องมีวิพากษ์วิจารณ์ หรือ จินตนาการอะไร
ความรู้สึกหยุด หรือพัก
พักความรู้สึก ไม่มีอะไร
อยากก็ไม่มี ไม่อยากก็ไม่มี
ยินดียินร้าย ..... ไม่มี
จิตใจไม่มีหมกมุ่นเกาะเกี่ยวกับอะไร
ดูอะไรๆ ก็ดูเฉยๆ เป็นสักว่า สักว่า
ความรู้สึกจะไม่ถูกปรุงแต่ง
ความรู้สึกอย่างนี้ จึงเรียกว่า สงบ
ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องไปละอะไร
รู้อย่างนี้มันละหมดเลย
มันวาง มันเบา ไม่ไปยึดติดกับอะไร
มันถอนออกจากอะไรๆ เรียกว่า จิตเป็นอิสระ
รู้เฉยๆ รู้ เท่านั้นเอง จิตมันหยุดแล้ว มันรู้เลย
รู้ตรงนี้ มันจบ นี่แหละ ธรรมะ
ตาดู หูฟัง อะไร ก็ยังเห็นความรู้สึกอยู่ ไม่มีอะไร
เห็นความรู้สึก มันว่าง
รู้ ตื่น ว่าง
นั่งอยู่ ขยับแข้งขยับขา ก็สบาย
นี่แหละ ความสุข ก็ไม่มีทุกข์
รู้อย่างนี้ ก็ไม่มีทุกข์ เป็นปกติ ธรรมดา
ดูให้ต่อเนื่อง ดูให้มันอยู่ตัว แล้วก็เคลื่อนไหวไป
พลิกมือขึ้นช้าๆ ยังเห็นอยู่
เอาขึ้นมาอย่างนี้ก็ยังเห็น ไม่มีอะไร
ทำช้าๆ ไม่ต้องไปดูมือนะ ดูความรู้สึก ก็ยังไม่มีอะไร
หายใจก็โปร่งเบา ไม่อั้นไม่กลั้น
ถ้าอั้นกลั้น มันยึดแล้ว
รู้ได้ทั้งตัวเลย รู้ได้ นี่แหละ พุทธะ
รับรองไม่มีทางเป็นอะไรๆ มันไม่เป็นอะไรทั้งนั้น
เข้าถึงธรรมชาติล้วนๆ หรือ ธรรมชาติบริสุทธิ์
หรือ จิตที่ผ่องแพ้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข นั่นแหละ ยิ่งกว่าสุข
พ้นทุกข์พ้นภาระ จิตใจไม่มีภาระ
มันหมดปัญหา หมดสงสัย แล้วก็เป็นธรรมดาๆ
คนเราเวลาปฏิบัติธรรม มักจะมุ่งให้มันได้อะไรๆ
แต่ไม่เห็นธรรมดาๆอย่างนี้ คือต้องมีสิ่งที่วิเศษกว่านี้
มันไม่มีอะไรดีกว่านี้ มีแค่นี้แหละ
คอยประคับประคอง เบาๆ มันคอยจะแว๊บออกไป
ถ้าไม่รู้มันก็เกิด ถ้ารู้มันก็ดับ
คอยรู้ไว้ รู้ปุ๊บดับปั๊บ
ทำให้ต่อเนื่อง ดูไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ที่ดูนี่ ไม่มีทุกข์ ไม่มีภาระ ก็พอใจตรงนี้
มันจะไม่คิดที่จะแสวงหาอะไรอีก ไม่มีไปไม่มีมา
ดูให้ต่อเนื่องเรื่อยๆ
หลวงพ่ออยากจะชี้ให้ดูตรงนี้ ให้รู้จักตรงนี้ รู้ได้
ไม่ใช่เราต้องรู้ มันเป็นภาระแล้ว มันจะหนัก มันจะยึด
ไม่เกร็ง มันจะเบา จะรู้สึกสบาย จะมีความสุข
ความรู้สึกโปร่ง โล่ง เบา กายก็เบา ใจก็เบา
พอเราเผลอไปต้องกลับมาทบทวนตรงนี้
ถ้าไม่รู้อย่างนี้แสดงว่า ผิดแล้ว
พอมันเผลอจะเกิดหงุดหงิด ร้อนอกร้อนใจ
เราจะเห็นมันเกิด
ถ้าสติต่อเนื่องจริงๆ เราจะเห็นก่อนเกิด
เหมือนน้ำในโอ่งมันมีตะกอน
ถ้าเราเอาขันไปจ้วงแรงๆ ตะกอนมันจะขึ้นมาด้วย
ต้องเบาๆ เราจะเห็นตะกอนมันค่อยๆฟุ้งขึ้นมา
เหมือนจิตของเรา อารมณ์มันเกิดขึ้นมาอย่างไร
พอเรารู้เท่านั้น มันจะสิ้นไป นี่แหละญาณ
ญาณแปลว่า สิ้นไป สิ้นไปซึ่งอาสวะ
พอเราเห็นชินๆ เห็นตรงนี้ชินๆ หมดเลย
ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ หมดกิจ เสร็จกิจ
กิจอื่นก็ไม่มีอีกแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ความเกิดอีกไม่มีแล้ว
เอาอะไรไปเกิด
ถ้าถามว่าตายแล้วไปไหน ก็ดูตรงนี้
มันก็ไม่มีอะไรเกิด มีเพียงแต่รู้ รู้แล้วก็เห็นความเป็นไป
ตายก็ไม่มี ก็เห็นเพียงความเป็นไป
มันเจ็บมันปวดก็เห็นมันเจ็บมันปวด
ก็ดู ก็เฉยต่อความเจ็บความปวด
แต่ก็เป็นไปแบบสบาย ดูแบบสบายๆ หรือดูแบบเฉยๆ
สบายหรือสบายหรือไม่สบายเราก็เฉยได้
อยู่เหนืออะไรหมด โลกุตรธรรมคืออยู่เหนือโลก
มันไม่ยาก แต่ทำให้ต่อเนื่องต้องใช้เวลา
ถ้ายังไม่ต่อเนื่องเลยต้องมาเจริญสติ จึงเรียกว่า มาฝึกสติ
ที่เราเห็นความรู้สึก นั่นแหละ มีสติ
เป็น สัมมาสติ
เพราะมันปล่อย มันวาง มันเบา ถ้าไม่รู้อย่างนี้มันหนัก
รับรองติดตามหลวงพ่อไม่นานเลย
ต้องมาเน้นมาย้ำตรงนี้บ่อยๆ ให้มันรู้ตรงนี้ เห็นตรงนี้
กราบสำนึกในความเมตตาของหลวงพ่อ ตอนนี้หลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว เหลือไว้แต่ คำแนะนำที่ยิ่งใหญ่ ถือเป็นคนูปราการ ต่อลูกหลานสืบไป ผู้เดินตามในเส้นทางแห่งการตื่นรู้ 🙏
โฆษณา