22 เม.ย. เวลา 13:12 • ไลฟ์สไตล์

ฝืนยื้อรักต่อไงเล่า

ด้วยเชื่อว่ามีปลาที่ใฝ่ฝันจะ
ว่ายวนไปบนฟ้า
อาจบะใช่แค่ภาพความเพ้อฝันเพราะนั่นเป็นย้อนแย้งการปะทะกันระหว่าง “ธรรมชาติและความปรารถนา”อย่างตรงไปตรงมา
ต่างหาก
ธรรมชาติของปลานั้นอยู่ในน้ำ หายใจในน้ำเคลื่อนไหวในน้ำขอบเขตนี้ไม่ได้ถูกขังกำหนด
เพราะใครสั่งแต่ด้วยเงื่อนไข
ที่ทำให้ปลาเป็นปลาได้จริง
ทว่าความปรารถนานั้นไม่เคย
ยอมรับขอบเขตนั้นไม่สนว่า
ฟ้าจะไม่มีน้ำไม่สนว่าปอดจะ
ไม่มีเหงือก
คงนึกว่าตนบินได้ พักนึงก่ะต้องตกลงมา
ความอยากบางอย่างไม่ใช่แค่ความอยากธรรมดาเป็นความอยากที่ยอมแลกกับการสูญเสีย
ตัวตนของตัวเอง
ความรักก่ะเช่นกันรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางถูกรักตอบก็คล้ายกันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลอีกต่อไปเพราะเหตุผลของใจทำหน้าที่ไปแล้ว
บอกชัดเจนแล้วไง“ไม่มีวี่แวว”
แต่ความรู้สึกกลับยังดื้อดึงอยู่ ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นไง
ฝันหลงใหลใฝ่ปองเธอในฝัน
คนเรารู้ความจริงแต่ไม่ยอมรับความจริงการฝืนรั้งจึงไม่ใช่ความพยายามเพื่อเปลี่ยนอีกฝ่ายแต่ด้วยว่าจะพยายามหลอกตัวเอง
ให้เชื่อว่ายังมี“ความเป็นไปได้” ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้
น่าสนใจตรงที่ความรักแบบนี้
มักถูกยกย่องในความงดงามความซื่อสัตย์ความมั่นคงความเสียสละแต่ถ้ามองให้ลึกลงไป
ปะต้าว่าก็มีเงาของปรารถนา
ของความเห็นแก่ตัวแฝงอยู่
เหมือนกันเพราะการยังคงรัก
ทั้งที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการ
อาจไม่ใช่การให้
ใจจินตนาการไปว่ายังเฝ้าฝันใฝ่ถึง
แต่เป็นการยึดการยึดภาพของ
เขาในแบบที่เราอยากให้เป็น
การยึดความหวังที่เราไม่ยอมปล่อยแม้จะรู้ว่าความหวังนั้น
ไม่มีพื้นดินให้หยั่งราก
คำว่า“ฝืนรั้ง”จึงเป็นคำที่น่าดูสะเทือนใจเพราะมันไม่ใช่แค่
การพยายามแต่เป็นพยายาม
ทั้งที่รู้ว่ามันขัดกับความจริง
เหมือนปลาที่กระโจนขึ้นฟ้า
ชั่วขณะหนึ่งมันอาจรู้สึกเหมือน
ได้แตะดาวแต่ทันทีที่แรงส่ง
หมดลงสิ่งที่รออยู่ไม่ใช่ท้องฟ้า
พยายามเท่าใดก่ะไม่มีทางไปได้ถึงดอก
แต่คือการตกกลับลงมาบางครั้งเจ็บยิ่งกว่าเดิมเพราะไม่สามารถได้ “ลิ้มรสความเป็นไปได้”ที่ฝัน
เชิงปรัชญาถามว่าความรักควร
ถูกวัดด้วย“ความสมหวัง”หรือว่า “ความจริงใจ”ถ้าเราบอกว่าความรักที่แท้คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
งั้นการรักโดยไม่ถูกรักตอบก็
อาจเป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่สุด
แต่ในอีกมุมหนึ่ง
ทำชีวิตทำตัวให้ติดดินอยู่กับปัจจุบันขณะเถอะ!
ถ้าความรักคือความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนการรักเพียงลำพังอาจไม่ใช่ความรักแต่เป็นเพียง“ความรู้สึกฝ่ายเดียว”ที่
เราตั้งชื่อให้มันดูงดงาม
ตรงนี้เองที่ความจริงอันโหดร้ายปรากฏขึ้นไม่ใช่ทุกความรักที่
ควรดำเนินต่อไปบางความรักมีคุณค่าในฐานะบทเรียนมากกว่าปลายทาง
การยอมรับว่าเขาไม่รักมิใช่
การพ่ายแพ้แต่น่าเป็นการคืนความจริงให้กับตัวเองต่างหาก
ความรักไม่ใช่อยู่ในจินตนาการซะเมื่อไหร่
เหมือนปลาที่หยุดพยายามว่าย
ขึ้นฟ้าแล้วกลับไปเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้อย่างอิสระอีกครั้ง
นั่นละปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์
ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผลล้วนๆ เรามีชีวิตอยู่ด้วยความทรงจำ ความหวังและภาพฝัน
ต่อให้รู้ว่าฟ้าไม่ใช่ที่ของปลา
บางตัวก็ยังเลือกจะกระโดดอยู่ดี ไม่ใช่ปลาโง่แต่เพราะมันอยาก “เชื่อ”ว่าสักครั้งหนึ่งอาจไปถึง
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การที่
ไปไม่ถึงดาว
แต่เป็นการที่ต้องยอมรับว่า
เราไม่เคยมีปีกตั้งแต่แรก
ก่ะแค่เป็นปลาที่ต้องอยู่ในน้ำร่ำไป
“ปลาตัวหนึ่งเงยหน้ามองฟ้า
เห็นดาวพราวพร่างเหมือนคำสัญญา
มันไม่รู้ว่าฟ้าไร้น้ำ
รู้เพียงว่าความงามนั้นเรียกหา
จึงกระโจนด้วยหัวใจทั้งดวง
ลืมเหงือกลืมลมหายใจในห้วงชะตาชั่วขณะได้เฉียดแสงดาว
ก็หลงคิดว่าตัวเองโบยบินได้
อย่างสุขใจ
แต่แรงฝันมีก่ะวันร่วงหล่น
ฟ้าจึงคืนความจริงด้วยความ
ว่างเปล่า
มิอาจขึ้นไปอยู่บนฟ้าชื่นชมดาวสวยได้ดอก
เจ้าปลาตกกลับสู่ผืนน้ำเดิม
ด้วยบาดแผลที่ไม่มีใครได้
เห็นร่องรอยเจ็บปวดใจ
ในความเงียบงันใต้ผิวน้ำ
เจ้าปลาตัวนั้นยังมองฟ้าอย่างเลื่อนลอย
ไม่ใช่เพราะยังคิดจะไปสอย
แต่เพราะหัวใจยังลืมดาวไม่ลง
โฆษณา