เมื่อวาน เวลา 10:00 • ธุรกิจ

"คนไทยยังขาด Motivation ในการเรียนรู้.. Skooldio อยากทำให้ Education Sexy Again"

ดร.ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล President, Skooldio Group และ VP of AI, LINE MAN Wongnai
อดีต Data Scientist จาก Facebook HQ ที่ Silicon Valley ได้พูดในรายการ SNAPSHOT ลงทุนแมน ซึ่งเต็มไปด้วยอินไซต์ และเบื้องหลังทางธุรกิจมากมาย ที่น่าสนใจ​
ตอนนี้ Skooldio ทำอะไรบ้าง ?
ความแตกต่างของ Skooldio คืออะไร ?
ภาพ Skooldio ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เริ่มด้วยเรื่อง Skooldio ถือว่าเป็นแพลตฟอร์ม หรือติวเตอร์สำหรับคนทำงานที่โดดเด่นมากในยุคนี้ แต่ในยุคที่เป็น Free Knowledge และการมาของ AI
Skooldio จะวางตัวเองไว้ตรงจุดไหนใน Ecosystem เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน ?
ดร.ต้าเล่าว่า เราต้องมองดูก่อนว่าคนวัยทำงานนั้นต้องการอะไร โดยส่วนใหญ่แล้ว คนวัยทำงานไม่ได้อยากจะเรียน แต่หลาย ๆ ครั้ง เขาแค่ต้องการทำงานบางอย่างได้
โดยหน้าที่ของ Skooldio คือช่วยในสิ่งที่เขาอยากรู้ และเอาความรู้นั้นไปใช้งานได้จริง
ถึงแม้จะมีการมาของ AI แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าย้อนไป 10 ปีที่แล้ว เราอยากรู้อะไร ก็สามารถเซิร์ชใน YouTube ได้ แต่คอร์สเรียนก็ยังขายได้
Key คือ ทำอย่างไรให้ที่เราสอนมัน Practical เอาไปใช้งานจริง ๆ ได้มากที่สุด ซึ่ง Skooldio ตอบโจทย์ตรงนี้
แต่ภาพใหญ่ Skooldio เราไม่ได้ต้องการเป็น Training เพราะว่าการจะทำให้พนักงานคนหนึ่งเก่ง และทำงานได้ดีในองค์กร มันต้องหาคนที่ถูกใจเข้ามาในองค์กร และอีกหลาย ๆ อย่าง ที่เราสามารถเข้าไปช่วยองค์กรได้
ตอนนี้ Skooldio ทำอะไรบ้าง ?
ดร.ต้าบอกว่า Skooldio ไม่ใช่แค่บริษัท Training อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น "Talent Solution" อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยองค์กรแก้ปัญหาได้ลึก และครบวงจรกว่าเดิม
นั่นหมายความว่าธุรกิจของ Skooldio ไม่ได้หยุดอยู่แค่คอร์สเรียน แต่ขยายออกไปในหลายมิติ
หนึ่งในนั้นคือ Skooldio Tech ที่เป็นบริษัทลูก ซึ่งเป็นเหมือน Software House ที่จะช่วยองค์กรทำ Proof of Concept ต่าง ๆ รวมไปถึง Full App
อีกส่วนหนึ่ง คือ Facilitate ในมุมส่งคนเก่ง ๆ ให้องค์กร แต่ว่ายังไม่ได้ทำ Official เต็มตัว ส่วนใหญ่ Skooldio ทำเป็นพวก Screen การช่วยหาคนที่ใช่ การทำแบบทดสอบ ซึ่งขายเป็น Service มากกว่า
มองเห็นโอกาส และต่อยอดเป็นอีกหนึ่งโมเดลธุรกิจ กับมหาวิทยาลัยไทย อย่างไร ?
ดร.ต้าบอกว่า มีบริษัทลูกที่ Spin ออกมา เป็น Joint Venture กับบริษัทที่ชื่อว่า จุฬาเอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็น Holding และก็ตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Degree Plus
โดยช่วงโควิดคือจุดเปลี่ยน เนื่องจากช่วงนั้นมหาวิทยาลัยโดน Shut Down ทำให้การเรียนหนังสือออนไลน์เริ่มมีมากขึ้น
สิ่งที่เราทำคือ เราจะดึงทุกมหาวิทยาลัยมาเข้าร่วม ใครมีจุดแข็งตรงไหน ส่งอาจารย์ตัวเองมา
โดย Key คือ อาจารย์จะเล่าพื้นฐานให้ชัด และเราก็จะหาแขกรับเชิญ จาก Industry ที่เรามี Connection อยู่
ว่าทำอย่างไรให้คนที่มาเรียนได้ความรู้กลับไปจริง ๆ เช่น หลักสูตร Blockchain and Fintech ซึ่งหลักสูตรนี้ ก.ล.ต. รองรับ
สำหรับ Degree Plus เป็นเหมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่งให้คนไทยทุกคนมีการศึกษาที่สอดคล้องกับทักษะที่ควรจะมี
นักเรียนส่วนใหญ่คือคนทำงาน โดยลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มองค์กร เช่น องค์กรใหญ่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยเรามีหน้าที่ปรับหลักสูตรให้ตรงตาม Roadmap ขององค์กร เพื่อที่จะสามารถยกระดับการทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้น
ส่วนกลุ่มคนทั่วไปที่มาสมัครเรียน ก็เช่นกลุ่มนักศึกษาที่อยากเติมความรู้สำหรับเตรียมสัมภาษณ์งานให้มีโอกาสผ่านมากขึ้น รวมไปถึงคนที่ทำงานอยู่แล้ว แต่อยากย้ายสายงาน
ความแตกต่างของ Skooldio ?
คำตอบคือ การทำให้มัน Practical ไม่ใช่ให้แค่ Concept คือฟังแล้ว เรียนแล้ว จะต้องเอาไปใช้ได้จริง เพิ่ม Productivity ได้จริง ๆ ทำให้ช่วงที่ผ่านมา Skooldio เติบโตมาโดยตลอด
ตอนนี้รายได้ และการเติบโตเป็นอย่างไรบ้าง ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ?
ดร.ต้าบอกว่า ตัวเลขปี 2024 ปิดปี ทั้ง Skooldio, Skooldio Tech, Degree Plus จะอยู่ที่ 155 ล้านบาท แต่ปี 2025 นี้น่าจะปิดปีประมาณ 200 ล้านบาท ถือว่ายังโตเรื่อย ๆ
ถึงแม้จะกระทบบ้างจากการที่องค์กร เริ่มลดงบประมาณในส่วนการ Training แต่ได้เรื่องเทรนด์ของ AI มาช่วย เนื่องจากองค์กรตอนนี้ก็ต้องการส่งเสริมเรื่อง AI เช่นเดียวกัน
นอกจากเรื่อง Tech ทาง Skooldio มีเสริมเรื่องอื่นอีกไหม ?
ดร.ต้าเล่าว่า เข้าไปช่วยได้ในหลาย ๆ ส่วนในองค์กร ในภาพของ Solution เช่น เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กร
แต่ก็มีการปรับหลักสูตรให้เหมาะกับองค์กรนั้น ๆ ด้วย เป็นแบบ Tailor-Made โดยเอาเรื่องของความรู้ และเรื่องของ Tech มาจับรวมกันให้ได้
เห็น Pain Point อะไรบ้าง และคนไทยยังขาดอะไร ?
ดร.ต้าบอกว่า คนไทยขาดการอยากเรียน เนื่องจากปัจจุบันเรามี Free Knowledge มากอยู่แล้ว ขาดก็แต่ Motivation ในการเข้าหามัน
มุมหนึ่งที่ทาง Skooldio ช่วยได้ เปรียบเสมือนทางลัด โดยช่วยเริ่มตั้งแต่ด้านวิธีคิด จนจับมือทำ
ปัจจุบันทาง Skooldio ก็มีคอร์สฟรีอยู่เยอะ รวมทั้งบน YouTube โดยตั้งใจให้เป็น Edutainment เพราะต้องการสร้าง Social Impact
มี Use Case ที่ไป Training แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไหม และมีตัวชี้วัดคืออะไร ?
ดร.ต้าบอกว่า เราเคยมีหลักสูตร Data ที่ทำให้กับทางธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งคนที่เรียนก็เก่งมากอยู่แล้ว เป็น Data Scientist ครึ่งทีม แถมจบเมืองนอกมา
แต่สิ่งที่ยังขาดคือทักษะในการสื่อสารกับทีมฝั่ง Business ให้รู้เรื่อง และการนำความรู้ด้านข้อมูลไปสร้างผลกระทบทางธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง
ทาง Skooldio ได้มีการออกแบบหลักสูตร 3 เดือน สำหรับ Data Scientist จำนวนประมาณ 200 คน โดยจัดอบรมต่อเนื่อง 6-7 รุ่น ใช้ระยะเวลารวมกว่า 2 ปี
รูปแบบการฝึกอบรมมีความเข้มข้น โดยมีทั้งการเรียนแบบออนไลน์, การเรียนแบบเผชิญหน้า (Face-to-face), การลงมือทำโปรเจกต์จริง และการมีโค้ชคอยให้คำปรึกษาประจำโปรเจกต์
โดยมีตัวชี้วัดคือ ต้องประเมินผลลัพธ์เป็นตัวเลขได้ อย่างในขั้นตอนการนำเสนอโปรเจกต์ ผู้เรียนทุกคนจะถูกบังคับให้ต้องตีค่าผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลข เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากนำโปรเจกต์นี้ไปทำจริง จะทำให้ผลลัพธ์ขององค์กรดีขึ้นเท่าไรและอย่างไร
เมื่อรวมผลลัพธ์จากโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่เกิดจากผู้เรียนในหลักสูตรนี้ พบว่าสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้หลายสิบล้านไปจนถึงระดับร้อยล้านบาท
นอกจากหลักสูตร Data แล้ว หากเป็นหลักสูตรในกลุ่มเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ทาง Skooldio จะเน้นการทำ Design Sprint เพื่อให้เกิดโมเดลต้นแบบ (Prototype) และให้ผู้ใช้งานจริงมาลองใช้ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จคือ การที่องค์กรนำโปรเจกต์หรือต้นแบบนั้นไปพัฒนาต่อ และนำไปใช้งานได้จริง
หลังจากนี้จะเพิ่มเรื่องอื่น ๆ นอกจาก AI หรือเปล่า เพื่อเป็น New S-Curve และรายได้ใหม่ ๆ จะมาจากช่องทางไหน ?
ดร.ต้าย้ำว่า Skooldio ไม่ได้อยากเป็นแค่ Training หรือ โรงเรียน แต่เราอยากเป็น Talent Solution คืออยากช่วยให้คนมีทักษะที่โลกต้องการในวันนี้ และก็ช่วยองค์กรสร้าง Workforce of the Future
ซึ่งรูปแบบการเรียนรู้ในองค์กรส่วนใหญ่มั กใช้สูตร 70-20-10 คือ
เรียนรู้จากงานจริง (70%)
การได้ Feedback จากเพื่อนร่วมงาน (20%)
และการเรียนในห้องเรียน (10%)
ก่อนหน้านี้ Skooldio โฟกัสอยู่ที่สัดส่วน 10% เป็นหลัก แต่ New S-Curve ของเราคือ การขยายไปสู่ส่วนที่เหลือ โดยเข้าไปช่วยพัฒนาการให้ Feedback (20%) และเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ระหว่างการทำงานจริง (70%) มากยิ่งขึ้น
 
ส่วนขาของเรื่อง Content มีการคิดหลักสูตรเยอะมากเพื่อองค์กร ซึ่งโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เรามีอาจารย์ที่เก่ง ๆ
ส่วนอีกขาหนึ่งคือ Skooldio Tech ซึ่ง Mission คืออยากจะเปลี่ยนชีวิตคนด้วยเทคโนโลยี
Stage ต่อไปจะเป็นอย่างไรในโลกของ AI และคนไทยจะไปอยู่ส่วนไหนบน Supply Chain นี้ ?
ดร.ต้าบอกว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมแน่นอน ถึงแม้ AI จะมาทดแทนแรงงานมากขึ้น จะมีคนตกงานเป็นจำนวนมาก
แต่ก็เชื่อว่าโลกจะมีจุดสมดุลของมัน และองค์กรก็ต้องวิวัฒนาการขึ้นไปเพื่อให้ตามทัน AI โดยคนในกลุ่ม White Collar พนักงานออฟฟิศ จะต้องปรับตัวเยอะ เพราะ AI เข้ามาแทนที่
สุดท้าย มาถึงคำถามที่ว่า.. ​
ภาพ Skooldio ในอีก 10 ปีข้างหน้า และเป้าหมายเป็นอย่างไร ?
ดร.ต้าบอกว่า ภาพใหญ่เราเป็น For-Profit Company ที่มี Strong Social Mission เพราะฉะนั้นภาพที่อยากเห็นคือคนไทยเก่งขึ้น
โดยความเชื่อคือ ถ้าเขามีทักษะที่โลกต้องการ เขาก็จะหางานได้ง่ายขึ้น เงินดีขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้น
ในส่วนของรายได้ Skooldio วางแผนไว้ว่าภายใน 5-10 ปี จะแตะ 500 ล้านบาท ซึ่งมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
เราอยากเติบโต และอยากให้ Education Sexy Again..
โฆษณา