22 เม.ย. เวลา 09:10 • หุ้น & เศรษฐกิจ

COCOCO ต้นทุนมะพร้าวลด หนุนมาร์จิ้นฟื้น

หุ้นวิชั่น - COCOCO ส่งซิกไตรมาส 1/69 ผลงานโตดี ตามทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ขยายตัว ขณะที่ภาพทั้งปีรับอานิสงส์บวกต้นทุนราคามะพร้าวลดลง-ค่าเงินบาทอ่อน ดันอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นแตะ 25% ยืนเป้ารายได้โต 30% เล็งส่งธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเข้าตลาดหุ้นปี 2570
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตได้ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากทุกธุรกิจขยายตัวตามตลาดที่ฟื้นตัวดี ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ผลิตภัณฑ์กะทิ และผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่นๆ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เบื้องต้นจะมีการประชุมคณะกรรมการ เพื่ออนุมัติ และประกาศผลการดำเนินงานในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569
สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตราว 30% โดยมีแรงหนุนมาจาก 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กะทิ เนื่องจากปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลง หลังจากปีก่อนได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศ จากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ส่งผลกระทบต่อผลผลิตมะพร้าว ทำให้ราคาวัตถุดิบมะพร้าวปรับตัวสูงขึ้น และขาดแคลน ขณะที่หลังจากผ่านพ้นไตรมาส 1/2569 ซึ่งเป็นช่วง Low Season ของไปแล้ว และเข้าไตรมาส 2/2569 ก็เริ่มมีออเดอร์เข้ามาค่อนข้างมาก
ทั้งนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิต และส่งออกได้ ในไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์กะทิ เพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปและอเมริกา โดยโรงงานดังกล่าวถือว่า มีต้นทุนวัตถุดิบถูกกว่าประเทศไทย และยังได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าในตลาดยุโรป อเมริกา แคนาดา และอังกฤษ ทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์กะทิเต็มปีในปีหน้า
ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ด้วยราคามะพร้าวน้ำหอมที่ปรับตัวลดลงมา เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตในตลาด (Supply) ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้บริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้ค่อนข้างดี ขณะที่ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม จากโรงงานที่ไม่มีวัตถุดิบที่แท้จริง ส่งผลให้ตลาดจีนชะงักไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันก็เริ่มกลับมาผลิตแล้ว แต่อาจต้องรอให้ตลาดจีนฟื้นตัวอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งบริษัทฯ มั่นใจในคุณภาพสินค้าที่เป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% สามารถสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ด้านตลาดอเมริกา ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีสภาวะเงินเฟ้อสูง แต่กลุ่มอาหารยังเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคยังคงต้องการ ส่งผลให้ตลาดน้ำมะพร้าวในภาพรวมยังเติบโตได้ดี
ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุด โดยปีนี้ยังคงเป้าหมายการเติบโตที่ 100% จากปีก่อน จากยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order) มีเข้ามาเต็มปีแล้ว และปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการซื้อเครื่องจักรใหม่เพิ่มอีกเท่าตัว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และเตรียมขยายกำลังการผลิตอีกในช่วงปลายปีนี้ เพื่อรองรับออเดอร์ของปี 2570 วางงบลงทุนไว้ราว 100 ล้านบาท
*เล็ง Spin-off อาหารสัตว์เลี้ยงปีหน้า
บริษัทฯ มีแผนการนำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ Spin-off ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจสามารถระดมทุนเติบโตได้ด้วยตัวเองและลดภาระการใช้เงินทุนจากบริษัทแม่ โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนยอดขายให้อาหารสัตว์เลี้ยงขึ้นมาอยู่ที่ 20% ของยอดขายรวมในปีนี้ และมุ่งสู่โครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลระหว่าง กะทิ น้ำมะพร้าว และอาหารสัตว์เลี้ยงในอนาคต
*มุ่งรักษามาร์จิ้นในระดับสูง
บริษัทฯ จะรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับ 24-25% ซึ่งเป็นระดับปกติ จากปีก่อนที่ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 16-17% เนื่องจากราคาต้นทุนมะพร้าวในไทยที่สูงขึ้น ทั้งนี้การมีโรงงานที่ฟิลิปปินส์จะช่วยรักษาความสม่ำเสมอของอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระยะยาวแม้ในยามที่ไทยประสบปัญหาภัยแล้ง
นอกจากนี้ยังได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท ที่ช่วยชดเชยต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นสูง และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันได้
“ปัจจุบันต้นทุนราคาขวดพลาสติก (Preform) แม้จะปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 50% และต้นทุนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อค่าขนส่ง แต่บริษัทฯ ได้ประเมินแล้วว่า ผลกระทบดังกล่าวมีผลต่อต้นทุนรวมเพียงเล็กน้อย หรือเพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งผลกระทบดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการอ่อนค่าของเงินบาทที่ช่วยให้บริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% จากการแปลงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ“ ดร.วรวัฒน์ กล่าว
โฆษณา