ถ้าคุณใช้ TikTok มาสักระยะหนึ่ง คุณน่าจะเคยได้ยินแผ่นเพลงเสียงผู้หญิงร้องด้วยน้ำเสียงแปลกๆ ว่า "Oh no, no no no no no no no silly" ตามด้วยประโยคเรื่องสุนัขพุดเดิ้ลในไมโครเวฟที่ระเบิดแล้วตายทั้งคู่ เสียงนั้นถูกนำไปทำคลิปมากกว่า 22,000 เวอร์ชันภายในฤดูร้อนปี 2019 เพียงฤดูกาลเดียว บางคนเอาไปทำคลิปตลก บางคนเอาไปแต่งหน้าตัวตลกน่ากลัว บางคนเอาไปเต้น และหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากไหน
มันมาจากภาพยนตร์สั้นปี 1983 ชื่อ Possibly in Michigan ความยาว 12 นาที ถ่ายด้วยกล้องวิดีโอยุคแรก เพลงประกอบแต่งและบันทึกเสียงด้วยคีย์บอร์ด Casio ตัวเดียว ทุกอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้มีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์ ได้ทุนจาก National Endowment for the Arts ของสหรัฐและ Ohio Arts Council แต่สิ่งที่มันสร้างขึ้นมานั้นไม่เคยตายเลยตลอดสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
เพลงหลักของภาพยนตร์ชื่อ Animal Cannibal แต่งโดย Karen Skladany ฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกเหมือนเพลงเด็กเล่นที่มีอะไรบางอย่างผิดปกติ จังหวะเหมือนเพลงวอลทซ์ในงานรื่นเริง เสียงสังเคราะห์จากคีย์บอร์ดราคาถูกทำให้ทำนองฟังดูร่าเริงในแบบที่น่าขนลุก แต่เนื้อหาของเพลงนั้นมืดสนิท
ผู้กำกับและเขียนบทคือ Cecelia Condit ศิลปินวิดีโออาร์ตชาวอเมริกันที่เกิดในปี 1947 ปัจจุบันอายุ 78 ปีและยังทำงานอยู่ เธอเพิ่งได้รับรางวัล Stan Brakhage Vision Award ในปี 2024 และรางวัล Anonymous Was A Woman ในปี 2025 ผลงานของเธอจัดแสดงที่ Museum of Modern Art ในนิวยอร์กและ Centre Pompidou ในปารีส แต่เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้และเป็นรากฐานของภาพยนตร์ทั้งเรื่องคือประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ
ก่อนที่จะทำ Possibly in Michigan เธอเคยคบกับ Ira Einhorn ชายที่รู้จักกันในชื่อ "The Unicorn Killer" Einhorn ฆ่าแฟนเก่าชื่อ Holly Maddux ในปี 1977 แล้วซ่อนศพไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ในตู้เสื้อผ้าของอพาร์ตเมนต์ที่เขาอยู่ Condit เริ่มคบกับเขาหลังจากนั้น และเดินผ่านตู้เสื้อผ้าที่มีศพอยู่ข้างในทุกวันโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้กลิ่นเพราะยาที่เธอกินอยู่ทำให้ประสาทรับกลิ่นเสีย สิบแปดเดือนต่อมาตำรวจพบศพ Maddux ในสภาพเน่าเปื่อย Einhorn หนีไปยุโรป 17 ปี ก่อนถูกส่งตัวกลับและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
Condit ทำภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกชื่อ Beneath the Skin ในปี 1981 เพื่อเล่าประสบการณ์นั้น ภาพยนตร์เรื่องนั้นจบด้วยประโยค "ฉันฝันว่าเป็นฉันไม่ใช่เธอที่เขาฆ่าเมื่อสองปีก่อน แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง" Possibly in Michigan คือ "อีกเรื่องหนึ่ง" นั้น เป็นเรื่องที่เหยื่อไม่ได้ตาย แต่ลุกขึ้นมาฆ่ากลับ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในปีที่ภาพยนตร์ออกฉาย ฉากสุดท้ายถูกนำไปออกอากาศทางรายการ CBN และ The 700 Club ซึ่งเป็นรายการศาสนาของสหรัฐ รายการนั้นเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "รักร่วมเพศ ต่อต้านครอบครัว และต่อต้านผู้ชาย" หนึ่งปีต่อมา National Endowment for the Arts ตีความว่ามันเป็นภาพยนตร์เลสเบียน แล้วนำไปฉายที่ Museum of Modern Art ในนิวยอร์ก ภาพยนตร์เรื่องเดียวกันถูกเรียกว่าบาปและถูกเรียกว่าศิลปะในเวลาห่างกันเพียงปีเดียว
สำหรับ Gen Z ที่เจอภาพยนตร์บน TikTok โดยไม่รู้บริบท สิ่งที่ทำให้มันทำงานได้คือคุณสมบัติเดียวกับที่ทำให้ analog horror ทั้งแนวเติบโต คือความรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่บอกไม่ได้ว่าอะไร ภาพเบลอจากกล้องวิดีโอยุคแรกที่ในสมัยนั้นเป็นข้อจำกัดทางเทคนิค กลับกลายเป็นสุนทรียะในยุคนี้ เสียงสังเคราะห์ราคาถูกที่ในสมัยนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หาได้ กลับกลายเป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนมาจากมิติอื่น ทุกอย่างที่เคยเป็นข้อจำกัดกลายเป็นจุดแข็ง
นักวิจารณ์หลายคนเรียก Possibly in Michigan ว่าเป็นตัวอย่างแรกของ analog horror ก่อนที่แนวนี้จะมีชื่อเรียกด้วยซ้ำ ก่อน Marble Hornets ก่อน Petscop ก่อน Mandela Catalogue เกือบสี่สิบปี เทคนิคทุกอย่างที่ analog horror ใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ดูเหมือนของจริงแต่ผิดปกติ เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยแต่น่าขนลุก ตัวละครที่พูดจาไม่ตรงกับสถานการณ์ ทุกอย่างอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1983