27 เม.ย. เวลา 00:57 • ข่าวรอบโลก

Possibly in Michigan ต้นตำรับ Analog Horror

ถ้าคุณใช้ TikTok มาสักระยะหนึ่ง คุณน่าจะเคยได้ยินแผ่นเพลงเสียงผู้หญิงร้องด้วยน้ำเสียงแปลกๆ ว่า "Oh no, no no no no no no no silly" ตามด้วยประโยคเรื่องสุนัขพุดเดิ้ลในไมโครเวฟที่ระเบิดแล้วตายทั้งคู่ เสียงนั้นถูกนำไปทำคลิปมากกว่า 22,000 เวอร์ชันภายในฤดูร้อนปี 2019 เพียงฤดูกาลเดียว บางคนเอาไปทำคลิปตลก บางคนเอาไปแต่งหน้าตัวตลกน่ากลัว บางคนเอาไปเต้น และหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากไหน
มันมาจากภาพยนตร์สั้นปี 1983 ชื่อ Possibly in Michigan ความยาว 12 นาที ถ่ายด้วยกล้องวิดีโอยุคแรก เพลงประกอบแต่งและบันทึกเสียงด้วยคีย์บอร์ด Casio ตัวเดียว ทุกอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้มีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์ ได้ทุนจาก National Endowment for the Arts ของสหรัฐและ Ohio Arts Council แต่สิ่งที่มันสร้างขึ้นมานั้นไม่เคยตายเลยตลอดสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
เพลงหลักของภาพยนตร์ชื่อ Animal Cannibal แต่งโดย Karen Skladany ฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกเหมือนเพลงเด็กเล่นที่มีอะไรบางอย่างผิดปกติ จังหวะเหมือนเพลงวอลทซ์ในงานรื่นเริง เสียงสังเคราะห์จากคีย์บอร์ดราคาถูกทำให้ทำนองฟังดูร่าเริงในแบบที่น่าขนลุก แต่เนื้อหาของเพลงนั้นมืดสนิท
เพลงเล่าผ่านมุมมองของผู้หญิงคนหนึ่งที่บอกว่าตัวเองกัดมือที่ป้อนอาหารให้ ตบหน้าที่กินเธอ เธอเรียกตัวเองว่าสัตว์ชนิดหนึ่ง กินคนชนิดหนึ่ง เธอถามว่าทำไมเธอถึงเจอแต่ผู้ชายแปลกๆ ทำไมพวกเขาถึงตามหาเธอเจอทุกที เธอเล่าว่าเคยจูบผู้ชายคนหนึ่งที่กินเพื่อนผู้หญิงของตัวเอง
ตอนนี้มีแต่สุนัขที่ยังตามเธออยู่ และเธอถามว่า "เราเคยเจอกันไหม อาจจะที่มิชิแกน ในห้างแปลกๆ สักแห่ง" จากนั้นเธอถามคำถามที่ทำให้ทุกอย่างพลิก "ใครจะรู้ว่าทำไมคนบางคนถึงกลายเป็นคนแปลก มันเป็นหน้าที่ของฉันหรือเปล่าที่จะเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นคนตาย"
ทั้งหมดนี้ร้องด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับกำลังร้องเพลงกล่อมเด็ก ความขัดกันระหว่างเสียงที่ฟังดูสนุกกับเนื้อหาที่พูดถึงการกินคนและการฆ่านี่แหละที่ทำให้มันติดหัวไม่ยอมออก
เนื้อเรื่องในวิดีโอเปิดฉากด้วยห้างสรรพสินค้าที่แทบไม่มีคน Sharon กับ Janice สองสาวเพื่อนซี้เดินเลือกน้ำหอมด้วยกัน ทุกอย่างดูปกติ ยกเว้นชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำที่สวมหน้ากากผู้ชายแก่อ้าปากค้างเดินตามพวกเธออยู่ตลอดเวลา เสียงบรรยายบอกว่า Sharon ดึงดูดผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง แต่แปลกที่เธอมีวิธีทำให้ความรุนแรงนั้นดูเหมือนเป็นความคิดของผู้ชาย Janice ก็เป็นคนแบบเดียวกัน พวกเธอชอบน้ำหอมกลิ่นเดียวกัน และ Arthur ชายที่ตามพวกเธอก็มีรสนิยมเหมือนกัน ทั้งสามมีสิ่งที่เหมือนกันสองอย่าง คือความรุนแรงและน้ำหอม
ประโยคนั้นฟังดูไม่เข้ากันเลย แต่มันคือกุญแจของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง
ระหว่างที่ถูกสะกดรอย ทั้งสองคุยกันด้วยน้ำเสียงที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ Janice เล่าเรื่องป้าของแม่ที่ชื่อ Kate ซึ่งเอาสุนัขพุดเดิ้ลไปอบแห้งในไมโครเวฟ Sharon ถามว่า "เพื่อกินหรอ" Janice ตอบว่า "ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ เพื่ออบแห้ง" แล้วเฉลยว่ามันระเบิดและตายทั้งคู่ บทสนทนานี้ฟังดูเหมือนเรื่องตลกร้ายในงานเลี้ยงน้ำชา แต่มันถูกพูดในขณะที่มีคนกำลังจะฆ่าพวกเธอ
เสียงบรรยายอธิบายว่า Arthur สวมหน้ากากมามากจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร เขาจินตนาการว่าตัวเองเป็นกบที่จะแปลงร่างเป็นเจ้าชายในนิทาน เขาเชื่อว่าทันทีที่จูบเธอ เขาจะกลายเป็นผู้ชายที่เธอต้องการ ในเครดิตภาพยนตร์ Arthur ถูกเรียกว่า "Prince Charming" และตลอดทั้งเรื่องเขาสวมหน้ากากสลับกันไปเรื่อยๆ ทั้งหมู หมาป่า กระต่าย ลา แต่ละหน้ากากคือภาพจำของ "ผู้ชาย" ในรูปแบบต่างๆ ที่สังคมสร้างขึ้น
เมื่อ Janice แยกทางกลับบ้าน Arthur รออยู่หน้าบ้าน Sharon เขากดกริ่งประตูอย่างสุภาพเหมือนแขกที่ได้รับเชิญ เมื่อ Sharon เปิดประตูเห็นเขา เธอทิ้งตัวลงกับพื้นทันทีแล้วโทรหา Janice Arthur ทุบหน้าต่างเข้ามาด้วยก้อนหินที่มีหน้ากากศพซ่อนอยู่ใต้นั้น จากนั้นเขาถาม Sharon อย่างสุภาพว่าเธอจะให้เขากินเธอทั้งตัวเลย หรือจะให้เขาตัดแขนตัดขาออกทีละส่วนแล้วค่อยกินทีหลัง เขาบอกว่าทำเพราะความรัก และเขาเคยทำแบบนี้กับผู้หญิงมาแล้วหกคน
Janice โผล่มาจากไหนไม่รู้ ชักปืนยิง Arthur ตายคาที่
แทนที่เรื่องจะจบตรงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมือนภาพยนตร์ horror เรื่องไหนในยุคนั้น Sharon ไม่ได้กรี๊ด ไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ช็อค เธอมองศพ Arthur ด้วยสายตารังเกียจ จากนั้นทั้งสองวางศพบนกระดาษหนังสือพิมพ์ ชำแหละร่าง ทำสตูจากชิ้นส่วนของเขา แล้วกินด้วยกันโดยไม่สวมเสื้อผ้า ป้อนเศษให้สุนัข สูบบุหรี่ ไอ แล้วหัวเราะ เมื่อกินเสร็จก็ห่อกระดูกในหนังสือพิมพ์ใส่ถุงขยะ วางไว้หน้าบ้าน รอรถขยะมาเก็บ หลักฐานทุกอย่างหายไปพร้อมรถขยะเทศบาล
แต่ก่อนที่เรื่องจะจบ Janice มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นชายอีกคนสวมหน้ากากยืนอยู่ เธอส่งสัญญาณให้ Sharon แต่ชายคนนั้นซ่อนตัวก่อนที่ Sharon จะเห็น วงจรกำลังจะเริ่มใหม่
ในระหว่างเรื่อง มีฉากหนึ่งที่ไม่มีใครอธิบายได้หมดจด Sharon ถูกถ่ายในท่านอนราวกับศพ ใบหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นซากมัมมี่ผุพัง แต่ในฉากถัดมาทันทีเธอกลับมีชีวิต ล้อมรอบด้วยดอกไม้สวยงาม สองภาพนี้ตัดสลับกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความตายกับความงาม ความรุนแรงกับน้ำหอม ความเป็นเหยื่อกับความเป็นผู้ล่า ทุกอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้คือเหรียญสองด้าน
สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมากกว่าภาพยนตร์ horror ธรรมดาคือมันไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนดีและใครเป็นคนร้าย Sharon กับ Janice ไม่ใช่เหยื่อผู้บริสุทธิ์ เสียงบรรยายบอกตั้งแต่ต้นว่าพวกเธอ "ดึงดูดผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง" และมี "วิธีทำให้ความรุนแรงดูเหมือนเป็นความคิดของผู้ชาย" ก้อนหินที่ Arthur ใช้ทุบหน้าต่างมีหน้ากากศพซ่อนอยู่ข้างใต้ ซึ่งบ่งบอกว่าบ้านของ Sharon อาจมีศพฝังอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อทั้งสองกิน Arthur พวกเธอไม่ได้ทำด้วยความขยะแขยง พวกเธอทำด้วยความคุ้นเคย ราวกับเคยทำมาก่อน
ภาพยนตร์ไม่ได้บอกว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่มันถามว่าเมื่อคนถูกกินจนชิน คนที่ถูกกินจะกลายเป็นคนกินเมื่อไหร่ และเมื่อเส้นแบ่งนั้นหายไป ใครจะเป็นคนตัดสินว่าใครเป็นสัตว์และใครเป็นมนุษย์ ต่างคนต่างตีความภาพยนตร์เรื่องนี้จากประสบการณ์ของตัวเอง คนที่เคยถูกสะกดรอยเห็นมันเป็นเรื่องของความกลัว คนที่เคยถูกทำร้ายเห็นมันเป็นเรื่องของการแก้แค้น คนที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างเพศเห็นมันเป็นเรื่องของอำนาจ และคนที่ชอบศิลปะเห็นมันเป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่ไม่มีข้อสรุป
ผู้กำกับและเขียนบทคือ Cecelia Condit ศิลปินวิดีโออาร์ตชาวอเมริกันที่เกิดในปี 1947 ปัจจุบันอายุ 78 ปีและยังทำงานอยู่ เธอเพิ่งได้รับรางวัล Stan Brakhage Vision Award ในปี 2024 และรางวัล Anonymous Was A Woman ในปี 2025 ผลงานของเธอจัดแสดงที่ Museum of Modern Art ในนิวยอร์กและ Centre Pompidou ในปารีส แต่เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้และเป็นรากฐานของภาพยนตร์ทั้งเรื่องคือประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ
ก่อนที่จะทำ Possibly in Michigan เธอเคยคบกับ Ira Einhorn ชายที่รู้จักกันในชื่อ "The Unicorn Killer" Einhorn ฆ่าแฟนเก่าชื่อ Holly Maddux ในปี 1977 แล้วซ่อนศพไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ในตู้เสื้อผ้าของอพาร์ตเมนต์ที่เขาอยู่ Condit เริ่มคบกับเขาหลังจากนั้น และเดินผ่านตู้เสื้อผ้าที่มีศพอยู่ข้างในทุกวันโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้กลิ่นเพราะยาที่เธอกินอยู่ทำให้ประสาทรับกลิ่นเสีย สิบแปดเดือนต่อมาตำรวจพบศพ Maddux ในสภาพเน่าเปื่อย Einhorn หนีไปยุโรป 17 ปี ก่อนถูกส่งตัวกลับและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
Condit ทำภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกชื่อ Beneath the Skin ในปี 1981 เพื่อเล่าประสบการณ์นั้น ภาพยนตร์เรื่องนั้นจบด้วยประโยค "ฉันฝันว่าเป็นฉันไม่ใช่เธอที่เขาฆ่าเมื่อสองปีก่อน แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง" Possibly in Michigan คือ "อีกเรื่องหนึ่ง" นั้น เป็นเรื่องที่เหยื่อไม่ได้ตาย แต่ลุกขึ้นมาฆ่ากลับ
เพลง Animal Cannibal แต่งโดย Karen Skladany ซึ่งเล่นเป็น Janice ด้วย Condit เขียนเนื้อร้องบางส่วน รวมถึงประโยคเรื่องพุดเดิ้ลในไมโครเวฟ ซึ่ง Condit เล่าให้นิตยสาร GARAGE ฟังว่าเธอเห็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ตอนที่ไมโครเวฟเพิ่งออกใหม่ว่ามีผู้หญิงเอาสุนัขพุดเดิ้ลไปอบแห้งในไมโครเวฟ มันระเบิดและตายทั้งคู่ เธอคิดว่ามันน่าจะใส่ในภาพยนตร์ได้ แต่ถ้าเธอพูดเองมันจะดูไร้สาระเกินไป ก็เลยให้ Skladany ใส่ทำนองเข้าไป
ส่วน Sharon เล่นโดย Jill Sands นักแสดงที่ Condit ทำงานด้วยในภาพยนตร์สั้นสามเรื่องที่เรียกว่า "Jill Sands Trilogy" Condit บอกในบทสัมภาษณ์ว่าในบรรดาทีมงานทั้งหมด เธอยังคงติดต่อกับ Sands เพียงคนเดียว ส่วน Skladany นั้น Condit บอกว่า "แม้แต่คนที่เคยรู้จักเธอก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว" คนแต่งเพลงที่มีคนฟังหลายร้อยล้านครั้งบน TikTok หายไปจากโลกโดยไม่ทิ้งร่องรอย ไม่มีสัมภาษณ์ ไม่มีโปรไฟล์สาธารณะ ไม่มีอะไรเลยนอกจากบัญชี Instagram ที่มีผู้ติดตามสามร้อยกว่าคน
แล้วในเดือนมกราคม 2025 Condit ประกาศผ่าน Instagram ว่า Jill Sands เสียชีวิตแล้ว Sharon ตายจริงๆ ในเวลาที่เพลงของเธอดังที่สุดเท่าที่เคยดัง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มมีคนรู้จักครั้งแรกบนโลกออนไลน์ในปี 2015 เมื่อผู้ใช้ Reddit ชื่อ LikeMyMen โพสต์คลิปจากภาพยนตร์ในหมวด r/creepy พร้อมคอมเมนต์ว่า "น่าจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ฉันเคยดู" โพสต์นั้นขึ้นหน้าแรกของ Reddit ได้ 4,000 อัปโหวตกับ 868 คอมเมนต์ จากนั้นในฤดูร้อนปี 2019 วัยรุ่นอายุ 16 ปีชื่อ Virs Dillard ตัดเสียงยี่สิบวินาทีจากภาพยนตร์แล้วอัปโหลดขึ้น TikTok มันระเบิด คนเอาเสียงนั้นไป lip-sync ไปแต่งหน้าผี ไปเต้น ไปทำมีม จนภายในเวลาไม่กี่เดือนมีคลิปที่ใช้เสียงนี้มากกว่า 22,000 คลิป
Condit รู้เรื่องนี้และตัดสินใจอัปโหลดภาพยนตร์เต็มเรื่องขึ้น YouTube ด้วยตัวเอง เธอบอกว่า "ฉันชอบความเอื้อเฟื้อในงานของฉัน เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่น่าทึ่ง" ในขณะที่สตูดิโอใหญ่ทั่วโลกใช้เงินหลายร้อยล้านในการปกป้องลิขสิทธิ์และฟ้องคนที่แชร์คอนเทนต์ ศิลปินวิดีโออาร์ตอายุเจ็ดสิบกว่าปียกภาพยนตร์ทั้งเรื่องให้ฟรี แล้วผลลัพธ์ก็คือภาพยนตร์ของเธอมีคนดูมากกว่านิทรรศการทางกายภาพใดๆ ที่เธอเคยจัดตลอดอาชีพสี่สิบปี
ในบทสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Cinemasters ปี 2023 Condit เล่าว่า "ตอนที่ทำภาพยนตร์ ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตเลย ก็เลยแปลกใจ ฉันรู้ว่าเด็กๆ ชอบมาก เพื่อนที่สอนมัธยมปลายเอาไปฉายให้นักเรียนดู เด็กๆ คลั่งเลย แต่ฉันจะทำยังไง จะส่งข้อความไปบอกโรงเรียนว่าเอาภาพยนตร์เรื่องกินคนนี่ไปฉายหน่อยได้ไหม ก็ไม่ได้" เธอยังบอกด้วยว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ตอบสนองต่อภาพยนตร์ของเธอไม่ใช่ความน่ากลัว แต่คือความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ความน่ากลัว ความกลัวของผู้หญิงที่ถูกสะกดรอยและถูกกินกลืนไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตั้งแต่ปี 1983 ถึงปี 2025
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในปีที่ภาพยนตร์ออกฉาย ฉากสุดท้ายถูกนำไปออกอากาศทางรายการ CBN และ The 700 Club ซึ่งเป็นรายการศาสนาของสหรัฐ รายการนั้นเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "รักร่วมเพศ ต่อต้านครอบครัว และต่อต้านผู้ชาย" หนึ่งปีต่อมา National Endowment for the Arts ตีความว่ามันเป็นภาพยนตร์เลสเบียน แล้วนำไปฉายที่ Museum of Modern Art ในนิวยอร์ก ภาพยนตร์เรื่องเดียวกันถูกเรียกว่าบาปและถูกเรียกว่าศิลปะในเวลาห่างกันเพียงปีเดียว
สำหรับ Gen Z ที่เจอภาพยนตร์บน TikTok โดยไม่รู้บริบท สิ่งที่ทำให้มันทำงานได้คือคุณสมบัติเดียวกับที่ทำให้ analog horror ทั้งแนวเติบโต คือความรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่บอกไม่ได้ว่าอะไร ภาพเบลอจากกล้องวิดีโอยุคแรกที่ในสมัยนั้นเป็นข้อจำกัดทางเทคนิค กลับกลายเป็นสุนทรียะในยุคนี้ เสียงสังเคราะห์ราคาถูกที่ในสมัยนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หาได้ กลับกลายเป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนมาจากมิติอื่น ทุกอย่างที่เคยเป็นข้อจำกัดกลายเป็นจุดแข็ง
นักวิจารณ์หลายคนเรียก Possibly in Michigan ว่าเป็นตัวอย่างแรกของ analog horror ก่อนที่แนวนี้จะมีชื่อเรียกด้วยซ้ำ ก่อน Marble Hornets ก่อน Petscop ก่อน Mandela Catalogue เกือบสี่สิบปี เทคนิคทุกอย่างที่ analog horror ใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ดูเหมือนของจริงแต่ผิดปกติ เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยแต่น่าขนลุก ตัวละครที่พูดจาไม่ตรงกับสถานการณ์ ทุกอย่างอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1983
แต่มีรายละเอียดที่ตลกร้ายกว่าสิ่งใดในภาพยนตร์เรื่องนี้ Condit บอกในบทสัมภาษณ์ว่าเธอเกลียดภาพยนตร์สยองขวัญ
ผู้หญิงที่เคยอาศัยอยู่กับฆาตกรตัวจริงโดยไม่รู้ตัว ทำภาพยนตร์ที่กลายเป็นรากฐานของแนว horror ที่ใหญ่ที่สุดแนวหนึ่งในอินเทอร์เน็ต โดยที่เธอเกลียด horror เพลงที่ติดหูที่สุดบน TikTok แต่งด้วยคีย์บอร์ด Casio โดยผู้หญิงที่ไม่มีใครหาเจอ และฉากที่ถูกแชร์มากที่สุดในภาพยนตร์คือบทสนทนาเรื่องสุนัขในไมโครเวฟที่มาจากข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
บทเรียนสำหรับคนทำคอนเทนต์ทุกยุคทุกสมัยอาจจะอยู่ตรงนี้ สิ่งที่คนจำได้ไม่ใช่สิ่งที่มีงบประมาณมากที่สุด แต่เป็นสิ่งที่จริงที่สุด Condit ไม่ได้ตั้งใจทำภาพยนตร์ horror เธอตั้งใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอจริงๆ ผ่านนิทานที่เธอแต่งขึ้น ความจริงที่ฝังอยู่ในทุกเฟรมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้มันรู้สึกต่างจากภาพยนตร์ horror ทุกเรื่องที่พยายามทำให้น่ากลัว เพราะมันไม่ได้พยายาม มันแค่เป็น
---
ศพจริงอยู่ในตู้เสื้อผ้า ศพในภาพยนตร์กลายเป็นสตู และเพลงที่เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ยังดังอยู่บน TikTok ของเด็กอายุสิบหกที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังร้องตามเพลงของใคร
---
โฆษณา