27 เม.ย. เวลา 02:36 • ประวัติศาสตร์
ชุมชนตลาดใหญ่ ตะกั่วป่า

เงาหงี่หิ้นเหนือเมืองตะกั่วป่า

ทำไมหงี่หิ้นตะกั่วป่า จึงมีอิทธิพล
หากจะเล่าเรื่องเมืองตะกั่วป่าให้สนุกสักตอนหนึ่ง เรื่องของ “หงี่หิ้น” คงเป็นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของสมาคมจีนลับ หรือกลุ่มคนเหมืองแร่ธรรมดา แต่คือเรื่องของอำนาจ เงินทุน เครือญาติ และการสร้างเมืองขึ้นใหม่จากซากสงคราม
ย้อนเวลากลับไปราว พ.ศ. 2386 เมืองตะกั่วป่ายังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากภัยสงครามครั้งใหญ่ เมื่อกองทัพพม่าเคยยกมาตีหัวเมืองฝั่งอันดามัน บ้านเมืองแตกพ่าย ผู้คนถูกกวาดต้อนไปจำนวนมาก ชาวบ้านที่เหลือต่างหลบหนีเข้าป่าเข้าดง เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากแร่ดีบุก กลับเงียบงันราวเมืองร้าง
ในห้วงเวลานั้น พระยาเสนานุชิต (นุช) ได้เข้ามารับภารกิจสำคัญ นั่นคือ “สร้างเมืองใหม่” และการสร้างเมืองในยุคนั้น ไม่ใช่เริ่มจากถนนหรือกำแพง แต่เริ่มจาก “คน”
ผู้คนกลุ่มแรกที่เข้ามาช่วยฟื้นเมือง คือชาวบ้านพวกหม่อมวัน ซึ่งเชื่อกันว่าปัจจุบันคือชุมชนบ้านบางกรัก คนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนด่านหน้าทางทะเลของตะกั่วป่า ในฤดูมรสุมพวกเขาสะสมเสบียง ฝึกกำลังคน แต่เมื่อทะเลเปิดในฤดูสงบ ก็ออกลาดตระเวน คอยปราบโจรสลัดและดูแลเส้นทางชายฝั่ง
อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะกลายเป็นพลังสำคัญของเมืองในเวลาต่อมา คือชาวจีนอพยพ
ในศตวรรษนั้น กระแสชาวจีนจากมณฑลทางใต้หลั่งไหลลงสู่แหลมมลายูและหัวเมืองฝั่งทะเลอันดามัน เพราะที่นี่มี “ดีบุก” โลหะล้ำค่าที่โลกต้องการ เหมืองแร่ในภูเก็ต ระนอง และตะกั่วป่า จึงเต็มไปด้วยแรงงานและนายทุนจีน
กลุ่มที่เข้ามาก่อนในตะกั่วป่าคือ “เกียนเต็ก” หรือที่คนรุ่นหลังรู้จักชื่อ บุ๋นเท่าก๋ง ต่อมาจึงมีกลุ่ม “หงี่หิ้น” เข้ามา และขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว
เหตุผลหนึ่งอาจอยู่ที่สายสัมพันธ์ทางเครือญาติ เพราะมารดาของพระยาเสนานุชิต (นุช) คือ “มาดามหลวน” ซึ่งเล่ากันว่าเป็นบุตรีของ โกหลีฮวน ผู้ทรงอิทธิพลและเป็นหัวหน้าหงี่หิ้นในปีนัง เมื่ออำนาจการปกครองท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนจีนโพ้นทะเล จึงไม่แปลกที่หงี่หิ้นจะมีบทบาทสูงในเมืองตะกั่วป่า
หงี่หิ้นในยุคนั้น ไม่ได้มีความหมายเพียง “สมาคมลับ” หากแต่เป็นเครือข่ายช่วยเหลือคนจีนอพยพ จัดหาแรงงาน คุ้มครองผลประโยชน์ คุมเส้นทางการค้า และลงทุนในกิจการเหมืองแร่ กล่าวง่าย ๆ คือเป็นทั้งธนาคาร บริษัทจัดหางาน และองค์กรอำนาจเงาในเวลาเดียวกัน
แม้แต่ คอซู้เจียง ผู้ซึ่งภายหลังกลายเป็นต้นตระกูลผู้ยิ่งใหญ่แห่งระนอง ก็เคยเกี่ยวข้องกับเมืองตะกั่วป่าในฐานะสมาชิกอั้งยี่เกียนเต็กมาก่อน ภายหลังเมื่อย้ายไปสร้างฐานอำนาจที่ระนอง เครือข่ายหงี่หิ้นก็ยังไม่ปล่อยมือจากผลประโยชน์นั้นง่าย ๆ เพราะในอีกด้านหนึ่ง มาดามหลวนยังเป็นผู้สนับสนุนทุนให้ซื้อเรือสำเภา เพื่อใช้ค้าขายกับปีนังอีกด้วย
จึงอาจกล่าวได้ว่า อิทธิพลของหงี่หิ้นในตะกั่วป่า มิใช่อิทธิพลระดับชุมชน แต่เป็นอิทธิพลระดับภูมิภาค เชื่อมเมืองเหมืองแร่จากฝั่งไทยไปถึงปีนัง ผ่านสายสัมพันธ์ของเงินตรา เครือญาติ และการเมือง
วันนี้ หงี่หิ้นกงสีไม่มีเหลือให้เห็นแล้วในตะกั่วป่า ไม่มีธง ไม่มีโรงประชุม ไม่มีเสียงเรียกประชุมสมาชิก เหลือเพียงเรื่องเล่ากระซิบกระซาบในวงน้ำชา ชื่อสกุลเก่าแก่บนป้ายร้านค้า และร่องรอยของตึกแถวที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดจากเงินดีบุก
อำนาจบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีตัวตนให้เห็น
เพราะแม้เลือนหายไปแล้ว ก็ยังทิ้ง “เงา” ไว้เหนือเมืองเสมอ
และที่ตะกั่วป่า เงานั้นยังลอยบางเบาอยู่ในสายลมจนถึงวันนี้
ขอบคุณครับ
นายนุ
หมายเหตุ จากรูปเป็นใบสมาชิกของกลุ่มอั้งยี่หงี่หิ้น ผมแปลไม่ถูก หากมีใครเมตตาก็แปลให้ด้วยนะครับ
โฆษณา