27 เม.ย. เวลา 22:27 • หนังสือ

มีนาคม

วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
เมื่อส่งจดหมายฉะบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ศกนี้ ทูลอธิบายเรื่องโกศลังกาไปแล้ว หม่อมฉันนึกรายการที่ควรจะทูลได้อีก ได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ทรงปรารภเรื่องโกศอย่างนั้นต่อมาอีกก็พอเหมาะ จึงจะตั้งต้นจดหมายฉะบับนี้ทูลเสนอเรื่องโกศก่อน
ชื่อที่เรียกว่าโกศลังกานั้นดูเหมือนจะเรียกกันแต่ชาววัดในบัตรหมายทางราชการดูเหมือนเรียกว่า “โกศหุ้มผ้าขาว” แต่ที่เรียกว่าโกศลังกาคงมีมูลว่าได้แบบมาแต่ลังกา หม่อมฉันเพิ่งมานึกขึ้นได้ว่านานมาแล้วหม่อมฉันไปยังวัดประดู่โรงธรรมที่กรุงศรีอยุธยาไปเห็นลุ้งไม้ ๔ เหลี่ยมใบหนึ่งตั้งอยู่ที่มุมฝาในศาลาหลังหนึ่ง หม่อมฉัน
ถามพระบอกว่าเปนลุ้งใส่ศพสมภารที่ถึงมรณไปแล้ว หม่อมฉันปลาดใจถามว่าเพราะเหตุใดจึงใส่ลุ้งเช่นนั้น ตอบว่าศพสมภารวัดประดู่เคยใส่ลุ้งอย่างนั้นมาทุกองค์ ได้เห็นแต่ตัวลุ้ง ฝาและฐานจะเปนอย่างไรหามีอยู่ไม่ ภายหลังไปได้เห็นหรือได้ยินจำไม่ได้แน่ที่เมืองเพ็ชรบุรีอีกครั้งหนึ่งว่าศพสมภารบางองค์ใส่ลุ้ง แต่มาทราบเหตุ
ตระหนักเมื่อไปเผาศพอาจารย์จีนวงศสมาธิวัตร ที่วัดเลงเนยยี่ เห็นศพใส่ลุ้ง อย่างที่วัดประดู่ ถามพระจีนหรือพระญวนบอกอธิบายให้ฟังจึงเข้าใจว่าพระที่ถือวิปัสนาธุระเคร่งครัดนั้น เวลาจะถึงมรณภาพมักเข้าฌาณสมาบัติให้ขาดใจในเวลานั่งสมาธิเช่นนั้น ถ้าพระองค์ใดถึงมรณภาพเวลาสมาธิ จะเหยียดศพกลับลงนอนเหมือนกับคนตายอย่างสามัญ เปนการไม่เคารพคุณวิเศษของท่านผู้มรณภาพ จึงทำลุ้งใส่ให้ศพนั่งอยู่ ความที่ว่านี้สมกับที่หม่อมฉันเคยเห็นเองครั้งหนึ่งแต่เมื่อยังหนุ่ม ครั้งนั้นลือกันว่าพระ
ญวนองค์ ๑ “สำเร็จ” ที่วัดคลองผดุง (ชื่อว่าวัดสมณานัมบริหารหรืออย่างไรจำไม่ได้แน่) ซึ่งองค์ลับ (ซึ่งภายหลังได้เปนพระครูคณานัมสมณาจารย์) เปนสมภารจะปลงศพอย่างหรูหราหม่อมฉันจึงไปดู เห็นปลูกโรงธึมข้างหลังวัดมีชั้นตั้งศพอยู่กลางอย่างเบ็ญจา แต่ศพไม่ได้ใส่ลุ้ง เอาแต่ศพ ซึ่งเก็บไว้จนพอแห้ง แต่งใส่เสื้อหมวกอย่างพระญวนทำกงเต๊ก ตั้งนั่งสมาธิไว้บนฐานเบ็ญจาตลอดงาน เมื่อเผาจะใส่ลุ้งหรืออย่างไรไม่ทราบ ยังมีเค้าเงื่อนต่อไปทางอื่นอีก ที่เมืองพัทลุงยังมีพราหมณ์พวก
หนึ่ง ยกกันเปนอาจารย์ (ไวทึก) ๔ คน พราหมณ์สามัญไว้ผมยาวเกล้ามวย หรือยาวพอประบ่า แต่ตัวอาจารย์ทั้ง ๔ นั้นต้องโกนหัวไว้ผมเกล้าจุกบนกระบานหัวแล้วใส่หมวกขาวครอบเขาบอกว่าพราหมณ์ที่เปนขั้นอาจารย์นั้น เมื่อตายเอาศพ​ใส่ให้นั่งในลุ้งและคลี่ผมจุกให้ปลายออกมาห้อยอยู่ข้างนอก (สันนิษฐานว่าสำหรับผูกต่อกับผ้าหรือสายโยง) อย่างเดียวกับปลายด้ายกราสังศพใส่โกศรวมความส่อให้เห็นว่าที่เอาศพใส่ลุ้งน่าจะเปนประเพณีโบราณในอินเดียตำหรับพวกพราหมณ์ก่อน แล้วพวกถือ
พระพุทธสาสนาอย่างมหายานเอาอย่างมาใช้ใส่ศพพระซึ่งเชื่อกันว่าทรงคุณถึงภูมิโพธิสัตว์ แล้วประเพณีนั้นลงมาถึงลังกา ๆ ส่งมายังเมืองไทย ๆ จึงได้ว่าโกศลังกาแต่คงใช้สำหรับใส่ศพพระที่ทรงคุณวิเศษเปนอย่างสูงในทางวิปัสนาธุระ วัดประดู่เปนแหล่งสำคัญในทางวิปัสนาธุระที่กรุงศรีอยุธยา ศพสมภารจึงได้ใส่ลุ้งดังกล่าวมา เมืองเพ็ชรบุรีก็คงมีวัดสำนักวิปัสนาธุระอย่างขลังเช่นนั้น ศพสมภารจึงใส่ลุ้งอย่างที่วัดประดู่
พิเคราะห์อีกอย่าง ๑ ที่ทูลกระหม่อมทำโกศทรงพระศพเจ้าฟ้าอาภรณ์นั้น แม้หม่อมไกรสรที่เปนตัวสัตรูถูกสำเร็จโทษไปแล้วดูก็ยังกล้าต่อราชภัยอยู่ เพราะโกศศพเครื่องยศมีแต่ของหลวงชรอยจะโปรดให้เอาอย่างลุ้งที่ใส่ศพพระ ซึ่งเรียกกันอยู่แล้วว่า “โกศลังกา” เปนอย่างหนึ่งต่างหากจากโกศไทยเปนเครื่องยศ มาใช้เปนแบบเปนแต่ทรงประดิษฐ์ให้มีฝาฉัตร ๓ ชั้นขึ้นให้ผิดกับลุ้งศพพระ
เรื่องแปลงฝาโกศเปนฝาทรงมัณฑนั้น หม่อมฉันนึกจำได้อย่างตงิดๆ ไม่กล้ายืนยันว่ากรมขุนพิทธลาภเองตรัสบอกหม่อมฉันและเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบฯ ทรงคิดแบบลองประกอบโกศพระองค์เจ้าสิงหนาทนั้น สำเร็จต่อเมื่อพระศพพระองค์เจ้าสิงหนาทใส่โกศหุ้มผ้าขาวฝาฉัตรอยู่นานแล้ว เพียงแต่ยกฉัตรผ้าออกแล้วเอาลอง
เข้าประกอบก็สำเร็จประโยชน์ เห็นจะไม่เปิดโกศทำฝาใหม่ เพราะเมื่อจะพระราชทานเพลิงก็ใช้แต่ผ้าขาวคลุมปากโกศ ไม่จำเปนจะต้องทำฝา แต่เมื่อศพหญิงประวาศนั้นเปนสมัยเอาโกศขึ้นรถวอเวียนเมรุที่สุสานหลวง วัดเทพศิรินทร์ โดยไม่ประกอบ จึงนับว่ามีกิจที่จะต้องคิดถึงเรื่องฝา
การที่ใช้โกศหุ้มผ้าขาวในชั้นหลังนี้ก็ชอบกล พระองค์เจ้าวังหน้าที่ชั้นดีได้เปนกรมก็ได้โกศปิดทองประกอบลองไม้สิบสอง หม่อมเจ้าต่อทรงคุณวิเศษจึงได้เปนพระองค์เจ้าตั้งใสโกศหุ้มผ้าขาว แต่คุณวิเศษทำให้ได้ลองประกอบ มีแต่พระองค์เจ้าวังหน้าที่ร่องแร่งมิได้เปนกรมพวกเดียวที่ศพใส่แต่โกศหุ้มผ้าขาวไม่มีประกอบ เรื่องนี้หม่อมฉันเคยช่วยพวกวังหน้าเขาแค้นครั้งหนึ่งเมื่อพระศพพระองค์หญิงจันทร์๑ ท่านสำเร็จราชการวังหน้าอยู่ช้านาน จนพวกเราเรียกกันว่า “แวงเนส” ถ้าสิ้นพระชนม์ในรัช
ชกาลที่ ๕ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงคงพระราชทานเกียรติยศอย่างต่างกรมวังหน้า แต่มาสิ้นพระชนม์ในรัชชกาลที่ ๖ เจ้าพระยาธรรมารับรัชชทายาท​ในการเกลียดพวกวังหน้า ให้แต่โกศหุ้มผ้าขาวไม่มีประกอบ แต่พระศพพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ที่ (พระยาเทวาธิราช) เขาให้ใส่แต่โกศหุ้มผ้าขาวไม่มีประกอบนั้นดูก็สมควร เพราะเธอมีระแวงผิดมาแต่ก่อน
เรื่องทำขวัญเดือนหม่อมเจ้าลูกพระองค์เฉลิมพลทิฆัมพรนั้นพิเคราะห์พิธีทำขวัญเดือนเจ้าดูรวมพิธีถึง ๕ อย่างทำด้วยกัน คือ
๑. พิธีสงฆ์ (เห็นจะเพิ่งเพิ่มขึ้นใหม่) เปนการรับเด็กนั้นเปนพุทธสาสนิกชน
๒. พิธีจรดกรรบิดกรรไตร เปนพิธีเก่าน่าสันนิษฐานว่ามูลจะเปนพิธีเริ่มไว้ผมอย่างพราหมณ์
๓. พิธีลงท่าเอามาทำเสียก่อนเพื่อความสดวกด้วยอุ้มเด็กจุ่มลงในขันสาคร และทำกรงกับรูปกุ้งปลาเข้าพิธีพอเปนเครื่องหมาย ที่เอากุ้งปลาเข้าใส่กรงเกิดแต่มักง่าย
๔. พิธีลงเปล เปนพิธีพราหมณ์ น่าจะหมายว่าถวายตัวต่อพระเปนเจ้า
๕. เวียนเทียน เปนการประสิทธิพรตามประเพณีพราหมณ์
หม่อมฉันได้เคยฟังพระบรมราชาธิบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงครั้ง ๑ เกิดด้วยทรงปรารภการที่เจ้านายพระองค์ใดพระองคหนึ่ง (จะเปนใครหม่อมฉันลืมไปเสียแล้ว) ทำขวัญเดือนหม่อมเจ้าตามแบบพิธีสมโภชพระเจ้าลูกเธอ ว่าเมื่อกรมขุนสุพรรณ๒ประสูติได้ตรัสปรึกษาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบ ว่าจะทำพิธีสมโภชเดือนควรจะทำอย่างไรจึงจะถูก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบทูลว่าการทำขวัญ
เดือนเจ้า นอกจากพระเจ้าลูกเธอไม่มีแบบแผน อย่าทำให้ถูกติเตียนว่าทำสูงเกินศักดิ์จะดีกว่า เพราะฉะนั้นจึงทำแต่พิธีสงฆ์กับเวียนเทียนสมโภช มิได้ให้พราหมณ์เชิญลงพระอู่ แต่มิได้ทรงประกาศห้ามปรามตามที่ทำกันมาภายหลัง จึงทำคล้ายกับสมโภชอย่างงานหลวงหรือไม่ทำทีเดียวก็มี
เรื่องการสมโภชพระราชกุมารหม่อมฉันพบในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” บอกพะม่าว่ามี ๑๐ ครั้ง เรียงตามลำดับไว้ดังนี้
ประเพณีสมโภชพระราชกุมาร
พระราชโอรสแลพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยานั้นมีประเพณีที่ได้สมโภช ๑๐ ครั้ง คือ
๑. เมื่อประสูติแล้วได้ ๓ วัน โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๒ ประสูติได้เดือน ๑ โปรดให้สมโภชขึ้นพระอู่ครั้ง ๑
๓. เมื่อพระชันษาราว ๗ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน คือเมื่อพระทนต์ขึ้น โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
​๔. พระชันษาล่วงขวบ ๑ แล้ว เมื่อพระกุมารนั้นทรงพระดำเนินได้ โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๕. เมื่อพระชันษาล่วง ๓ ขวบแล้ว เมื่อพระราชกุมารลงสรงน้ำได้ โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๖. เมื่อพระชันษาได้ ๙ ขวบบ้าง ๑๐ ขวบบ้าง ๑๑ ขวบบ้าง ทำพระราชพิธีโสกันต์ โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๗. เมื่อพระชันษาได้ ๑๓ ขวบ ถ้าเปนพระราชโอรสทรงผนวชเป็นสามเณร ถ้าเปนพระราชธิดาทรงผนวชเปนชี โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๘. เมื่อพระชันษาได้ ๑๖ หรือ ๑๗ หรือ ๑๘ หรือ ๑๙ ทำการวิวาหมงคล โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๙. เมื่อพระชันษาได้ ๒๑ (ถ้าเปนพระราชกุมาร) ทรงผนวชเปนพระภิกษุ โปรดให้สมโภชครั้ง ๑
๑๐. เมื่อพระชันษาได้ ๒๕ ทำพิธีมงคลเบ็ญจาภิเษก (คือพิธีเบ็ญจเพศ) โปรดให้สมโภชอีกครั้ง ๑
เรื่องที่ปีนังสำหรับทูลในสัปดาหะนี้ ตั้งแต่เข้าระดูแล้งมีงานนักขัตฤกษ์ของชาวเมืองตลอดจนมีเรือเอมเปรสออฟบริเตนพานักท่องเที่ยวมาตามเคย หม่อมฉันเคยเห็นเสียทุกอย่างแล้วก็ไม่อยากดูเหมือนคราวก่อน มีข่าวที่จะทูลแต่ทราบว่าสมเด็จพระพันวัสสาจะเสด็จประพาส และเสด็จมาเยี่ยมตอบหม่อมฉันที่ปีนัง หม่อมฉันจะจัดซินนา
มอนฮอลรับเสด็จเปนที่ประทับ กำหนดจะเสด็จออกจากกรุงเทพฯ ราววันที่ ๑๔ เมษายน เสด็จโดยสารรถไฟตรงมาปีนัง และจะเลยไปประพาสเกาะสุมาตราด้วย ขากลับจะทรงเรือกำปั่นยนต์ของบริษัทอิสต์เอเซียติคจากปีนังไปจนถึงกรุงเทพฯ ราววันที่ ๑ พฤศภาคม
อนึ่งพระองค์หญิงห้าของทูลกระหม่อมชายกับชายน้อยของสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ สวามีของเธอมาจากชวา มาไหว้พระองค์หญิงอาภาที่ปีนัง มาหาหม่อมฉัน บอกว่าทูลกระหม่อมชายกำลังทรงคิดโปรแครมรับเสด็จพระองค์ท่าน จะพาไปทอดพระเนตรที่สำคัญต่างๆ จนถึงเกาะบาหลี ฝ่ายข้างหม่อมฉันก็กระหยิ่มอยู่ที่จะได้รับเสด็จกับทั้งคุณโตและหลานหญิง ที่ซินนามอนฮอลนี้
เรื่องเที่ยวเมืองพะม่าก็ทูลขอผัดอีก เพราะที่เขียนแล้วยังไม่ลงหัวตะปู เอาเวลามาเขียนจดหมายเวรฉะบับนี้ ซึ่งอยู่ข้างยืดยาว
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. ทรงหมายถึงพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์ พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๙๓ สิ้นพระชนม์วันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ↩
๒. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๕ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควตี ประสูติเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สิ้นพระชนม์วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ↩
วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ได้รับประทานแล้ว
เรื่องหม่อมเจ้าปิย พร้อมทั้งเรื่องจางวางรอด ซึ่งทรงทราบเรื่องมาก ตรัสเล่าประทานไปนั้น สนุกดี นึกปลาดใจที่จางวางรอดกับลูกน้องช่างกล้าหาญเสียเหลือเกิน สมบัติของหม่อมเจ้าปิยซึ่งกรมศิลปากรรับซื้อไว้นั้น พระยาอนุมานก็ตื่นหนังสือ บอกเกล้ากระหม่อมว่าหนังสือดี ๆ มีมาก เกล้ากระหม่อมก็อดไม่ได้ ได้พูดตักเตือนว่า ระวังเถิด ลางทีจะมีหนังสือที่ไม่ควรเชื่อเจือปนอยู่ในนั้น
หนังสือแจกงานศพพระยาโบราณ เชื่อแน่ว่าเจ้าภาพคงจะจัดส่งมาถวายในโอกาสอันควรไม่ละลืม แล้วจะทำนายต่อไปว่า เขาคงจะส่งของอันเปนที่ระลึกมาถวายอีกด้วย
ถ้อยคำเจ้าสมัย ที่ว่าท้อใจในการที่จะเข้าวิสาสะกับเกล้ากระหม่อม ด้วยได้ทราบจากเจ้าโป๊ะว่าต้องกระทำความเพียรอยู่ถึงสี่ปี ดูเหมือนหนึ่งพวกอสูรกระทำความเพียรเพื่อขอพรพระผู้เปนเจ้าฉะนั้น เกล้ากระหม่อมรู้สึกว่าต้องอธิกรณ์เปนความเสียหายอยู่ อยากจะกลับตัวปลงอาบัฏิสำรวมระวังต่อไป แต่คำหาในอธิกรณ์นั้น เกล้า
กระหม่อมจะต้องทูลปฏิเสธว่า นัตถิภันเต เกล้ากระหม่อมเองก็มีใจใคร่แสวงวิชาช่างไม่ว่าของชาติใด จะได้มากหรือน้อยก็เปนไปตามฐานของผู้สมัครเล่น เพราะเหตุดังนั้นเมื่อเจ้าโป๊ะเธอได้วิชาช่างทางฝรั่งเข้ามา เกล้ากระหม่อมก็มีใจใคร่ที่จะวิสาสะกับเธอเท่ากับที่เธอใคร่จะวิสาสะกับเกล้ากระหม่อมเหมือนกัน เมื่อใจต่างตรงกันเช่นนั้นก็เกิดความชอบพอกัน เห็นจะภายในไม่ถึงเดือน ไม่ใช่ตั้งปี
ปราสาทพลับพลา ซึ่งเจ้าสมัยจะไปคุมที่แสดงพิพิธภัณฑ์ในปารีสนั้นเกล้ากระหม่อมก็ได้ทราบข่าวจากลูกชายไส เธอแสดงความหนักใจว่าปราสาทนั้นกรมศิลปากรทำถอดหมายเข้าบรรจุหีบ เจ้าสมัยไม่ได้เห็นนอกจากได้รับแต่กระดาษ แล้วจะไปคุมด้วยใช้กุลีฝรั่งที่เมืองนอก น่ากลัวจะลำบาก เกล้ากระหม่อมได้ไล่เลียงว่าประสาทนั้นทำเปนอย่างไร เธอบอกว่าเหมือนเมรุ โตก็เท่าเมรุ กลางเมรุมีบุษบก เอ๊ะ ในบุษบกตั้งอะไร ถามเธอด้วยความตกใจสงสัย เธอบอกว่าตั้งข้าว สิ้นเคราะห์ไปเถิด ให้นึกว่ามันไม่เหมาะจะเปนที่ตั้งของแสดงพิพิธภัณฑ์เสียดอกกระมัง
พระพรหมพิจิตรเห็นจะถนัดเมรุมาก มีเรื่องที่ควรจะเล่าถวายพ่วงไปด้วย วันหนึ่งเจ้าพระยายมราชพูดกับเกล้ากระหม่อมว่า เขาวานให้เปนธุระช่วยจัดการสร้างสานหลักเมืองที่​สุพรรณบุรีใหม่ ท่านได้ว่าวานหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร ไปตรวจและคิดแบบที่จะก่อสร้าง เมื่อทำแบบแล้วจะขอนำมาหารือเกล้ากระหม่อมขอ
ความเห็น ต่อมาอีกนาน วันหนึ่งเจ้าพระยายมราชมาหา หอบแบบพาพระพรหมพิจิตรมาด้วย ว่าจะได้เป็นผู้อธิบาย เมื่อคลี่แบบออกดูก็เห็นเปนเมรุหลังหนึ่ง เกล้ากระหม่อมจึ่งสอบถามว่า สิ่งที่จะตั้งในนั้นเปนอะไร จะเปนของดูได้สี่ด้านสมกับแบบสานที่คิดทางขึ้นสี่ทิศนั้นแล้วหรือ สานเก่าเปนอย่างไร มีสิ่งใดอยู่บ้าง เทวรูปเล็กๆ มี
หรือไม่ ถ้ามีจะเอาขึ้นไปตั้งไว้บนสานใหม่ อันมีช่องคูหาใหญ่สี่ทิศ ไม่มีบานปิด จะรักษาไม่ให้หายไปได้โดยง่ายแล้วหรือ อนึ่งสานซึ่งราวกับว่าเมรุนี้ตั้งอยู่อย่างไร มีที่แคบกว้างเท่าไร มีถนนหนทางติดต่อทางไหน คำถามเหล่านี้ไม่มีใครตอบได้สักอย่างเดียว เกล้ากระหม่อมจึงว่า ถ้าเช่นนั้นก็คือเขียนรูปเมรุมาให้เกล้ากระหม่อมตรวจว่างามหรือยัง เกล้ากระหม่อมก็จะบอกได้ว่างามแล้ว เจ้าพระยายมราชรู้สึกเดือดร้อน ว่าจะแต่งคนขึ้นไปตรวจ แล้วก็เงียบหายไปจนบัดนี้
ช่างที่ควรจะนับว่าเปนช่างดี จะต้องประกอบด้วยองค์คุณสองประการ คือต้องประกอบด้วยฝีมือดีอย่างหนึ่ง ประกอบด้วยความคิดดีรู้ที่ควรมิควรอีกอย่างหนึ่ง ประการหลังนั้นแหละสำคัญมาก ถ้ามีแต่ฝีมือดีก็จะเปนได้แต่ลูกมือเสมอไป ต้องมีความคิดด้วยจึงจะเลื่อนขึ้นเปนนายช่างได้
เมื่อกล่าวถึงข้อนี้ทำให้นึกถึงครอกต๋ง แม่โตหยิบดาราตราจักรีออกมาวางไว้ เตรียมจะติดเสื้อให้เข้าไปในงานรัชชมงคล เห็นเข้าก็จับตาพาให้พิจารณา รู้สึกในใจว่าครอกต๋งเธอเปนช่างที่มีความคิดรู้ดีรู้ชั่วอย่างสูง สมควรจะไหว้ได้ ที่จริงเกล้ากระหม่อมก็รู้ตัวมานานแล้วว่าสู้เธอไม่ได้
หม่อมเจิมกลับเข้าไปถึงกรุงเทพฯ ไปหาเกล้ากระหม่อม แต่ไม่ได้พบ เพราะเกล้ากระหม่อมเข้าวังในการพระราชพิธีรัชชมงคลเสีย แกฝากของแก่ลูกไว้ให้ มีพัดของฝ่าพระบาทประทานไปเล่มหนึ่ง กับรูปท้องนาทำด้วยฟางตัดประดับของแกเอาเข้าไปฝากเองรูปหนึ่ง เปนของพึงชมทั้งสองอย่าง แต่ของฝ่าพระบาทแพ้ของหม่อม
เจิม ด้วยน่าชมน้อยกว่า แม้กระนั้นก็ดี ย่อมรู้สึกน้ำพระทัยได้ว่าทรงพระเมตตารำลึกถึงเกล้ากระหม่อมเปนอันมาก เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า ขอถวายบังคมแทบฝ่าพระบาท ให้หลงใหลในรูปท้องนาซึ่งประดับด้วยฟางนั้นเปนอันมาก ที่ตรงฝีมือนั้นไม่ปลาดอะไร เปนของทำได้ง่าย ๆ ที่ปลาดนั้นอยู่ที่ความคิด คิดดีจริงๆ นั่นแหละแสดงว่าคนคิดเปนนายช่างอย่างที่กราบทูลมาแล้วทีเดียว ทำง่ายด้วย ดูดีด้วย
งานรัชชมงคลไม่มีอะไรจะกราบทูล เพราะเปนการทำตามเคย มีแปลกจากที่เคยทำไปแต่เขาเอาการตั้งสมณศักดิ์ ซึ่งเคยตั้งในงานเฉลิมพระชันษาย้ายมาตั้งในงานรัชชมงคล พระสงฆ์ซึ่งได้รับตั้งสมณศักดิ์เปนตำแหน่งในหัวเมืองเปนพื้น พอรับตั้งแล้วสังฆการีเขาก็รับเอาพัดมาปักไว้ ณ ที่นั่ง ส่วนองค์พระสงฆ์นั้นลงไปครองไตร นั่งพิจารณาดูพัดซึ่งเขานำมาปักไว้เปนแถว รู้สึกเห็น​พัดชะนิดที่เรียกว่าพุดตานสลับสีเป
นงามล้ำเลิศ ใจกลางเปนผ้าส้ารบับ กลีบบัวชั้นในสีน้ำเงิน กลีบบัวชั้นนอกสีแดง มีปักทองแต่ลวดขอบล้อมลาย ดูเห็นจะแจ้งงามดีกว่าพัดพุดตานอย่างเอก ที่ปักลายทองถี่เต็มไปทั้งตัวนั้นเสียอีก เห็นได้ว่าเปนของที่นายช่างเขาคิด ของที่จัดว่าอย่างดีนั้นเห็นได้ว่าคนไม่ใช่ช่างเขาคิดแก้ไขเปลี่ยนแปลง เช่นพัดแฉกตาดเปนต้น เอาทองปักทอง จะหางามได้ที่ไหน พื้นกับลายกระทบกันเห็นอะไรไม่ได้ เปนแต่ได้ความภูมิใจว่าได้ใช้ของดีเลิศทำหมดทั้งสิ้นด้วยกันเท่านั้น
คำที่เรียกว่าพัดพุดตานนั้นเห็นว่าผิด เพราะที่จริงเปนดอกบัวไม่ใช่ดอกพุดตาน อยากจะหาความว่าเรียกชื่อพัดพุดตานจะเกิดขึ้นไม่แก่กว่ารัชชกาลที่ ๓ เพราะลายเทศพุดตานเกิดขึ้นในรัชชกาลนั้น เปนแฟชั่นที่ใช้ชื่อนั้นตลอดไป จนถึงพระที่นั่งพุดตานด้วย น่าสงสัยว่าพัดพุดตานนั้นแต่ก่อนท่านจะเรียกกันว่าพัดอะไร
ไปนั่งอยู่ในงานพระราชพิธี ตาก็กวาดดูอะไรต่ออะไร ไปเห็นของที่ทำในรัชชกาลที่ ๑ เช่น พระแท่นเศวตรฉัตรและพานพระมหากฐินเปนต้น ช่างงามจับใจเสียจริง ๆ เปนสิ่งซึ่งเปนครูได้อย่างยากที่จะทำตามถึงทั้งนั้น พานพระมหากฐินได้ใส่ใจจำไปเขียนหลายหนแล้ว แพ้ท่านทุกที ไม่มีข้ามไปได้เลย ทำไมช่างในรัชชกาลที่ ๑ จึงแขงมือหนัก คงล้วนแต่เปนคนเก่าซึ่งตกทอดมาแต่แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศกรุงเก่า แล้วทำไมช่างในแผ่นดินนั้นจึงเชี่ยวชาญหนัก ลางทีฝ่าพระบาทจะทรงพยากรณ์ได้
เห็นหนังสือพิมพ์ไทยๆ เขาลงพิมพ์รูปสถานที่ซึ่งจางซัวเหลียงจับเจียงไกเช็กไปขังไว้ เปนสถานที่อันเจาะหน้าผาเข้าไปเปนห้อง อย่างเดียวกับพวกวิหารเก่าในเมืองอินเดีย รู้สึกปลาดใจด้วยไม่นึกว่าในเมืองจีนจะมี แต่รูปที่เขาลงพิมพ์ก็แมวเต็มทน ดูทีเปนฝรั่งไม่เจ๊กเลย หนังสือพิมพ์เปนของไว้ใจยาก อาจเอาอะไรมาลงหลอกให้ก็ได้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๖ มีนาคม แล้วความที่จะทูลสนองลายพระหัตถ์ฉะบับนี้บางข้อจะเปนเรื่องแปลกปลาดอยู่บ้าง แต่จะทูลเรียงตามลำดับข้อในลายพระหัตถ์
หนังสือของหม่อมเจ้าปิยภักดีนาถนั้น หม่อมฉันเห็นจะทูลได้ว่าเคยเห็นหมดหรือโดยมากทีเดียว ที่เปนหนังสือดีจริงนั้นคือหนังสือฉะบับหอหลวงเขียนในรัชชกาลที่ ๑ เธอได้ไว้หลายเรื่อง เช่น สมุดภาพกระบวรแห่เพ็ชรพวงเปนต้น เรื่องใดที่ดีหม่อมฉันได้ขออนุญาตเธอคัดสำเนาไว้ในหอพระสมุดแล้วทั้งนั้น คราวนี้ได้ตัวต้นฉะบับกลับมาก็ควรยินดี เหตุใดหม่อมเจ้าปิยจึงได้หนังสือฉะบับหอหลวงไว้มาก เรื่องพิลึกอยู่ ควรจะทูลโดยพิศดาร
หนังสือหอหลวงเดิมก็เก็บรักษาไว้ในห้องอาลักษณ อยู่ตรงหน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ครั้นเมื่อจะรื้อตึกแถวนั้นทำเปนตึกยาวที่กรมวังอยู่เดี๋ยวนี้ เวลานั้นกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณเปนจางวางกรมอาลักษณ ท่านจึงให้ขนหนังสือหอหลวงไปเก็บรักษาไว้ที่วัง ครั้นถึง ร.ศ. ๑๐๐ (พ.ศ. ๒๔๒๔) มี “เอกสหิบิเชน” ที่ท้องสนาม
หลวงเนื่องในการสมโภชพระนคร ขอแรงเจ้านายและใครๆ ที่มีแก่ใจจะช่วยให้จัดของมาแสดงเรียงกันเปนห้องๆ กรมหลวงบดินทรเอาสมุดหอหลวงมาแสดง อยู่ต่อกับห้องของนาย ก ส ร กุหลาบ แสดงหนังสือฉะบับพิมพ์ต่างๆ เช่น ใบปลิว ประกาศในรัชชกาลที่ ๔ เปนต้น ซึ่งเขาได้พยายามรวบรวมไว้มาก นายกุหลาบได้เห็นหนังสือหอหลวงเรื่องต่างๆ เมื่อเอกสหิบิเซนนั้น เกิดอยากได้สำเนาหนังสือพวกพงศาวดาร
ต่างๆ พอเสร็จการเอกสหิบิเซนจึงไปประจบประแจงอย่างถวายตัวเปนศิษย์ กรมหลวงบดินทรก็ทรงพระเมตตา แต่ทูลขอคัดสำเนาหนังสือหอหลวงท่านไม่ประทานอนุญาต ตรัสว่าเปนของหวงแหนห้ามปรามมาแต่ก่อน นายกุหลาบจึงคิดกลอุบายทูลขอยืมไปอ่านเพียงครั้งละเล่มแล้วรีบส่งคืนมิให้ช้ากว่าวันหนึ่ง กรมหลวงบดินทรหลงกลนายกุหลาบยอมให้ยืมหนังสือหอหลวงไปอ่าน นายกุหลาบได้หนังสือไปก็เอาข้ามไปที่วัดอรุณ เอาเสื่อม้วนปูที่พระระเบียง คลี่สมุดออกวางตลอดเล่ม จ้าง
เสมียนให้ช่วยกันคัดคนละตอน คัดหน้าหนึ่งแล้วกลับสมุดคัดอีกหน้าหนึ่ง พอบ่ายก็คัดเสร็จทั้งเล่ม เอาหนังสือกลับมาบ้านเหมือนอย่างเอามาอ่าน พอรุ่งเช้าก็เอาถวายคืนกรมหลวงบดินทรได้ตามสัญญา กรมหลวงบดินทรก็ตายพระทัย ยอมให้นายกุหลาบยืมหนังสือหอหลวง ​“ไปอ่าน” ได้โดยสดวก นายกุหลาบจึงลักคัดหนังสือหอหลวงด้วยวิธีดังกล่าวมานี้ หม่อมฉันทราบเมื่อภายหลังจากนายทหารมหาดเล็กชั้นเก่า ว่า “นายเมธะแปลว่ารู้ นายเมธปสิมา” บุตรจ่าอัศวราช เมื่อยังเปนทหาร
มหาดเล็กเคยไปรับจ้างนายกุหลาบคัดหนังสือที่วัดอรุณดังว่ามา เมื่อนายกุหลาบได้สำเนาหนังสือหอหลวงไปแล้ว เกิดวิตกเกรงว่าถ้าใครเห็นเข้ารู้ว่าสำเนาหนังสือหอหลวงจะเกิดความ จึงคิดทำกลอุบายอีกอย่างหนึ่ง ด้วยแก้ความและถ้อยคำในหนังสือเสียบ้างพอให้ผิดกับต้นฉะบับหอหลวง เผื่อเกิดความจะได้อ้างว่าได้ฉะบับมาจากที่อื่น หนังสือของนายกุหลาบ ความและสำนวนจึงวิปลาศหมดทุกเรื่องด้วยเหตุนี้ จะยกเปนอุทาหรณ์เช่นเรื่องพงศาวดารรัชชกาลที่ ๓ ซึ่งนายกุหลาบลักคัดไป ตอน
พรรณนาว่าด้วยแห่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นายกุหลาบไปคัดเอารายการแห่พระบรมศพสมเด็จพระนารายน์มหาราชในหนังสือพระราชพงศาวดารฉะบับพิมพ์ ซึ่งมีว่าสมเด็จพระเพทราชาทรงโบกวีชนีเปนสัญญาให้เดินกระบวรแห่ มาแทรกลงว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโบกวิชนี เพื่อให้ผิดกับฉะบับที่เจ้าพระยาทิพากรวงศแต่ง นายกุหลาบเห็นจะพยายามคัดหนังสือหอหลวงอยู่หลายปี ได้สำเนาไปหลายเรื่องทีเดียว เรื่องแรกที่เอาออกพิมพ์นั้น ดูเหมือน
จะเปน “คำให้การขุนหลวงหาวัด” โรงพิมพ์หมอสมิทที่บางคอแหลมพิมพ์ขายอ้างว่าได้ฉะบับไปจากนายกุหลาบ สมัยนั้นเผอิญประจวบเวลาแรกตั้งหอพระสมุดวชิรญาณ สมาชิกกำลังเอาใจใส่เรื่องพงศาวดาร เห็นหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดก็ออกจะตื่นกัน ด้วยไม่เคยอ่านกันโดยมาก และไม่มีใครรู้ว่านายกุหลาบได้ฉะบับมาแต่ไหน นายกุหลาบก็เริ่มมีชื่อเสียงว่ามีตำหรับตำรามาก จนได้เข้ามาเปนสมาชิกหอพระสมุด และดูเหมือนจะได้ให้หนังสือพวก “วิปริต” อย่างเดียวกันไว้ในหอพระสมุดด้วยหลาย
เรื่อง ต่อมาก็เลยตั้งตัวเปนนักปราชญ์ออกหนังสือพิมพ์ “สยามประเภท” เอาสำเนาหนังสือหอหลวงที่ทำให้วิปริตแล้วลงพิมพ์เรื่อยมา กรมพระสมมตทรงปรารภกับหม่อมฉันเนืองๆ ว่าหนังสือที่นายกุหลาบพิมพ์นั้นดูเปนเท็จปนจริง จะว่าเท็จทีเดียวหรือจริงทีเดียวไม่ได้ทั้ง ๒ สถาน จึงเรียกกันว่าหนังสือ “กุ” (หม่อมฉันได้รวมไว้ตู้หนึ่งต่างหากที่ในหอพระสมุดวชิรญาณ) เรื่องที่บรรยายมาตอนนี้ เปนปฐมเหตุที่หนังสือหอหลวงจะกระจายไปที่อื่น ชั้นแรกกระจายไปแต่สำเนาก่อน
ต่อมาเมื่อกรมพระสมมตเปนราชเลขาธิการและได้ทรงบัญชาการกรมอาลักษณด้วย จะให้ขนหนังสือหอหลวงที่อยู่วังกรมหลวงบดินทรกลับไปรักษาไว้ในออฟฟิศหลวง พวกชาววังกรมหลวงบดินทร (จะเปนบุคคลชั้นไหนไม่ทราบ) ยักเอาหนังสือที่ดีๆ ไว้ไม่ส่งคืน ฝ่ายกรมพระสมมตไม่ทรงทราบว่าหนังสือหอหลวงมีหนังสือเรื่องอะไรบ้างก็ทรงรับไว้โดยชื่อเพียงเท่าที่ส่งไป แต่นั้นพวกชาววังกรมหลวงบดินทรก็เริ่ม (หรือ
อาจจะลักก็เปนได้) เอาหนังสือหอหลวงซึ่งยักไว้ที่วังกรมหลวงบดินทรออกขายเปนอาณาประโยชน์ หม่อมเจ้าปิยเล่าให้หม่อมฉันฟัง แต่เธอไม่บอกแหล่งหรือตัวคนที่ขาย เปนแต่ว่ามีคนเอาหนังสือเก่า ๆ เที่ยวขาย พวกเยอรมันซื้อสมุดรูปภาพไตรภูมิส่งไป​ยุโรปเล่ม ๑ ให้ราคาถึง ๑,๐๐๐ บาท เธอกลัวหนังสือฉะบับเก่า ๆ ของไทยจะออกไปยุโรปเสียหมด เธอจึงรับซื้อไว้บ้าง แต่เลือกซื้อฉะเพาะฉะบับที่เขียนงาม (คือไม่เอาใจใส่ส่วนตัวเรื่องเท่าใดนัก)
ครั้นมาถึงสมัยตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร กรรมการปรึกษากันเห็นว่าหอพระสมุดควรจะคิดหาหนังสือไทยที่เปนฉะบับเขียนของเก่าเสียก่อน เพราะหนังสือฉะบับพิมพ์จะซื้อเมื่อใดก็ซื้อได้ แต่หนังสือไทยฉะบับเขียนกระจัดกระจายอยู่มาก ถ้ายิ่งช้าไปก็จะเปนอันตรายหายสูญมากไปทุกที หม่อมฉันจึงคิดอุบายหาหนังสือฉะบับเขียน ด้วย
ไปขอตามที่มีเปนแหล่งใหญ่ เช่นในวังหน้าเปนต้น หรือที่เจ้าของเอามาให้เองก็มี ได้หนังสือมาด้วยประการฉะนี้อย่างหนึ่ง แต่การหาหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมืองเปนการยาก ด้วยไม่รู้ว่าจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง หม่อมฉันจึงใช้อุบายอีกอย่างหนึ่ง ขอแรงพนักงานในหอพระสมุด ให้เที่ยวเล่าลือว่าถ้าใครเอาสมุดฉะบับเขียนมาขายหอพระสมุดจะซื้อ ก็เริ่มมีคนเอาหนังสือมาขายหอพระสมุด หม่อมฉันประสงค์จะหา
หนังสือเรื่องแปลก ๆ เปนสำคัญ จึงคิดวิธีซื้อขึ้นใหม่คือ ๑) ไม่ให้ถามว่าผู้ขายได้หนังสือมาจากที่ไหน ด้วยนึกว่าถ้าเปนหนังสือดีถึงลักมาเจ้าของมาพบก็จะคืนให้ เปนแต่ขอคัดสำเนาไว้ก็จะเปนประโยชน์ไม่เสียเงินเปล่า (แต่ก็ไม่มีเหตุเช่นนั้นเลย) ๒) หม่อมฉันเปนผู้เลือกซื้อแต่ผู้เดียว ให้ราคาตามที่หม่อมฉันเห็นเปนค่าของหนังสือ บางทีเจ้าของตีราคาบาท ๑ หม่อมฉันให้ตั้ง ๔ บาท ๕ บาทก็มี ที่ผู้ขายตีราคาสูงหม่อมฉันไม่เห็นเปนเรื่องสำคัญจะให้แต่ราคาต่ำ ๆ หรือไม่ซื้อทีเดียวก็มี อาศัยวิธีนี้มี
ผู้เอาหนังสือมาขายหรือไปเที่ยวหาหนังสือมาขายหอพระสมุดมากขึ้น และบรรดาคนขายไม่ตีราคาเองบอกว่าสุดแล้วแต่จะประทานเปนประเพณีมา ในกาลครั้งหนึ่งมีผู้เอาหนังสือพงศาวดารฉะบับพระราชหัตถ์เลขามาขายสักสองสามเล่ม หม่อมฉันเห็นเข้าก็ปลาดใจ ตีราคาให้เล่มละ ๑๐ บาท และเกิดพิศวงว่าเหตุใดหนังสือมีลายพระราชหัตถ์เลขานั้นจึงไปตกอยู่ในท้องตลาด กระซิบสั่งให้สืบดูเงียบ ๆ ได้ความว่าคนที่เอามาขายนั้นเคยเปนมหาดเล็กกรมหลวงบดินทรอยู่แต่ก่อน เมื่อคนนั้นขายได้ราคา
สูงเกินคาดก็เอามาขายให้อีก ซื้อไว้ได้หมด ต่อมายังเก่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คนนั้นเองเอาหนังสือกฎหมายต้นฉะบับหลวงประทับตรา ๓ ดวงมาขายหอพระสมุด ๔ เล่ม หม่อมฉันให้ราคาเล่มละ ๒๐ บาท ก็ยินดีถึงออกปากว่า “ไม่รู้อย่างนี้ เลยเอาไปขายให้นายกุหลาบ ๒ เล่ม นายกุหลาบให้เล่มละ ๒ บาทเท่านั้น” (กฎหมายที่นายกุหลาบซื้อไป ๒ เล่มนั้นยังไปมีเรื่อง เล่าจะยืดยาวนัก จะทูลแต่ว่าลงที่สุดก็ได้มาเปนของหอพระสมุดเหมือนกัน) ผู้ขายหนังสือคนนั้นเลยเปนเจ้าจำนำเอาหนังสือมา
ขายหอพระสมุดมาอีกนาน จนบอกว่าหนังสือที่มีขายหมดแล้ว หม่อมฉันจึงเข้าใจว่าหนังสือฉะบับหอหลวงที่ตกค้างอยู่กับพวกชาววังกรมหลวงบดินทรเท่าใด หอพระสมุดซื้อได้จนหมด และเมื่อเร็ว ๆ นี้หม่อมฉันทราบความตามจดหมายของพระยาอนุมานราชธน จ่ากรมราชเลขาธิการส่งหนังสือสมุดไทยที่เคยเก็บรักษาไว้ในกรมนั้นสัก ๓,๐๐๐ เล่ม มาให้หอพระสมุด ก็เปนอันว่าหอพระสมุดวชิรญาณได้หนังสือหอหลวงหมดแล้วด้วยประการต่างๆ ดังทูลมา
​ปราสาทที่สร้างไปตั้งแสดงพิพิธภัณฑ์ที่ปารีสนั้น เจ้าชายสมัยได้เอารูปฉายมาให้หม่อมฉันดูรูปคล้ายปราสาทโรงโขน คือปราสาทมีมุขยาวหน้าหลัง ตรงกลางตั้งฐานทรงฝรั่งวางพานรองอะไรรูปเปนพุ่มเข้าบิณฑ์อยู่บนนั้น ขนาดปราสาทเล็กกว่าที่ชายใสประมาณ จะเท่าๆ กับพลับพลาซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงสร้างไว้ในถ้ำเขาสามร้อยยอด ถ้าหากท่านยังมิได้เสด็จไปทอดพระเนตร หาที่เปรียบแห่งอื่น ดูก็จะขนาดประตูยอดทางเข้าลานพระมหาปราสาท แต่ที่ว่าเจ้าสมัยมิได้ดูเมื่อเวลาปรุงและปลดตัวไม้นั้น ดูประมาทมากทีเดียว
เรื่องศาลเจ้าหลักเมืองสุพรรณบุรีนั้น หม่อมฉันจะทูลได้ถึงเปนเรื่องตำนาน ด้วยเคยเกี่ยวข้องกับตัวหม่อมฉันด้วยมาก แต่ยังไม่เคยเขียนลงเปนหนังสือ จึงจะเลยทูลบรรเลงเรื่องมาแต่ต้น เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕) หม่อมฉันเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเมื่อขึ้นปีใหม่ พอถึงเดือน ตุลาคม ในปีนั้นก็ไปตรวจหัวเมืองเหนือ ขากลับ
หมายจะขึ้นเดินบกที่เมืองอ่างทอง ไปเมืองสุพรรณแล้วกลับกรุงเทพฯ จึงสั่งให้เรือไปคอยรับที่เมืองสุพรรณ ครั้นกลับลงมาถึงเมืองอ่างทอง เวลานั้นพระยาอ่างทอง (ชื่อเถียนหรือชื่อไรสงสัยอยู่ แต่เคยเปนหลวงนายฤทธิ์อยู่นาน คุ้นกับหม่อมฉันมาแต่เด็ก) แกพูดจาออดแอดจะไม่ให้ไป ว่าทางยังกันดารเปนน้ำเปนโคลนเดินทางลำบาก
นัก หม่อมฉันบอกว่าอย่างไรๆ ก็ต้องไป ด้วยให้เรือไปคอยรับอยู่ที่นั่นแล้ว แกเห็นห้ามหม่อมฉันไม่อยู่ จึงกระซิบพูดกับพระยาวรพุฒิว่า “นี่ในกรมไม่ทรงทราบหรือว่าเขาห้ามไม่ให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณมาแต่บรมโบราณ” พระยาวรพุฒิตกใจรีบมาบอกหม่อมฉัน ๆ ให้กลับไปถามว่าห้ามเพราะเหตุใด ได้ความกลับมาบอกว่าที่เมืองสุพรรณนั้นเจ้าหลักเมืองศักสิทธิ์นัก และเจ้าหลักเมืองนั้นไม่ชอบเจ้านาย ถ้าหม่อมฉันไปเกิดภัยอันตรายอย่างใดแกก็จะมีความผิดฐานไม่ทักท้วงห้ามปราม
หม่อมฉันจึงให้พระยาวรพุฒิกลับไปบอก ว่าธรรมดาเทวดาย่อมเปนคนดีมีศิลสัตย์มาแต่ก่อน ผลบุญจึงบันดาลให้เปนเทวดา ก็การที่หม่อมฉันไปเมืองสุพรรณนั้น ไม่ได้ประสงค์จะไปประพฤติความชั่วร้ายอย่างไร ตั้งใจจะไปทำนุบำรุงบ้านเมืองและราษฎรให้อยู่เย็นเปนสุข หม่อมฉันเห็นว่าเจ้าหลักเมืองจะยินดีเสียอีก ไม่เห็นว่าจะมาทำอันตรายหม่อมฉันด้วยเหตุใด แกก็จนถ้อยคำสำนวน ได้ออกจากเมืองอ่างทองวันรุ่งขึ้นเวลาเช้า แต่ทางยังลำบากจริงดังแกว่า ต้องขี่ม้าราว ๘ ชั่วโมงจึงไปถึงเมือง
สุพรรณ วันรุ่งขึ้นหม่อมฉันไปทำพลีกรรมที่ศาลเจ้าหลักเมือง ตัวศาลรูปร่างอย่างไทยทำด้วยไม้มุงกระเบื้อง สร้างไว้บนโคกอันหนึ่ง ในศาลมีเทวรูปศิลา ๒ องค์ เปนรูปพระวิษณุแบบเก่ามาก คืออย่างที่เหมือนใส่หมวกเติ๊ก ตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์สถานกรุงเทพ ฯ ก็มี แต่รูปพระวิษณุที่ศาลหลักสุพรรณจำหลักเปนอย่าง Bas relief ติดอยู่กับแผ่นศิลาข้างหลังสูงสักราว ๓ ศอก หม่อมฉันเห็นศาลทรุดโทรมมาก จึงออกเงินมอบให้กรมการจีนที่เปนคนจัดพิธีบวงสรวงให้เขาสร้างศาลเสียใหม่ให้เปน
ตึกมั่นคง เขาก็รับจัดการด้วยยินดีแล้ว​บอกมาว่าได้จัดการสร้างศาลเสร็จแล้ว และว่ามีผู้บริจาคทรัพย์ช่วยก็หลายราย หม่อมฉันไปเมืองสุพรรณอีกครั้งหนึ่งจึงได้เห็นว่าศาลที่สร้างใหม่นั้นเปนเก๋งจีนแต่ทำเรียบร้อยดี ถึงมีเฮียกงอยู่ประจำศาลด้วย คนนับถือมากทั้งไทยและจีน ต่อมาในปีหนึ่ง หม่อมฉันทำโปรแกรมเสด็จประพาสเมืองสุพรรณ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสว่าเข้าทีดีหนักหนา แต่เขาห้ามมิให้เจ้านายไปเมืองสุพรรณ ว่าถ้าขืนไปจะเปนบ้ามิใช่หรือ หม่อมฉันก็ทูลเล่าเรื่องที่หม่อมฉันขืนไป
ให้ทรงทราบ ครั้นเสด็จไปเมืองสุพรรณทรงพลีกรรมที่ศาลเจ้าหลักเมืองแล้ว พระราชทานเงินให้สร้างบริเวณศาลเพิ่มเติมที่หม่อมฉันได้สร้างไว้ จึงก่อเขื่อนรอบเนินศาล และทำชานที่คนบูชามีกำแพงแก้ว และศาลาต่อออกมาข้างหน้าศาล แต่ทำตามแบบจีนให้เข้ากับเก๋งศาลทั้งนั้น แต่ชั้นหลังมาเขาจะแก้ไขเพิ่มเติมอะไรอีกหม่อมฉันหาทราบได้ เหตุที่จะคิดทำปราสาท ที่ตรัสก็เห็นจะเปนด้วยเก๋งเดิมชำรุดทรุดโทรมอย่างไรไป จึงคิดจะสร้างตัวศาลใหม่
พัดยศพระอย่างใหม่ที่ตรัสชมมานั้น ดูเหมือนหม่อมฉันจะได้มีส่วนช่วยเจ้าพระยาวิชิตวงศ์คิดด้วย เกิดขึ้นเมื่อตั้งพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ อนุโลมตามแบบปกครองทางฝ่ายอาณาจักร จะมีพระครูคณะแขวงทุกอำเภอจึงคิดแบบพัดยศสำหรับพระครูชั้นนั้น พัดยศพระหัวเมืองแต่ก่อนมา พื้นสักหลาดเอาทองแผ่ลวดตัดติดเปนลายรูปพัดพระครูสังฆป่าโมกข เจ้าคณะเมืองเหมือนพัดแฉกพระราชาคณะ พัด
พระครูที่มิได้เปนสังฆป่าโมกขเปนเหมือนพัดพุดตาล กับมีพัดพระมอญไปอีกอย่างหนึ่ง พัดที่คิดใหม่นี้มีแต่พัดพุดตาล อย่างหุ้มแพรแดงล้วนสำหรับพระครูเจ้าคณะแขวงที่ไม่มีราชทินนาม ที่มีสีขาบแทรกตรงกลางสำหรับพระครูคณะแขวงที่ได้รับสัญญาบัตรมีราชทินนาม หม่อมฉันเคยเกี่ยวข้องด้วยเพียงเท่านี้ มาถึงสมัยสมเด็จพระมหาสมณะจะทรงแก้ต่อไปอย่างไรอีกหม่อมฉันหาทราบไม่
ทูลถึงเรื่องพัดยศ นึกอะไรขึ้นได้อย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนหม่อมฉันยังจะไม่ได้เคยทูล ได้อ่านในหนังสือรายงานทูตลังกาที่เข้ามาขอพระสงฆ์ ครั้งรัชชกาลพระเจ้าบรมโกศ พรรณนาถึงไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชที่วัดมหาธาตุ ว่าสมเด็จพระสังฆราชประทับบน
บัลลังก์มีพัดตั้ง ๒ ข้างๆ หนึ่งเปนพัดปักทองยอดแหลม อีกข้างหนึ่งเปนพัดงารูปกลมรี แล้วมีพระฐานานุกรมยืนประนมมือข้างละองค์ดังนี้ พอหม่อมฉันอ่านก็นึกขึ้นทันทีว่าสร้อยราชทินนามสมเด็จพระราชาคณะ ที่ลงท้ายว่า “คามวาสี อรัญวาสี” คงหมายความว่าเปนใหญ่แก่พระสงฆ์ ทั้งคามวาสีและอรัญวาสีมีพัดยศ ๒ เล่ม ส่วนพระ
ราชาคณะผู้ใหญ่ชั้นรองลงมาท้ายสร้อยซึ่งมีแต่คามวาสีหรืออรัญวาสีชั้นนี้มีแต่พัดเล่มเดียว พวกคามวาสีถือพัดแฉก พวกอรัญวาสีถือพัดงาสาน หม่อมฉันได้นำความไปทูลสมเด็จพระมหาสมณะ ท่านตรัสว่าความคิดนั้นถูกทีเดียวแต่ทรงเสียดายอยู่ที่หม่อมฉันไปทูลท่านช้าไป ท่านทรงคิดแบบตราตำแหน่งเจ้าคณะอยู่ก่อนนั้นไม่นานนัก ทำแต่รูปพัดแฉกอย่างเดียว ถ้าได้ทรงทราบเสียก่อน ตราสมเด็จพระราชาคณะจะทำรูปพัดแฉกข้างหนึ่ง พัดงาสานข้างหนึ่ง
​เรื่องฝีมือช่างโบราณนั้น ตามที่หม่อมฉันสังเกตเข้าใจว่าในสมัยครั้งกรุงธนบุรี ช่างไทยเห็นจะเหลือน้อยเต็มที ฝีมือของที่ทำครั้งกรุงธนบุรีอยู่ข้างหยาบมาก ฝีมือช่างมากลับดีขึ้นเมื่อรัชชกาลที่ ๑ เห็นจะเปนช่างที่หัดขึ้นใหม่ทั้งนั้น และจะกวดขันการ
ฝึกหัดมากเพราะต้องสร้างของต่าง ๆ ตั้งแต่เครื่องราชูปโภค ราชมณเฑียรสถาน ราชยาน ตลอดจนวัดวาอาราม และรัชชกาลที่ ๑ ถึง ๒๘ ปีจึงเกิดช่างฝีมือดีมีขึ้นมาก แต่พึงสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าของที่สร้างในรัชชกาลที่ ๑ ทำตามแบบอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาทั้งนั้น ถึงรัชชกาลที่ ๒ จึงคิดแผลงไปต่างๆ
เรื่องวัดพระพุทธสาสนาในเมืองจีนที่สร้างตามถ้ำนั้น ตามเรื่องพงศาวดารว่าเดิมประเทศมองโกเลียเปนประเทศใหญ่ พระพุทธสาสนารุ่งเรืองมาก เพราะอยู่ใกล้อินเดีย พระสาสนาแผ่ขึ้นไปทางเหนือ ขึ้นไปถึงประเทศมองโกเลียก่อนแล้วจึงไปถึงเมืองจีน ประเทศมองโกเลียถูกจีนปราบปรามในภายหลังจึงได้ทรุดโทรม วัดวาอารามร้างมาจนบัดนี้
ในสัปดาหะนี้หม่อมฉันส่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๙ ท่อนที่ ๔ มาถวายอีกท่อนหนึ่ง
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๙ เที่ยวเมืองร่างกุ้งเมื่อขากลับ (ท่อนที่ ๔)
วันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ วันนี้จะไปดูเนติสภา Legislative Council (ปาเลียเมนต์) เมืองพะม่า จะเล่าถึงลักษณะที่อังกฤษปกครองเมืองพะม่าเสียก่อน เมื่ออ่านถึงพรรณนาว่าด้วยเนติสภาจะได้เข้าใจง่ายขึ้น ประเทศพะม่าอยู่ต่อแดนอินเดีย อังกฤษตีเมืองพะม่าครั้งใดใช้กำลังในอินเดียมาตีทุกครั้ง ครั้งใดได้อาณาเขตต์ของพะม่าไปเท่าใดก็เอาไปเพิ่มเข้าในอาณาเขตต์อินเดีย จนที่สุดเมื่อได้ประเทศพะม่าทั้งหมด
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ก็จัดการปกครองประเทศพะม่าเป็นอาณาเขตต์ภาคหนึ่ง Province ของอินเดียเอาวิธีการปกครองของอินเดียมาอนุโลมใช้ปกครองประเทศพะม่า มีเคาเวอเนอ Governor เปนผู้สำเร็จราชการอยู่ ณ เมืองร่างกุ้งเปนเมืองหลวงของภาคพะม่า จัดเมืองที่พะม่าปกครองโดยตรงมาแต่ก่อน คือ เมืองพะม่า มอญ ทวาย ตะนาวศรี และยักไข่ เปนเมืองอังกฤษปกครองเอง รวมหัวเมืองต่าง ๆ จัดเปน ๘ มณฑล เรียกว่า Division คือ
๑. มณฑลยักไข่ Arakan มีจังหวัดเรียกว่า District ๔ จังหวัด
๒. มณฑลตะนาวศรี Tanassarim มี ๖ จังหวัด
๓. มณฑลพโค Pagu มี ๕ จังหวัด
๔. มณฑลเอราวดี Irawadi มี ๕ จังหวัด
๕. มณฑลมัณฑเล Mandalay มี ๕ จังหวัด
๖. มณฑลสะแคง Sagaing มี ๔ จังหวัด
๗. มณฑลมักติลา Moiktila มี ๔ จังหวัด
๘. มณฑลมินบู Minbu มี ๔ จังหวัด
แต่ละจังหวัดยังแบ่งท้องที่เปนอำเภอ เปนตำบล ต่อลงไปจนเปนหมู่บ้านเปนคั่นต่ำในวิธีปกครองท้องที่ คล้ายกับในเมืองไทยเราเมื่อยังมีมณฑล
ส่วนพนักงานในการปกครองนั้น ที่เปนตำแหน่งผู้บังคับแม้จนนายอำเภอเปนคนอังกฤษทั้งนั้น พะม่าแม้ที่สมัครรับราชการก็ได้เปนแต่ตำแหน่งที่อยู่ในบังคับบัญชา เพราะพะม่าที่เรียนรู้ภาษาและขนบธรรมเนียมฝรั่งยังมีน้อย หรืออังกฤษยังไม่ไว้ใจพะม่าก็เปนได้
ส่วนเมืองไทยใหญ่ Shan States นั้น มีจำนวนเมืองมากเปนเมืองประเทศราชเจ้าเมืองมีศักดิ์เปน “เจ้าฟ้า” Saw Bwa ก็มี เป็นหัวเมืองชั้นนอกเจ้าเมืองมีศักดิ์แต่เปน “เจ้าเมือง” Saw Muang ก็มี ต้องถวายบรรณาการและส่งเงินส่วยแก่พะม่า ทำนองเดียวกับเมืองประเทศราช​และหัวเมืองชั้นนอกของไทยเราแต่ก่อนรัชชกาลที่ ๕ เมื่ออังกฤษได้เมืองพะม่าก็ให้คงเปนอยู่เช่นนั้นต่อมา เปนแต่ตั้งข้าหลวงไปอยู่กำกับและให้กองทหารไปตั้งอยู่ตามที่สำคัญเป็นแห่งๆ แต่ให้เจ้าบ้านพานเมืองปกครองเอง
ตามบังคับของอังกฤษ อังกฤษกำหนดเมืองไทยใหญ่เปน ๒ ภาค เรียกว่า “ภาคเหนือ” Northern Shan States ภาค ๑ เรียกว่า “ภาคใต้” Southern Shan States ภาค ๑ เมืองไทยใหญ่ภาคเหนือเปนเมืองใหญ่ๆ มีแต่ ๕ เมือง ภาคใต้มีเมืองย่อยมากรวมจำนวนถึง ๓๘ เมือง การที่อังกฤษกำกับจึงจัดเป็น “ดิวิชัน” Division เทียบกับมณฑล
๑. มณฑลเยลัต และ ยองเว Myelat and Yaungway มี ๑๖ เมือง
๒. มณฑลกลาง Central Divisionมี ๘ เมือง
๓. มณฑลฝ่ายตะวันออก Eastern Division มี ๑๑ เมือง
๔. มณฑลเชียงตุง Kengtung Division มีเมืองเดียว
ที่นับเมืองเชียงตุงเปนอย่างมณฑลหนึ่งเพราะเปนเมืองใหญ่และอาณาเขตต์ติดต่อทั้งแดนจีนแดนฝรั่งเศสและแดนไทย ต้องระวังเหตุการณ์ยิ่งกว่าเมืองอื่น
จะเล่าเรื่องเนื่องกับเมืองเชียงตุง เปนสาขาคดีแทรกลงตรงนี้สักหน่อย เมืองเชียงตุงนั้นอาณาเขตต์ตกลำน้ำสาละวินทางตะวันตกด้าน ๑ ตกลำน้ำโขงทางตะวันออกด้าน ๑ แต่พื้นเมืองเปนเทือกภูเขาเรียงกันไปทั้งนั้นมิใคร่มีที่ราบสำหรับทำนา ในหนังสือเรื่องเมืองพะม่า Burma เซอยอชสก๊อตแต่งว่าเมืองเชียงตุงมีสินค้าที่เกิดในเมืองเชียงตุง สำหรับขายออกนอกประเทศเปนสิ่งสำคัญที่ได้เงินมากแต่ ๓ สิ่ง คือ ฝ้าย ขายไปทางเมืองจีนสิ่ง ๑ ไม้ขอนสัก (คัดลงลำน้ำโขง) ขายไปทางเมืองขึ้นของ
ฝรั่งเศสสิ่ง ๑ กับฝิ่นขายมาทางประเทศสยามสิ่ง ๑ จำนวนเงินแผ่นดินรายได้ของเมืองเชียงตุงราวปีละ ๑๑๔,๖๘๗ รูปีย์ ต้องเสียเงินส่วยแก่อังกฤษปีละ ๓๐,๐๐๐ รูปีย์ เมื่อถึงสมัยสันนิบาตชาติประสงค์จะกำจัดฝิ่น อังกฤษไปว่ากับเจ้าเมืองเชียงตุงจะให้เลิกปลูกฝิ่นในเขตต์เมืองเชียงตุง เจ้าเชียงตุงร้องทุกข์ว่าถ้าห้ามมิให้ปลูกฝิ่น ราษฎรก็จะพากันเดือดร้อนด้วยไม่มีทางทำมาหากินเหมือนแต่ก่อน เงินรายได้สำหรับใช้การบ้านเมืองก็จะตกต่ำถึงขัดแคลน จะเอาเงินที่ไหนไปเสียส่วย อังกฤษ
เห็นอกจึงผ่อนผันยอมให้ชาวเชียงตุงปลูกฝิ่น แต่เอาสัญญาว่าให้ขายกันแต่ในพื้นเมือง มิให้ส่งฝิ่นไปขายในแดนพะม่าหรือประเทศอื่น แต่การที่ห้ามนั้นไม่เปนได้จริง เพราะพวกค้าฝิ่นเถื่อนทั้งในเมืองไทยและเมืองพะม่าพากันลอบไปซื้อ ใครไปซื้อชาวเชียงตุงก็ขายให้ ด้วยถือว่าขายแต่ในอาณาเขตต์เมืองเชียงตุงตามที่ได้รับสัญญากับอังกฤษ การที่ผู้ซื้อจะเอาฝิ่นไปที่ไหนถือว่ามิใช่ธุระของเมืองเชียงตุง มูลมีมาเช่นนี้ พวกค้าฝิ่นเถื่อนจึงไปซื้อฝิ่นเมืองเชียงตุงลอบเอาเข้ามาขายในเมืองไทยเนือง ๆ
สาขาคดีควรเล่าอีกเรื่องหนึ่งนั้น เมื่อฉันกลับมาแล้วเจ้าฉายเมืองลูกเจ้าฟ้าเชียงตุงเธอขึ้นไปเที่ยวถึงเมืองสีป่อ อันเปนเมืองไทยใหญ่ภาคเหนือ แล้วมีจดหมายบอกมาถึงหญิงพิลัย ​ว่าภาษาไทยที่พวกไทยใหญ่ฝ่ายเหนือพูดกันเธอฟังเกือบไม่เข้าใจ ด้วยรับเอาคำภาษาพะม่าไปเปนภาษาไทยเสียมาก พวกไทยใหญ่ฝ่ายใต้ยังพูดภาษาไทยสนิทกว่า ข้อนี้เปนความรู้ที่ได้ใหม่อย่างหนึ่ง
เมื่อฉันไปถึงเมืองพะม่าในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ กำลังจะเปลี่ยนวิธีปกครองเมืองพะม่าเปนอย่างใหม่ คนในเมืองพะม่าทั้งที่เปนชาวต่างประเทศและเปนชาวเมืองกำลังชอบพูดกันถึงเรื่องที่จะเปลี่ยนวิธีปกครองนั้น บ้างก็คาดผลว่าจะเปนคุณบ้างก็เห็นว่าจะเกิดโทษ ฉันได้ฟังความเห็นของบุคคลต่างพวกต่างกันอย่างไร จะลองเขียนเล่าในหนังสือนี้
การที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีปกครองเมืองพะม่า มูลเหตุเกิดขึ้นในอินเดียนานมากว่า ๖๐ ปีแล้ว ลอร์ดดัฟเฟอริน ซึ่งเปนอุปราชครองอินเดียเวลาตีเมืองพะม่าครั้งหลัง พบกับฉันในยุโรปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อชั้นแรกอังกฤษปกครองบ้านเมืองในอินเดีย ใช้ฝรั่งเปนพนักงานการปกครองเปนพื้น ครั้นการปกครองแพร่หลายจะ
ต้องเพิ่มพนักงานมากขึ้น เห็นว่าถ้าจะใช้ฝรั่งทั้งนั้นจะสิ้นเปลืองมากนัก อีกประการหนึ่งประสงค์จะเอาใจชาวอินเดีย ให้ได้มีตำแหน่งหน้าที่ในการปกครองบ้านเมืองบ้าง จึงตั้งโรงเรียนสอนภาษาและวิชาการต่าง ๆ ของอังกฤษแก่ชาวอินเดีย จนถึงมีมหาวิทยาลัยให้ปริญญาได้ในอินเดียเหมือนกับในยุโรป การศึกษาที่จัดมีผลดีดัง
รัฐบาลประสงค์ ทั้งที่หาชาวอินเดียเปนพนักงานในการปกครองได้มาก และชาวอินเดียก็เกิดความนิยมเข้ารับทำการกับอังกฤษมากขึ้น ครั้นนานมาจำนวนชาวอินเดียที่ได้ปริญญามีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จนรัฐบาลไม่มีตำแหน่งจะให้ได้ทั้งหมด ก็เกิดมีพวกชาวอินเดียที่เรียนวิชาสำเร็จแต่หางานทำไม่ได้ดังหวังเกิดขึ้น ชาวอินเดียพวกนี้ได้เรียนทั้งภาษาฝรั่งและขนบธรรมเนียมในยุโรป รู้มากก็คิดปรารถนาจะปกครองชาติภูมิของตนเองเหมือนอย่างเมืองฝรั่งในยุโรปมีหัวหน้าที่เปนคนฉลาดคิดเอาแบบ
อังกฤษมาตั้งคณะการเมืองในอินเดียเรียกว่า National Congress ตรงกับ “คณะชาติ” ด้วยรู้ว่าการตั้งคณะโฆษนาความเห็นเช่นนั้น ตามกฎหมายอังกฤษถือว่าเปนสิทธิของพลเมืองไม่เอาโทษ พวกคณะชาติเที่ยวโฆษณาติเตียนวิธีที่อังกฤษปกครองชาวอินเดียให้เสียเปรียบฝรั่งด้วยประการต่างๆ ชวนชาวอินเดียให้ช่วยกันคิดอ่านให้ได้ปกครองบ้านเมืองของตนบ้าง มีพวกชาวเมืองเห็นชอบด้วยและเข้าเป็นพวกคณะชาติมากขึ้นเปนลำดับมา รัฐบาลอังกฤษปกครองอินเดียก็ลำบากขึ้น เพราะ
พวกคณะชาติคอยโต้แย้งกีดขวางด้วยประการต่างๆ ทางเมืองพะม่าเมื่อมีคนเรียนรู้ภาษาและขนบธรรมเนียมฝรั่งมากขึ้น ก็เกิดพวกนักการเมืองมีความเห็นเช่นเดียวกับพวกชาวอินเดีย และพยายามทำความลำบากแก่รัฐบาลต่าง ๆ อย่างชาวอินเดียบ้าง เช่นยุยงพระสงฆ์พะม่าให้ห้ามฝรั่งมิให้ใส่เกือกเข้าวัดเปนต้น แต่ในเมืองพะม่ารัฐบาลปราบปรามได้ไม่ลำบากเหมือนที่ในอินเดีย ซึ่งรัฐบาลทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะระงับการเกะกะของพวกนักการเมืองให้สงบได้
​ครั้นถึงสมัยเมื่อคณะลิเบอราล (ซึ่งขึ้นชื่อว่าเปนพวกเข้ากับราษฎร) ได้เปนรัฐบาลในประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ.............จึงคิดแก้ไขความลำบากด้วยผ่อนผันเอาใจชาวอินเดีย (รวมทั้งพะม่าด้วย) ในชั้นแรกแก้วิธีปกครองด้วยตั้งชาวเมืองเปนกรมการพิเศษ นั่งประชุมกับเจ้าเมืองกรมการอังกฤษในเวลาปรึกษาตั้งกฎหมาย ให้ออกความเห็นและลงคะแนนญัติได้เหมือนกับกรมการฝรั่ง แต่การที่ผ่อนผันนั้นใช้มาก็ไม่
พอใจพวกนักการเมือง อ้างว่าในที่ประชุมเช่นนั้นจำนวนอังกฤษมากกว่าสมาชิกชาวเมืองฝ่ายอังกฤษจะให้ตกลงอย่างไรก็เปนได้อย่างนั้น ทั้งกรมการชาวเมืองก็เปนแต่ที่ปรึกษาหาได้มีอำนาจในการบังคับบัญชาอย่างใดไม่ การปกครองก็ยังไม่สดวกมาจนถึงสมัยมหาสงคราม อังกฤษกำลังเข้าที่คับขันในการศึกประสงค์จะป้องกันมิให้เกิดขบถในอินเดีย จึงยกความชอบของชาวอินเดียที่ได้ไปช่วยอังกฤษรบพุ่งและได้
ช่วยรัฐบาลอินเดียด้วยประการอย่างอื่นแก้ไขวิธีปกครองให้เปนบำเหน็จ ยอมให้ชาวเมืองมีอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองด้วยกันกับอังกฤษ เรียกว่าวิธี “ดีอาชี” Dyarchi หมายความว่าปกครองด้วยกัน ในการบังคับบัญชากำหนดกระทรวงการเปน ๒ แผนก แผนกหนึ่งเรียกว่า Reserved แปลว่า “กระทรวงการสงวน” เช่น กระทรวงการทหารและโปลิศ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศเหล่านี้ยังเอาไว้ในมืออังกฤษ อังกฤษยังคงเปนหัวหน้า อีกแผนกหนึ่ง เรียกว่า Transferred แปลว่า
“กระทรวงการที่โอนไป” เช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการศึกษา กระทรวงการป่าไม้ เปนต้น ตั้งชาวเมืองเปนเจ้ากระทรวง มียศเสมอกับเจ้ากระทรวงที่เปนอังกฤษ ส่วนการตั้งกฎหมายสำหรับบ้านเมืองก็ยอมให้มีเนติสภา (ปาเลียเมนต์) ให้ชาวเมืองเลือกสมาชิกโดยมาก บรรดากฎหมายที่จะตั้งต้องให้เนติสภาเห็นชอบด้วยจึงตั้งได้ เว้นแต่มีอุปราชอินเดียหรือเจ้าเมืองเห็นว่าญัติอันใดของเนติสภาจะให้โทษแก่บ้านเมืองอาจสั่งให้งดได้ วิธีดีอาชีนี้ใช้ในอินเดียและเมืองพะม่ามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒
เมื่อตั้งวิธีดีอาชีนั้นรัฐบาลอังกฤษได้ประกาศว่าเมื่อใช้ไปสัก ๑๐ ปี ถ้าเห็นว่าชาวเมืองมีความสามารถ ก็จะแก้ไขขยายวิธีให้ชาวเมืองมีอำนาจในการปกครองเมืองยิ่งขึ้นอีก แต่เมื่อใช้วิธีดีอาชีมา พวกนักการเมืองในอินเดียก็ยังไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าการที่ผ่อนผันนั้นเปนแต่ผิวภายนอก อำนาจสิทธิขาดยังอยู่แก่อังกฤษ เพราะเนติสภายังไม่มีอำนาจจะควบคุมเจ้าเมืองกรมการได้เหมือนอย่างปาเลียเมนต์ฝรั่ง ถึง พ.ศ.
๒๔๗๒ ครบกำหนด ๑๐ ปีตามที่ประกาศไว้ รัฐบาลอังกฤษจึงให้มีการประชุมปรึกษา หาวิธีปกครองอินเดียที่จะขยายอำนาจให้แก่ชาวเมืองกว้างขวางต่อออกไปอีก เมื่อปรึกษาเห็นความลำบากมากมาย เพราะชาวอินเดียมีหลายชาติ ถือสาสนาต่างๆ กัน แม้แต่พวกที่เปนฮินดูด้วยกันก็ถือตัวเปนต่างชั้นรังเกียจกันและกัน และยังลำบากด้วยจะเอาประเทศราชมาเข้าในวิธีปกครองอย่างไร ต้องปรึกษาหารือกันอยู่
หลายปี แต่ลักษณะที่แก้ไขวิธีปกครองส่วนอินเดียอย่างไรมิใช่เรื่องของหนังสือนี้ จะกล่าวแต่ที่เกี่ยวกับเมืองพะม่า ที่ประชุมเห็นว่าเมืองพะม่าชาวเมืองเปนคนต่างชาติและสาสนากับชาวอินเดีย อาณาเขตต์เดิมก็เปนเอกเทศต่างหาก จึงตกลงให้แยกประเทศพะม่าขาดจากอินเดีย จัดเป็นอาณาเขตต์หนึ่งต่างหาก ขึ้นตรงต่อรัฐบาลเมืองอังกฤษ และให้มีรัฐธรรมนูญสำหรับปกครองเมืองพะม่าเปนอย่างหนึ่งต่างหาก กำหนดจะใช้รัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นต้นไป
โฆษณา