28 เม.ย. เวลา 18:46 • ไลฟ์สไตล์

"ใครมีความสุขกว่า คนนั้นชนะ" ทฤษฎีความสุขของคนยุคใหม่ เลิกไล่ล่าความสำเร็จ เพื่อรักษาความสงบภายใน

ในยุคที่ผู้คนยอมแลกเวลาและสุขภาพเพื่อวิ่งตามความสำเร็จ
‘ทฤษฎีความสุข’ กำลังกลายเป็นมาตรวัดชีวิตแบบใหม่ที่ยืนยันว่า...
ใครที่สามารถรักษาสมดุลของใจให้สงบ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีความสุขได้สเถียรกว่า คนนั้นคือผู้ชนะตัวจริงในโลกยุคนี้
ตั้งแต่เด็กจนโต เราถูกตั้งค่านิยมของ "ความสำเร็จ”
ในฐานะที่เราเป็นเด็ก Gen Y ตอนปลาย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Gen Z
เรามักจะถูกพ่อแม่สอนว่า เธอต้องเรียนให้ดีให้เก่งเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จนะ
แต่...แท้จริงแล้ว ความสำเร็จคืออะไร?
การถูกจัดอันดับด้วยเกรดเฉลี่ยอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่เราเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ?
ตอนที่เราสามารถเข้าทำงานในองค์กรหรือหน่วยงานชั้นนำของประเทศ?
ตัวเลขในบัญชี ยี่ห้อรถที่ขับ ชื่อเสียง หรือตำแหน่ง?
ที่กล่าวมานั้นเรียกว่า "ความสำเร็จ" ได้หรือยัง?
เราต้องวิ่งไล่ล่า "ความสำเร็จ" ไปถึงเมื่อไหร่?
เป็นคำถามที่เรามักจะถามกับตัวเองบ่อยๆ ทุกครั้งที่กำลังทำตามเป้าหมาย
อะไรคือเป้าหมายของชีวิตเรากันแน่
เราเติบโต ต่อสู้ ดิ้นรน เพื่อให้ทำตามเป้าหมายและประสบความสำเร็จ
แต่... ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะประสบความสำเร็จได้ตามที่ตั้งเป้าไว้
ยิ่งโต ยิ่งรู้สึกว่า เป้าหมายเราเริ่มใหญ่ขึ้น เราเห็นคนนั้นคนนี้ประสบความสำเร็จ มีเงินหลายร้อยล้าน มีบ้านหรูหลักสิบล้าน มีครอบครัวที่อบอุ่น มีรถแลมโบกินี หรือแม้แต่มีตำแหน่งใหญ่โต
สิ่งนั้น กลับกลายเป็นบรรทัดฐานที่เราอยากมีอยากเป็น
แต่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรอ
สุดท้าย เราก็กลับมานั่งเงียบๆ คุยกับตัวเอง
ดื่มด่ำกับชานมเย็นหวานปกติ อาหารมื้อโปรด เตียงนอนนุ่มๆ ในวันหยุดพักผ่อนอันแสนสงบ ที่ปราศจากข้อความแจ้งเตือนใดๆ เปิดเพลงคลอเบาๆ
นี่แหละ...ความสุขสงบที่แท้จริง...
ความสำเร็จ ไม่ได้การันตีความสุขเสมอไป
ถ้าหากวันนี้เราลองเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตใหม่
วางไม้บรรทัดของสังคมลง สร้างเป้าหมายใหม่ที่เป็นของเราเองขึ้นมา และ ไม่มีใครจะมาทำแทนเราได้
ในเกมชีวิตนี้ ใครมีความสุขมากกว่า สุขภาพดีกว่า และใจสงบกว่า... คนนั้นคือผู้ชนะตัวจริง
ทำไมความสุขและความสงบ ถึงเอาชนะความสำเร็จ?
ถ้าเรามองกันตามความจริง “ความสำเร็จ” เป็นสิ่งที่เปราะบางและเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย วันนี้ธุรกิจที่เราทำอาจจะทำกำไรมหาศาล แต่เดือนหน้าอาจจะมีคู่แข่งที่ทุนหนากว่ามาแย่งตลาดไป ความสำเร็จบนโลกใบนี้ล้วนผูกติดอยู่กับปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้แทบทั้งสิ้น
ความสำเร็จยังเหมือน "ภาพลวงตา" ยิ่งใกล้ ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ
เราต้องคอยถีบตัวเองเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า "ดีกว่า" "เหนือกว่า" "เก่งกว่า" เมื่อวานอยู่เสมอ
วันนี้เราเรียนจบปริญญาตรี แต่เรายังต้องเรียนต่อปริญญาโท และในอนาคตเราก็ต้องเรียนต่อในระดับปริญญาเอก
แล้วสิ่งไหนคือความสำเร็จที่แท้จริง?
ต้องบอกก่อนว่า ทุกสิ่งที่กล่าวมานั่นแหละ เรียกว่า ความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการนิยาม
การทำตามเป้าหมาย นั่นคือ ความสำเร็จแล้ว
แล้วเมื่อไหร่จึงจะ "พอ"
การไล่ล่าความสำเร็จ เปรียบเสมือนการวิ่งบนลู่วิ่งแห่งความปรารถนาที่ไม่มีวันจบ เราเหนื่อยแทบตายเพื่อให้ได้มา หรือ อาจจะไม่ได้
แต่ความสุขที่เกิดจากความสำเร็จนั้น มักจะอยู่กับเราแค่แป๊บเดียว แล้วมันก็ระเหยเหมือนเหงื่อ ที่พอเราไปนั่งตากแอร์ ก็แห้งแล้ว
ทำให้เราต้องออกวิ่งตามล่าเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
ในทางกลับกัน “ความสุขที่เกิดจากความสงบและสุขภาพที่ดี” กลับเป็นสิ่งที่สเถียรและยั่งยืนกว่ามาก
สำหรับเรา เช้าวันเสาร์ที่ตื่นมาโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก ไม่มีเสียงแจ้งเตือนเรื่องงานจากไลน์กลุ่ม ดื่มกาแฟแก้วโปรดอย่างอเมริกาโน่ไม่หวาน
สั่ง Delivery อาหารมื้ออร่อยๆ ให้ร่างกายได้นอนพักบนโซฟานุ่มๆ พร้อมกับหนังสือดีๆ หรือซีรี่ย์สักเรื่อง มีเจ้าเหมียวตัวโปรดมาคลอเคลีย
นี่ต่างหากคือความหรูหราที่แท้จริงของยุคนี้
ความสงบในจิตใจ (Peace of Mind) และสุขภาพที่แข็งแรง
ไม่ใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้ด้วยเงินเสมอไป
ต่อให้มีเงินร้อยล้าน ก็ไม่สามารถจ้างใครมานอนหลับให้เต็มอิ่มแทนได้
ไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อลบความเครียดสะสมในสมองออกไปได้
และไม่สามารถซื้อกระดูกสันหลังที่พังไปแล้วให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ 100%
ดังนั้น คนที่รักษาความสงบในใจได้ และมีสุขภาพกายที่แข็งแรงในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็วไปหมด... นี่แหละคือ “Rare Item" และเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในเกมชีวิตนี้
เมื่อ “ความธรรมดาและเรียบง่าย” คือสุดยอดของความสำเร็จ
เราอยู่ในยุคที่ผู้คนชอบโชว์ความสำเร็จผ่านโซเชียลมีเดีย
เราเห็นคนอายุ 20 ต้นๆ ประสบความสำเร็จร้อยล้าน
เราเห็นคนซื้อของแบรนด์เนม ซื้อซูเปอร์คาร์
ท่องเที่ยวต่างประเทศ
จนบางครั้งเราเผลอกดดันตัวเองว่า "เราทำอะไรอยู่วะ ทำไมเรายังอยู่แค่นี้?"
แต่เบื้องหลังรูปภาพที่สวยหรูเหล่านั้น
เราไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง?
บางคนอาจจะรวยมาก แต่ต้องกินยานอนหลับทุกคืน
บางคนตำแหน่งใหญ่โต แต่กลับบ้านไปไม่เคยได้คุยกับครอบครัว
บางคนมีชื่อเสียงล้นฟ้า แต่ข้างในกลวงโบ๋ แต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
"ทฤษฎีความสุข" ในแบบฉบับของเรานั้น ไม่ได้บอกให้เราเป็นคนขี้เกียจ
ไม่ได้บอกให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง หรือห้ามรวย
แต่มันกำลังบอกเราว่า "อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิต ไปแลกกับความสำเร็จที่สังคมตีกรอบไว้ จนสูญเสียแก่นแท้ของการมีชีวิตอยู่"
เราเคยอ่านหนังสือ คนที่เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงระดับโลกหลายคนบอกไว้ว่า การประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่สุดท้ายชีวิตก็แค่ต้องการความสุข ความสงบ และมีสุขภาพที่ดี
ทฤษฎีความสุข 4 ส.
สำเร็จ
สุขภาพ
สุข
สงบ
การที่เราต้องทำตามเป้าหมายเพื่อให้ชีวิตมีความสำเร็จ แต่ต้องไม่ลืมที่จะดูแลสุขภาพ อาทิ การกิน การนอน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นต้น เพื่อให้มีสุขภาพกายและใจพร้อมไปใช้ชีวิต มีความสุขแบบที่อยู่บนความจริง ตัดสิ่งที่ Toxic และไม่มีประโยชน์กับชีวิตออกไป สุดท้ายเราแค่ต้องการความสงบ ความเรียบง่าย สบายกายและใจ สงบจากภายในใจ ท่ามกลางโลกภายนอกวุ่นวาย
– นี่แหละคือ ทฤษฎีความสุขในยุคใหม่
วิธีเปลี่ยนตัวเอง ให้กลายเป็น "ผู้ชนะ" ในทฤษฎีนี้
ถ้าเราเห็นด้วยว่า "ใครสุขกว่า คนนั้นชนะ" แล้วเราจะเริ่มต้นยังไงดี?
นี่คือแนวทางที่เราปรับใช้ เพื่อตามหาความสุขสงบในชีวิต ในวันที่โลกเหวี่ยงพวกเราไปเจอความวุ่นวาย
1. นิยามคำว่า "พอ" ของตัวเองให้เจอ
จำไว้ว่าความสุข ไม่ได้แปลว่าการมีทุกอย่าง
แต่ความสุขคือการรู้ว่า "แค่ไหนคือพอ"
สำหรับเรา เราจะลองเขียนลิสต์ดูว่า ชีวิตแบบไหนที่ต้องการจริงๆ
ต้องการบ้านหลังใหญ่จริงๆ หรือแค่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่อบอุ่น?
ต้องการตำแหน่งระดับบริหารจริงๆ หรือแค่อยากทำงานที่มีคุณค่าและมีเวลาเลิกงานที่ชัดเจน?
เมื่อเจอจุด "พอ" ของตัวเอง เราจะเลิกวิ่งตามจุด "พอ" ของคนอื่น
2. ปกป้องความสงบในจิตใจ (Protect your peace)
อะไรหรือใครที่ขโมยความสงบสุขไปจากชีวิตเรา... จงตัดมันออกไป
หรือลดความสำคัญมันลง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่เป็น Toxic
ข่าวสารในโซเชียลมีเดียที่ทำให้จิตตก หรือการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
หัดเป็นคน "ช่างแม่ง" ให้มากขึ้นกับเรื่องที่ไม่สำคัญ เพื่อใช้สำหรับตัวเอง แต่ต้องไม่เห็นแก่ตัวนะ
3. ลงทุนในสุขภาพแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging)
การดูแลสุขภาพ = วินัย = อิสระ
การดูแลสุขภาพก็เหมือนการลงทุน ไม่ใช่เรื่องที่ทำวันเดียวเห็นผล แต่มันคือการสะสม ดื่มน้ำให้เยอะขึ้นอีกนิด นอนให้เร็วขึ้นอีกหน่อย ขยับร่างกายให้บ่อยขึ้น พยายามกินอาหารที่มีประโยชน์ การดูแลสุขภาพคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็น "อิสรภาพ" ในตอนบั้นปลายชีวิต เพราะคนที่สุขภาพดี จะมีอิสระในการทำสิ่งที่ตัวเองรักไปได้อีกนาน
4. มีความสุขเล็กๆ ในทุกโมเม้นต์ของชีวิต
ไม่จำเป็นต้องรอให้เป้าหมายสำเร็จ
ไม่ต้องรอให้ได้ตำแหน่ง ไม่ต้องรอให้เรียนจบปริญญา ไม่ต้องรอให้ได้ธุรกิจได้กำไร
นั่นเป็นเป้าหมายที่ควรจะต้องไปให้ถึงอยู่แล้ว
แต่เราจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้ในทุกๆ โมเม้นต์ของชีวิต
เช่น "วันนี้กาแฟอร่อยจัง" "วันนี้อากาศดีจัง" "วันนี้ผิวดูอิ่มฟูจัง สงสัยนอนเต็มที่"
การรับรู้และซึมซับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรง เมื่อต้องเจอกับวันที่ยากลำบาก
ทฤษฎีความสุข ที่ไม่มีใครเห็น แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง :)
เราเกิดมาบนโลกนี้เพียงแค่ครั้งเดียว และเวลาของเราก็เดินถอยหลังอยู่ทุกวินาที มันน่าเสียดายนะ ถ้าเราจะใช้เวลาทั้งหมดที่มี ไปกับการพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่งแค่ไหน เราสำเร็จแค่ไหน
โดยลืมถามตัวเองว่า "แล้วตัวเราเองล่ะ... มีความสุขจริงๆ หรือเปล่า?"
การประสบความสำเร็จเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ แต่การรักษาความสมดุลให้ชีวิตยังคงมีความสุข มีสุขภาพกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพใจที่สงบร่มเย็นนั้น...
*เป็นศิลปะขั้นสูงของการใช้ชีวิต...ที่หนังสือของคนประสบความสำเร็จเล่มไหน ก็ไม่มีสอน เป็นวิชาชีวิต ที่เราต้องเรียนรู้เอง*
ต่อจากนี้ไป ถ้าจะมีใครประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
ถ้าเพื่อนรุ่นเดียวกันจะซื้อบ้าน ขับรถหรู มีชื่อเสียงโด่งดัง
ให้ยินดีกับคนเหล่านั้นจากใจจริง
แล้วหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง
ถ้าวันนี้เรายังได้นอนเตียงนุ่มๆ นอนหลับแบบมีคุณภาพ ไม่ต้องคิดกังวลอะไร
พรุ่งนี้ตื่นมายังหายใจได้เต็มปอด ร่างกายยังขยับได้ดั่งใจนึก ไม่คิดว่าใครจะคิดยังไงกับเรา เป็นตัวเองในแบบที่อยากเป็นจริงๆ ไม่ต้องอวดใคร
ได้ดื่มกาแฟอร่อยๆ มีพ่อแม่ส่งไลน์ "สวัสดีวันจันทร์" อยู่ล่ะก็....
ขอให้รู้ไว้ว่า ในการแข่งขันของชีวิตบนโลกใบนี้...
ฉันคือผู้ชนะคนหนึ่ง
และฉันได้ครอบครองสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่เงินซื้อไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้ว :)
บทความโดย Mananya S. | HappyNowJournal
โฆษณา