5 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

UAE ประกาศถอนตัวจาก OPEC หลังเป็นสมาชิกนานเกือบ 60 ปี

United Arab Emirates (UAE) ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC และ OPEC+ โดยมีผลวันที่ 1 พ.ค. 2026 หลังจากเป็นสมาชิกของกลุ่มมานานเกือบ 6 ทศวรรษ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการสั่นคลอน “แกนกำลังการผลิต” ของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวอาหรับอย่างชัดเจน เนื่องจาก UAE เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม (รองจาก Saudi Arabia และ Iraq)
อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มี Spare Capacity และสามารถช่วยให้กลุ่มตอบสนองต่อ Supply Shock ได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้การถอนตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “หมัดหนัก” ต่อความสามารถในการบริหารของ OPEC ในระยะยาว
(หมายเหตุ: Abu Dhabi เข้าร่วม OPEC ตั้งแต่ปี 1967 ก่อนรวมตัวกับ Emirate อื่นเป็นประเทศ UAE และเข้าร่วม OPEC ในนาม UAE ในปี 1971)
เหตุผลสำคัญของการลาออกคือความตึงเครียดเรื่องโควตาการผลิต (Quota) ที่สะสมมาหลายปี โดย UAE มองว่าตนเองลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่กลับถูกจำกัดด้วยกรอบการตัดสินใจแบบกลุ่มภายใต้ OPEC/OPEC+ ปัจจุบัน UAE ผลิตน้ำมันราว 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbpd) ภายใต้ระบบโควตา ขณะที่มีศักยภาพในการผลิตสูงกว่านั้น และต้องการ “อิสระ” มากขึ้นในการกำหนดกลยุทธ์ด้านกำลังการผลิตของตนเอง โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 mbpd ภายในปี 2027 เพื่อใช้ประโยชน์จาก Capacity ที่ได้ลงทุนไว้ให้เต็มที่
ด้านรัฐมนตรีพลังงาน Suhail Al Mazrouei ให้เหตุผลเชิงนโยบายว่าเป็นผลจากการทบทวนยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ และเลือกจังหวะที่กระทบตลาดน้อยที่สุด เนื่องจากมองว่าตลาดอยู่ในภาวะตึงตัวและขาดอุปทานจากสงคราม จึงเชื่อว่าการถอนตัว “ไม่ควรทำให้ราคาผันผวนมาก” ในระยะสั้น
1
นอกจากนี้ UAE ยังต้องการรักษาภาพลักษณ์ “ผู้ส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้” (Reliable) ในช่วงที่วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ห่วงโซ่อุปทานเปราะบาง โดยการอยู่ใน OPEC/OPEC+ ต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งอาจล่าช้าเกินไปในการตอบสนองต่อสัญญาณตลาดในภาวะวิกฤต อีกทั้งในเชิงการค้า UAE เชื่อว่าการออกจาก OPEC จะช่วยให้สามารถบริหารการส่งมอบระยะยาวแก่คู่ค้าหลักในเอเชีย เช่น India, China และ South Korea ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยไม่ต้องถูกจำกัดด้วยพันธกรณีของกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิด Energy Crisis ซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว และให้ความสำคัญกับความแน่นอนของ Supply Commitment มากขึ้น
อีกทั้ง UAE ยังมีท่อส่งน้ำมัน Fujairah ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันจาก Abu Dhabi ไปยัง Port of Fujairah บน Gulf of Oman ซึ่งอยู่นอก Persian Gulf ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถออกสู่ทะเลเปิดโดยไม่ต้องผ่าน Strait of Hormuz ช่วยลดความเสี่ยงด้านการขนส่งได้ในระดับหนึ่ง
สำนักข่าวหลายแห่งประเมินว่า สงคราม Iran และความไม่สงบในช่องแคบ Hormuz ทำให้ UAE ต้องประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงในการส่งออกและอำนาจต่อรองในภูมิภาคใหม่ และเป็นปัจจัยเร่งให้การตัดสินใจถอนตัวเกิดขึ้นเร็วขึ้น
สำหรับผลกระทบต่อ OPEC ในภาพรวมคือ “โครงสร้างอำนาจในการควบคุมตลาดอ่อนแอลง” เนื่องจากการสูญเสียสมาชิกที่มีกำลังการผลิตและ Spare Capacity สูง ส่งผลให้เครื่องมือสำคัญในการบริหาร Supply Shock ลดลง และยังสะท้อนปัญหาความตึงเครียดภายในกลุ่ม
นักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่าในระยะยาว OPEC จะ “อ่อนแอเชิงโครงสร้าง” มากขึ้น และภาระในการรักษาสมดุลตลาดอาจตกอยู่กับ Saudi Arabia มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การรักษาวินัยการผลิตของกลุ่มทำได้ยากขึ้น
แม้ UAE ไม่ใช่ประเทศแรกที่ถอนตัวจาก OPEC โดยก่อนหน้านี้ Qatar ถอนตัวและมีผลในเดือน ม.ค. 2019 เพื่อหันไปมุ่งเน้น Natural Gas/LNG และ Angola ถอนตัวในช่วงต้นปี 2024 จากข้อพิพาทเรื่องโควตา อย่างไรก็ตาม UAE ถือเป็นผู้เล่น “คนละระดับ” จากประเทศที่ถอนตัวก่อนหน้า เนื่องจากมีสัดส่วนต่ออุปทานรวมของกลุ่มสูงกว่า จึงทำให้การถอนตัวครั้งนี้เพิ่มโอกาสที่สมาชิกอื่นอาจเริ่มตั้งคำถามต่อระบบโควตาและบทบาทนำของ Saudi Arabia ในอนาคต
ปฏิกิริยาของราคาน้ำมันในระยะสั้นเป็นไปแบบ “ผสมผสาน” โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันอังคารที่ 28 เม.ย. จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และ Iran รวมถึงข้อจำกัดในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวกหลังจากมีข่าวการถอนตัวของ UAE
ทั้งนี้ ตลาดยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสงครามและความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่ง มากกว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการถอนตัวของ UAE โดยเราประเมินว่าในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลกระทบต่อสมดุลตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในระยะยาว การเพิ่มอุปทานนอก OPEC และความอ่อนแอของกลุ่ม อาจทำให้สมดุลราคาน้ำมันหลังสงครามเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ เรายังคงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy โดยคงน้ำหนักในธีมที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ Super El Niño ที่มีแนวโน้มรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อกลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และบางกลุ่มเกษตรกรรม ควบคู่กับการลงทุนในกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างระยะยาว เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และเอเชียเหนือ เป็นต้น
ที่มา: WSJ, Bloomberg, CNBC, Al Jazeera, The National News (UAE), อินโฟเควสต์ และ บลจ.กรุงไทย; ข้อมูล ณ วันที่ 29 เม.ย. 2026
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
โฆษณา