29 เม.ย. เวลา 22:50 • หนังสือ

วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น

​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ซึ่งโปรดประทานไป ลงวันที่ ๔ มีนาคม ได้รับประทานแล้ว
ขอประทานกราบทูลไขข้อต่อความเรื่องโกศราชวงศ์อีกเล็กน้อย อันโกศราชวงศ์นั้นเดิมเปนลุ้งหุ้มผ้าขาวฝาเปนฉัตร แล้วภายหลังได้แก้เปลี่ยนฝาฉัตรเปนฝาทรงมัณฑ์ก็มีขึ้น พระลองทองสำหรับประกอบก็มีขึ้น แต่งานพระศพที่ทำแล้วเมื่อคราวนี้ ทุกๆ รายใช้ประกอบพระลองแต่เมื่อตั้งทำบุญที่วัง ถึงเวลาออกพระเมรุเชิญแต่พระโกศขึ้นรถวอปิดม่านชักไปพระเมรุ เวียนด้วยรถพระวอ แล้วเชิญพระโกศขึ้นพระจิตกาธาน ไม่มีใช้พระลองประกอบที่พระเมรุอีก
พระศพพระองค์เจ้าปฤษฎางค์นั้นฝัง ไม่มีวังจะตั้งทำบุญ จึงไม่มีโอกาสที่จะใช้พระลองทอง คงได้ใช้แต่พระโกศอันหุ้มผ้าขาวเท่านั้น พระยาเทวาธิราชนึกถึงแบบซึ่งทำฝาเปนฉัตร เห็นว่าจะเปนสง่างามกว่าฝาทรงมัณฑ์ จึงย้อนรอยไปทำฝายอดฉัตรอย่างเก่าขึ้นด้วยคิดจะให้ดี ไม่ได้นึกลดยศถึงความผิดซึ่งมีล่วงมาแล้วนั้นเลย ผู้ที่คิดถึงความผิดเก่านั้นมีต่างหาก เขาเห็นว่าไม่ควรจะรับเข้าเมรุหลวงทีเดียว
พิธีโกนผมไฟนั้นเห็นไม่ใช่อื่น คือพิธีไว้จุกนั้นเอง เปนคู่กับพิธีโกนจุก ไว้จุกนั้นเห็นจะหมายความว่าเข้าสาสนาพราหมณ์ โกนจุกนั้นเห็นจะหมายความว่าเข้าพระพุทธสาสนา คือโกนหัวเพื่อบวชเปนเณร
ได้ทราบพระดำรัสเล่าถึงเรื่องสมโภชเดือนกรมขุนสุพรรณนั้นดีนัก เปนแบบฉะบับที่รู้สึกถูกใจในพระดำริของเจ้านายที่ใหญ่โตแต่ก่อนเปนอันมาก
ฝ่าพระบาททรงทราบหรือไม่ รกเจ้านายซึ่งเขาใส่หม้อไว้ แล้วเอาไปฝังเมื่อเสร็จงานสมโภชเดือนนั้น ราชาศัพท์เรียกว่าอะไรจนด้วยเกล้าไม่เคยได้ยิน คงไม่เรียกว่ารกเปนแน่
คิดถึงสมโภชหรือทำขวัญ หมายความว่าได้กิน หรือเลี้ยง คำว่า บายศรี บาย ว่า ข้าว ศรี ว่าขวัญ คือข้าวขวัญ ที่เอาไปเรียกอ้ายพานซ้อนเปนชั้นๆ ว่า บายศรี นั้นผิดทีเดียว เพราะไม่มีข้าวอยู่ในนั้น ที่แท้เปนสำรับเพิ่มเติมพิเศษเท่านั้น ตัวประธานอยู่ที่บายศรีปากชามเปนหลัก แล้วจะมีสำรับพิเศษเพิ่มเติม ที่เปนพานแก้วพานทองพานเงินหรือใบตองก็ได้ ไม่มีก็ได้ เพราะกับข้าวอย่างง่ายๆ มีอยู่ในบายศรีปากชามเสร็จ
แล้ว ที่เรียกว่าบายศรีตองนั้นก็คือกระทงกับข้าวซ้อน ๆ ​แบบพราหมณ์เขาชอบกินอาหารด้วยกระทงใบไม้ ถือว่าสอาดกว่าถ้วยชาม ไม่มีอาหารเก่าแปดเปื้อนได้ บายศรีแก้วทองเงินตามที่พบคำบุราณกล่าว ดูเปนเอาเครื่องถนิมพิมพาภรณมาแต่งบายศรีตองเข้าเท่านั้นเอง หาใช่พานแก้วพานทองพานเงินทำไว้สำหรับสมโภชทำขวัญไม่
สมเด็จพระพันวัสสา ข่าวว่าจะเสด็จมาในกลางเดือนเมษายน เสด็จมาปีนังโดยทางรถไฟก่อน แล้วเสด็จจะไปประพาสเกาะสุมาตรา กลับทางเรืออีสต์เอเซียติคขาเข้าไปกรุงเทพฯ ท่านโปรดทางเรือ ว่าสบายหนักความจริงก็เปนเช่นนั้น เกล้ากระหม่อมเห็นตามพระดำรัสเต็มตัว รถไฟนั้นเต็มทน เปนการย่างกายถวายชีวิต ดีแต่ถึงเร็วเท่านั้น
เรื่องของเกล้ากระหม่อมนั้น เปนด้วยทูลกระหม่อมชายตรัสฉุดมาหนักต่อหนัก ที่จะให้ไปเฝ้าที่เมืองชะวา เกล้ากระหม่อมก็ตกลงที่จะไปเฝ้าแล้วจะได้เห็นอ้ายพัง ๆ ต่าง ๆ ด้วย ขากลับจะได้แวะเฝ้าฝ่าพระบาทด้วยขออย่าได้ทรงเตรียมการรับรองให้มากมาย จนถึงได้ความลำบากอย่างหนึ่งอย่างไรเลย ครัวของเราเคยอยู่ยัดเยียดด้วยกันมามากแล้ว จะยัดเยียดอยู่ด้วยกันอีกก็ไม่ขัดข้อง มีแต่จะหัวเราะสนุกสนานไปด้วยกันอีกตามเคยเท่านั้นเอง ถ้าต้องแยกกันไปเสียอีกจะไม่สนุก
เวลานี้กำลังเตรียมการจะเผาศพชายถึก กำหนดวันที่ ๒๑ มีนาคมนี้ จะเผา ได้ซ่อมศาลาการเปรียญวัดนรนารถใช้เปนที่ตั้งศพทำบุญ ปลูกปะรำใบไม้ขึ้นหน้าศาลาเปนที่เผาศพ หนังสือกฎมณเฑียรบาลพะม่าได้จัดไปเสร็จแล้วเปนหนังสือนิดเดียว แต่เหนื่อยยากเปนหนักเปนหนา ด้วยเรื่องสอบสวนอะไรต่างๆ หญิงอามร้องโอ๊กว่า ฝ่า
พระบาททรงพระวิตกถึงต้องดีดพิมพ์ภาษาบาลี ที่จริงภาษาบาลียังเข้าหูอยู่บ้าง ไม่สู้ยากนัก ที่ต้องทำภาษาพะม่านั้นเต็มที ภาษาไม่เข้าหู ทำยากลำบากกว่าภาษาบาลีมาก หนังสือนั้นตกลงกรมศิลปากร เขาทำคำนำเสริมหน้าเข้าด้วยอีกคำหนึ่ง คำของเกล้ากระหม่อมแก้เรียกว่าคำอุทิศ พระยาอนุมานยังไม่กลับมา
เรื่องสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ลาออกนั้น สืบทราบความมาว่าได้ลาออกจริง แต่ลาอ่อนๆ มีข้อไขว่า ถ้าไม่อนุญาตให้ออกก็ขอเพียงให้ได้พักสักปีหนึ่ง แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ยอมอนุญาตแม้อย่างใดเลย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ในจดหมายฉะบับสัปดาหะก่อน ตอนที่หม่อมฉันทูลเล่าเรื่องหนังสือหอหลวงความยังขาดอยู่ ๒ ข้อ จะทูลต่อในจดหมายฉะบับนี้ คือ
เมื่อหม่อมฉันเข้าเปนเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรในรัชชกาลที่ ๖ ไปพบสมุดเก่าของกรมอาลักษณต่างหากจากหนังสือหอหลวงมีอยู่อีกพวกหนึ่งสัก ๑๐๐ เล่ม สั่งให้ส่งไปไว้ในหอพระสมุดทั้งหมด ตรวจดูพบหนังสือดีมีหลายเรื่อง จำได้อยู่เดี๋ยวนี้แต่ ๒ เรื่อง คือรายชื่อข้าราชการที่ได้รับพระราชทานพานทองตั้งแต่รัชชกาลที่ ๑ มา ซึ่งโปรดให้สืบทำบัญชีเมื่อจะตั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอม ในปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ เพื่อจะหาผู้สืบสกุลมาพระราชทานตรา บัญชีนั้นดูเหมือนเจ้าพระยาภูธราภัยเปนผู้ทำ
อีกเรื่อง ๑ เปนหนังสือฉะบับมีตำนาน คือ กฎหมายเขียนในเล่มสมุดขาวของนายโหมด อมาตยกุล ซึ่งมีเรื่องปรากฎว่าเมื่อหมอบรัดเลแรกตั้งโรงพิมพ์สำเร็จหาหนังสือไทยจะพิมพ์ขาย นายโหมด อมาตยกุลเกิดเลื่อมใสเอากฎหมายฉะบับนี้ (เดิมน่าจะเปนของพระยามหาอำมาตย์ (ป้อม) บิดา) ให้หมอบรัดเลไปพิมพ์ พอพิมพ์เปนสมุดฝรั่งได้เล่ม ๑ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กริ้ว ดำรัสว่า
ถ้าใคร ๆ มีกฎหมายอยู่ในมือไม่เลือกหน้าพวกเจ้าถ้อยหมอความก็จะเอาไปใช้เปนเครื่องมือสำหรับคดโกง ให้ยากแก่กระบิลเมือง จึงดำรัสสั่งให้ริบหมดทั้งฉะบับเขียนและฉะบับพิมพ์ ฉะบับเขียนคงริบเอาส่งไว้ที่กรมอาลักษณตั้งแต่รัชชกาลที่ ๓ ส่วนฉะบับพิมพ์นั้นหม่อมฉันเคยถามพระยาเพชรพิชัย (เจิม อมาตยกุล) แต่ก่อนนั้น ว่านายโหมด อมาตยกุล ยักเอาไว้ได้บ้างหรือไม่ แกไปค้นหามาได้เล่ม ๑ หม่อมฉันได้หนังสือกรมอาลักษณส่งไปยังหอพระสมุดอีกพวก ๑
อนึ่งเมื่อหม่อมฉันไปยุโรปครั้งหลัง ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ เมื่อไปถึงเมืองลอนดอน คิดขึ้นว่ามีโอกาสจะตรวจหนังสือไทยที่ฝรั่งเอาไปได้อยู่ ถ้าตรวจพบเรื่องใดที่ไม่มีฉะบับในเมืองไทยก็จะขอฉายรูปหนังสือเรื่องนั้นมาขยายเขียนลงสมุด หม่อมฉันจึงให้ถามไป
ยังหอสมุดในบริติชมิวเซียม Library of the British Museum (อันเปนหอสมุดสำหรับพระนครของอังกฤษ) ว่าสมุดหนังสือไทยฉะบับเขียนที่เขาได้ไปจากประเทศสยาม เขาทำบัญชีรู้เรื่องหมดแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ทำหม่อมฉันจะรับไปช่วยบอกอธิบายให้ เขาก็รับด้วยความยินดีขอบใจ ครั้นถึงวันนัดเขาจัดห้องใน​หอสมุดห้องหนึ่ง ขนเอาสมุดไทยบรรดามีมาเรียบเรียงไว้ในห้องนั้น และให้พนักงานทำบัญชีหนังสือมาคอยจด หม่อมฉันไปนั่งตรวจหนังสือและบอกอธิบายอยู่ถึง ๒ วันจึงหมด
ด้วยในหอสมุดนั้นมีหนังสือสมุดไทยมาก แต่ไม่พบหนังสือเรื่องใดที่ไม่มีในเมืองไทย จึงไม่มีกิจที่จะต้องขอคัดสำเนามา เมื่อไปถึงเมืองเบอร์ลินหม่อมฉันให้ถามที่หอสมุดสำหรับเมืองเช่นนั้นอีก พวกเยอรมันก็รับด้วยความยินดีขอบใจ และจัดห้องให้ตรวจเช่นเดียวกับที่เมืองอังกฤษแต่ตรวจกันวันเดียวก็สำเร็จ เพราะสมุดไทยที่เมืองเบอร์ลินมีน้อยกว่าที่เมืองลอนดอน ถึงกระนั้นหนังสือไทยที่เยอรมันได้ไปเปนฉะบับเขียนฝีมือดีมีมากกว่าที่อังกฤษได้ไป หนังสือไตรภูมิที่เจ้าปิยว่าเยอรมันซื้อไปราคา
๑,๐๐๐ บาทเขาก็เอามาอวด เขายกย่องเปนยอดสมุดหนังสือไทยที่เขามี แต่ปลาดใจที่ไม่พบหนังสือเรื่องใดซึ่งไม่มีฉะบับในเมืองไทย แม้หนังสือไตรภูมิที่ว่านั้น ก็เปนหนังสือฉะบับหลวงครั้งกรุงธนบุรี มีบาญแพนกแลฝีมือเขียนรูปภาพเหมือนอย่างหนังสือไตรภูมิฉะบับที่คุณท้าววรจรรย์ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเมื่อตั้งหอพุทธสาสนสังคหหมดทุกอย่าง คือ ฝีมือเดียวกันทั้ง ๒ เล่ม แต่ผิดกันเปนน่าสังเกตอย่างหนึ่ง ด้วยฉะบับที่เยอรมันได้ไปใบปกกระดาดของเดิมยังอยู่บริบูรณ์ แต่
ฉะบับที่คุณท้าววรจรรย์ถวายนั้นใบปกเปนรอยลอกชั้นนอกออกทั้ง ๒ ข้าง น่าสันนิษฐานว่าฉะบับคุณท้าววรจรรย์ เดิมเห็นจะมีใบปกประดับมุกเปนตัว “ฉะบับหลวง” ฉะบับที่เยอรมันได้ไปทำแต่ใบปกกระดาดมาแต่เดิม น่าจะเปน “ฉะบับรองทรง” เมื่อตรวจหนังสือไทยที่เมืองเบอร์ลินแล้วนึกเสียดายที่มิได้คิดขึ้นแต่เมื่อพักอยู่เมืองปารีส ถ้าถามฝรั่งเศสก็คงยอมให้ตรวจด้วยความยินดีเหมือนอย่างอังกฤษและเยอรมัน เมื่อไปถึงเมืองโรมไม่ต้องว่ากะไรทีเดียว ด้วยโป๊ปเปียที่ ๑๑
องค์นี้เมื่อก่อนได้เปนโป๊ปเคยเปนบรรณารักษ์หอสมุดวังวติคันที่สำนักของโป๊ป พอทรงทราบว่าฉันจะไปเฝ้าก็ตรัสตั้งให้เตรียมบรรดาหนังสือเรื่องที่โป๊ปแต่โบราณเคยเกี่ยวข้องกับประเทศสยามมาแต่ก่อนไว้ให้หม่อมฉันดู และประทานอนุญาตไว้เสร็จว่าถ้าหม่อมฉันอยากจะคัดสำเนาฉะบับไหนก็ให้คัดได้ ใช่แต่เท่านั้นถึงโปรดให้ค้นแม่พิมพ์เหรียญที่ระลึกซึ่งสร้างขึ้นครั้งทูตไทยไปเฝ้าโป๊ป ในรัชชกาลสมเด็จพระนารายน์มหาราช เอามาพิมพ์เปนเหรียญขึ้นใหม่สำหรับประทานหม่อมฉันด้วย หม่อมฉันได้
ประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวจึงคิดการสนองพระคุณ สืบทราบว่าหอสมุดที่วังวติคันมีหนังสือสยามสมาคมยังไม่ครบชุด และแสวงหาหนังสือสอนสาสนาต่างๆ ด้วยทุกสาสนา เมื่อหม่อมฉันกลับมาจึงขวนขวายหาพระไตรปิฎกสยามรัฐได้ชุดหนึ่ง กับขอให้สยามสมาคมส่งหนังสือไปถวายให้ครบชุด ส่วนหนังสือที่หม่อมฉันให้คัดสำเนามา เปนหนังสือในครั้งรัชชกาลสมเด็จพระนารายน์มหาราชทั้งนั้น ได้ให้แปลเปนภาษาอังกฤษและพิมพ์ (ดูเหมือนในสยามสมาคม) แล้วทั้งนั้น
เรื่องโกศพระศพพระองค์เจ้าปฤษฎางค์นั้น ที่พระยาเทวาเขาทำควรสรรเสริญ ที่จะไม่เผาในเมรุหลวงนั้นไม่ควร เพราะเธอได้พระราชทานอภัยถึงเข้าเฝ้าแหนได้มาแต่ในรัชชกาลที่ ๖ แล้ว
​นายพืชน์ เดชะคุปต์ เขาส่งหนังสือแจกกับของชำร่วยเปนที่ระลึกในงานศพพระยาโบราณฯ มาถึงหม่อมฉันแล้ว ในจดหมายของเขาเล่าแปลกอยู่บ้าง ว่ามีเสียงกระซิบกันอยู่แต่ก่อน ว่าหนังสือแจกงานศพพระยาโบราณฯ จะเปนหนังสือดีมีคนไปคอยอยู่มาก พอคนแจกยกหนังสือออกไปก็เข้าแย่ง ถึงบางคนเอาหีบหิ้วไปใส่ก็มี เอาหนังสือออกไปถึงพลับพลาได้โดยลำบาก หนังสือที่คนแย่งเอาไปนั้นมักเอาไปขายหรือแลกเอาหนังสือเรื่องอื่นที่ร้านโปเก เจ๊กขายเล่มละ ๗๕ สตางค์ เมื่อพ้นวันงานแล้วหนังสือมีไม่พอแจก นายพืชน์ต้องไปซื้อจากร้านโปเกกลับเอามาแจกอีก
รกเจ้านายที่เอาไปฝังเมื่อสมโภชเดือนเรียกในราชาศัพท์ว่ากะไร หม่อมฉันจำนน จะเปนด้วยไม่เคยรู้หรือลืมได้ทั้ง ๒ สถาน นึกเท่าไรก็ไม่ออก เห็นอย่างพระดำริว่าคงไม่เรียกว่า “พระรก” เปนแน่ แต่มีทางที่จะสืบอยู่ด้วยการพิธีสมโภชเดือนครั้งหลังทำเมื่อเจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตน์ ประสูติ ให้พระยาเทวาเขาค้นบัตรหมายหรือถามเจ้าพระยาธรรมาบางทีจะได้ความ
การที่ท่านจะเสด็จไปชวานั้น หนังสือที่หม่อมฉันแต่งถวายไปพอจะใช้นำทางได้บ้าง เสด็จลงเรือไปแล้วถึงเมืองบาเตเวีย ทูลกระหม่อมชายท่านก็คงเสด็จลงมารับถึงเรือและจัดการถวายเสร็จ เมืองบาเตเวีย เมืองยกยา เมืองโซโล เมืองสุรไบยา อากาศร้อน ขนาดกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ แต่ที่เมืองบันดุงสูงกว่า ๒,๐๐๐ ฟิต อยู่ข้างหนาว
ก็สักเท่าระดูหนาวธรรมดาในกรุงเทพฯ แต่เวลาเที่ยวบางทีต้องขึ้นภูเขาสูงควรมีฉลองพระองค์คลุมไปด้วย ผู้หญิงนั้นไม่จำต้องแต่งแหม่ม กรมหลวงทิพยรัตนเธอทรงผ้าโจงกระเบนมานาน เปนแต่มีฉลองพระองค์คลุมชั้นนอกสำหรับใช้เวลาเที่ยว หรือเมื่อรู้สึกว่าหนาว เธอเพิ่งเปลี่ยนทรงซิ่นเมื่อเร็วนี้ ว่าสบายกว่านุ่งผ้าโจงกระเบน
ที่ประทับ ณ ซินนามอนฮอลนี้สบายกว่าบ้านพระเสนหามนตรีที่หาดใหญ่มาก ไม่ลำบากอันใดแก่หม่อมฉันที่จะจัดรับเสด็จ เพราะจะอยู่ในตึกหลังเดียวกันห้องเคียงๆ กันทั้งพวก และเปนที่สงัดไม่มีใครอื่นมาเกี่ยวข้องอึกกระทึกด้วย เชื่อว่าคงจะทรงสำราญ
ที่ปีนังเวลานี้กำลังร้อน ปรอทในห้องตอนหัวค่ำถึง ๘๔ ตอนดึกลงมาเพียง ๘๑ ฝรั่งเขาว่าเปนเวลา “คลื่นร้อน” Heat Wave ครอบงำ ถ้าโดยปกติเวลาหัวค่ำเพียง ๘๑ ตอนดึกลงมาถึง ๗๘
สัปดาหะนี้แต่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าต่อมายังไม่ลงหัวตะปูขอประทานระงับอีกสัปดาหะหนึ่ง
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ซึ่งโปรดประทานไป ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ได้รับประทานแล้ว เรื่องที่ประทานไปโดยพิสดารนั้น เปนเหตุเกิดความปลาดใจจริงที่ได้ทรงทราบถี่ถ้วน ทำให้ได้ความรู้พอใจอย่างยิ่ง
เช่นเรื่องหนังสือ เกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยินอยู่มากข้อ แต่ต่อกันไม่ติด เหมือนหนึ่งการที่เอาหนังสือไปปูที่พระระเบียงรุมกันคัดนั้นก็เคยได้ยิน ทราบเค้าแต่เพียงว่าเปนการขะโมย แต่ต้นฉะบับจะเปนเรื่องอะไรเอามาแต่ไหนหาทราบไม่ หนังสือไตรภูมิโลกสัณฐานที่ฝรั่งซื้อไปนั้นก็เคยมาเกี่ยวข้องแก่ตัว กรมหมื่นวรวัฒน์มาบอกก่อน ว่ามีหนังสือไตรภูมิโลกสัณฐานเขียนแผ่นดินตากปรากฎในบานพะแนกดีนัก กระบวนปราสาทวิมานแล้วล้ำเลิศ มีรูปแปลกๆ ลายแปลก ๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือน ควรที่
เกล้ากระหม่อมจะดูให้รู้ไว้ เกล้ากระหม่อมก็ตกลงให้ท่านพาไปดู ต่อมาท่านมาแสดงความเสียใจว่าเขาขายฝรั่งไปเสียแล้วราคาถึงพันบาท ไล่เลียงท่านว่าของใคร ฝรั่งที่ไหนซื้อไปท่านก็บอกไม่ได้ มีคนเขาพาท่านไปดูอีกต่อหนึ่ง เขาออกจะปิดๆ ข้อที่ฝ่าพระบาททรงตั้งกว้านซื้อหนังสือก็ทราบ แต่นึกว่าจะทรงเก็บหาหนังสือเก่า ๆ เท่านั้น หาเข้าใจไม่ว่าตั้งพระทัยจะกู้พระสมุดหอหลวง เมื่อได้รับพระอธิบายในครั้งนี้จึงเข้าใจความได้ตลอดเรื่อง อะไรก็ทำเนา แต่ข้อที่มาเข้าใจว่าทำไมหนังสือนายกุ
หลาบจึงเปนหนังสือปลอมไปหมดนั้นเปนสำคัญที่สุด เกล้ากระหม่อมเคยนึกสงสัย ซ้ำได้เคยออกปากด้วยว่า นายกุหลาบนั้นเปนคนสำคัญ หาหนังสือฉะบับเก่า ๆ มาลอกคัดไว้ได้มาก แต่ทำไมจึงเอามาแต่งแทรกแซงให้เสียหนังสือเสียหมด ทำให้ลังเลจะเชื่อก็ไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ ปัญหาที่เกล้ากระหม่อมตั้งถามขึ้นเช่นนี้ ไม่มีใครสักคนเดียวที่ตอบได้ เพิ่งมาได้ฟังพระดำรัสอธิบายเหตุผลให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งในครั้งนี้ เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
เรื่องปราสาทซึ่งสร้างไปตั้งพิพิธภัณฑ์ปารีส ได้ฟังลูกชายไสพูดก็ทำเนา ซ้ำได้ฟังตรัสเล่าเข้าด้วยก็ทำให้งุ่นง่าน ตกลงใจว่าจะต้องดูให้ได้ จึงสั่งลูกชายไสว่าให้ไปคิดอ่านขอยืมแบบเขียนหรือรูปถ่ายเขามาให้ดู แต่ยังไม่ได้มาถ้าได้มาดูแล้วมีอะไรที่ควรจะกราบทูลก็จะกราบทูลมาในภายหน้า
เรื่องศาลเจ้าหลักเมืองสุพรรณบุรีก็ดีอีก เทวรูปที่ตรัสเล่าประทานนั้นเข้าใจดี เปนเทวรูปฝีมืออินเดียเก่า ทำแขนขางามไม่เปนไม้กระบอกและที่ฉลักเปนรูปนูน ๒/๓ หลังติดพื้นแผ่นศิลานั้น เขาทำสำหรับประดิษฐานบรรจุในช่องคูหา เราจะทำสานถวายควรต้องทำผนังหลังต้นรุ้งเปนคูหา​บรรจุเทวรูปเข้าไว้ ให้ต้องตามเจตนาเดิมของผู้ทำเทวรูป สานเดิมตามตรัสเล่าว่าตั้งอยู่บนเนินอันมีเขื่อนล้อมนั้น หลับตาเห็นท่าทางเปนเข้าทีมาก ควรทำให้เปนไปตามเดิม ถึงจะทำสานใหม่ไปอย่างไรก็ควรให้
คงตั้งอยู่บนเนิน ใช้เนินเปนประทักษิณ ทำทางลงให้เปนสง่าอ่าโถง แล้วทำศาลาที่คนพักบูชาไว้ข้างล่าง จะเปนท่าทางที่เหมาะเจาะที่สุด ไม่มีใครเลยที่ชี้แจงให้เข้าใจได้อย่างฝ่าพระบาท เกล้ากระหม่อมเองก็ได้ตามพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงไปสุพรรณเหมือนกันในฐานที่เปนราชองครักษ์ แต่ไม่ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินไปเห็นสานเจ้าหลักเมือง เพราะถูกเกณฑ์เข้ากระบวนข้างในไปในที่อื่นๆ เสีย ได้ไปบุกอยู่แต่ที่วัดมหาธาตุมาก เพื่อทำแผนที่ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
สำหรับทรงสอดในจดหมายพระราชกิจประจำวัน นึกเคืองที่น้ำท่วมเที่ยวไปไหนไม่ถนัด พยาบาทไว้ว่าจะต้องไปหน้าแล้งโดยลำพังตัวอีกทีหนึ่ง แล้วก็ได้ไปจริงๆ แต่เสียใจไม่ได้เห็นอะไร เพราะในแม่น้ำก็น้ำน้อย ไปในเรือก็ตาหลิ่งสูงบังทัศนวิสัยหมด ขึ้นบกก็ร้อนหัวจะแตกซ้ำผเอิญอุปัฎฐากที่ไปด้วยก็เกิดไปเปนตะมอยขึ้นปวดร้องรำคาญ ต้องรีบกลับมาหาหมอ เปนเหลวทั้งเรื่อง พระยาอ่างทองที่ตรัสถึง ถ้าผิดชื่อเถียรก็เห็นจะเปนเขียน เปนพ่อกลีบพี่เลี้ยงผู้หญิงของเกล้ากระหม่อมเอง
พัดยศหัวเมืองเกล้ากระหม่อมเคยเห็นมาหลายอย่าง เปนเปลวเพลิงลายแผ่ลวดเต็มก็มี ที่แดงโร่ดูกะโจ๋โหวอยู่ก็มี พัดพุดตานก็เช่นเดียวกัน แต่พุดตานสลับสีไม่เคยเห็น เห็นเข้าว่างามจึงตื่น เมื่อเปนพระดำริของฝ่าพระบาทก็ดีแล้ว ขอจงได้ทรงรับความสรรเสริญของเกล้ากระหม่อมเถิด ข้อนี้เปนตัวอย่างที่ว่าความคิดสำคัญกว่าฝีมือ คนมีความคิดแล้วทำอะไรให้ดีก็ได้ด้วย ไม่ต้องมีฝีมือด้วย
ช่างครั้งกรุงธนบุรี สงสัยว่าจะไม่ได้ขาดคนดี สมุดไตรภูมิโลกสัณฐานฉะบับที่ฝรั่งซื้อไปกรมหมื่นวรวัฒน์ก็ว่าดี ยังฉะบับที่อยู่ในหอพระสมุดเดี๋ยวนี้ฝีมือเขียนก็ดี ที่ของทำครั้งกรุงธนบุรีหยาบคาย จะเปนด้วยรบทัพจับศึกไม่มีเวลาทำอะไร แต่พอมีเวลาทำเข้าก็ทำอย่างรีบร้อน “เร็ว ๆ” ฉะนั้น ก็ได้
พระนิพนธ์เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๙ ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานไปคราวนี้ตั้งรูปใหญ่โต ราวกับเตรียมสร้างตึกที่หลังใหญ่ แต่ไม่เสียหลายไปไหนเลย ล้วนแต่ประทานความรู้อย่างกว้างขวางดีทั้งนั้น เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
จะกราบทูลข่าวกรุงเทพฯ พระองค์เจ้าอลังการ๑สิ้นพระชนม์เสียแล้ว เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนนี้ ที่ปราจิณบุรี เปนโรคลมอมพาธ หรือที่สมัยใหม่เรียกว่าเส้นโลหิตแตก เกือบว่าได้ว่าโดย​ปัจจุบัน เพราะประชวรไม่กี่วันก็สิ้นพระชนม์ ทายาทไม่ขอรับของหลวงสิ่งใดหมด เพราะเธอสั่งไว้อย่างนั้นให้แต่งศพอย่างชนสามัญแล้วนำไปฝัง ที่ทางเธอก็จัดเตรียมไว้เสร็จแล้วไม่ให้เผา ที่เธอสั่งดังนั้นชะรอยเกรงจะเปนความลำบากแก่ลูกหลานในอันใช่ที่
เมื่อวันที่ ๑๗ ได้ไปเผาศพพระยาพิทักษภูบาล (สวัสดิ วิเศษศิริ) ที่วัดบรมนิวาส ได้หนังสือแจกมัดหนึ่งเต็มที่ จะจดบัญชีเจียรนัยถวายเห็นเปลืองกระดาษ ทางเข้าวัดลำบากจริง เกล้ากระหม่อมไปช้า ถูกเวลากำลังแขกเขากลับกัน ไม่กล้าเอารถเข้าไป ต้องเดิรเข้าไปตั้งแต่เชิงสะพานกษัตริย์ศึก
หมู่นี้มีใบดำมาบอกเผาศพกันมากมาย ถ้างานไหนเกล้ากระหม่อมได้ไป และไปเห็นอะไรมาแปลก ๆ จะจดจำมาเล่าถวายในเวรต่อ ๆ ไป
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการ (หม่อมเจ้าอลังการ มาลากุล) ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ประสูติวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ สิ้นพระชนม์วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ↩
วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๐ มีนาคม แล้วสังเกตวันลงในลายพระหัตถ์เปนวันต้นงานศพชายถึก ทรงเขียนกำลังมีพระธุระอื่นน่าจะลำบากอยู่บ้าง หม่อมฉันหวังใจว่างานคงจะเรียบร้อย มีญาติและมิตรไปช่วยมาก หม่อมฉันคาดว่าคงจะได้ฟังรายการจากพระองค์เจ้าธานีนิวัติ ซึ่งจะผ่านปีนังไปเมืองกวาลาลุมปูรวันนี้เห็นจะได้พบกัน เธอจะเปนผู้แทนสาขาสโมสรโรตารีในกรุงเทพฯ ไปในการประชุมใหญ่ประจำปีของสโมสรนั้น
หม่อมฉันได้ทราบในลายพระหัตถ์ว่าพระองค์เจ้าอลังการสิ้นพระชนม์ ออกรู้สึกอาลัย ด้วยเธอเปนมิตรกับหม่อมฉันมาตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาบำราบปรปักษ์ยังเสด็จอยู่ เธอเกิดปีระกาแก่กว่าหม่อมฉันปีหนึ่ง ที่เธอสั่งไว้ให้ฝังพระศพของเธอที่จังหวัดปราจิณอย่างศพคฤหบดีนั้น ดูก็คิดถูกแล้ว ด้วยเธอไปอยู่หัวเมืองเสียกว่า ๓๐ ปี หม่อมฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งเธอมาเข้าสมาคมในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะเปนในงานพระ
ศพสมเด็จพระปิตุฉา เธอไปพระเมรุในเวลากลางคืนเมื่อก่อนจะเผาพระศพ เจ้านายพวกเราพากันอี๋อ๋อชวนเธอมานั่งด้วย พวกขุนนางพากันปลาดใจ กระซิบถามกันว่าคนนั้นนั่นใคร ยิ่งถึงเวลานี้คนรู้จักหรือแม้แต่ที่ได้ยินพระนามก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก เงียบไปเลยเสียทีเดียวดีกว่า
เทวรูปที่หลักเมืองสุพรรณนั้น เหมือนกับที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานเพียงทำทรง “หมวกเติ๊ก” แทนชฎา แต่มิใช่เปน Fine Art อย่างที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถาน ดูฝีมืออยู่ข้างจะหยาบด้วยซ้ำไป ที่หม่อมฉันทูลขนาดสูงสัก ๓ ศอกนั้นก็เห็นจะเกินไป จะสูง
เพียงสัก ๒ ศอก ถ้ามีเศษก็ไม่มากนัก รูปพระวิษณุเช่นนั้นมีที่เมืองสุพรรณถึง ๓ องค์อยู่ที่ศาลหลักเมืองสุพรรณ ๒ องค์ อีกองค์ ๑ อยู่ที่ “ท่าพระยาจักร” อันเปนท่าเรือของเมืองอู่ทอง เมื่อหม่อมฉันไปดูเมืองอู่ทองครั้งแรก เห็นเทวรูปวางหงายอยู่กับแผ่นดิน แต่คนในท้องถิ่นก็บูชาอยู่แล้ว หม่อมฉันแนะนำให้เขาทำศาลและยกเทวรูป
ขึ้นตั้ง เข้าใจว่ายังเปนศาลอยู่จนทุกวันนี้ ข้อที่มีเทวรูปอย่างเดียวกันอยู่ที่ศาลหลักเมือง ๒ องค์ ทิ้งอยู่ที่ท่าน้ำเมืองอู่ทององค์ ๑ ชวนให้เห็นว่าเทวรูปที่ศาลหลักเมืองจะย้ายเอามาจากที่อื่น จึงมี “ซ้อนขึ้น” เปน ๒ องค์ องค์ที่เมืองอู่ทองก็คงคิดจะย้ายเอามาเมืองสุพรรณ แต่เมื่อเอาลงมาถึงท่าจะมีเหตุขัดข้องอย่างใดเกิดขึ้นเลยงด เทวรูปจึงวางค้างอยู่ที่ท่า​ดังหม่อมฉันไปเห็นเมื่อครั้งแรก ที่จะทำศาลหลักเมืองสุพรรณใหม่นั้น หม่อมฉันคิดเกรงอยู่อย่างเดียวแต่เงินทุนจะไม่พอทำให้ดีได้ดังพระดำริ
พระยาอนุมานเขาส่งบัญชีหนังสือที่ได้มาจากกรมราชเลขาธิการมาให้หม่อมฉันดู บัญชีที่ทำยังเปนอย่าง “บัญชีเดินทุ่ง” แต่พอเห็นได้ว่ามีหนังสือเรื่องดีๆ มาก แต่การทำบัญชีอย่างพิสดารจะยากมาก ด้วยไม่มีตัวผู้รู้หลักหนังสือเก่า มีหนังสือเรื่อง ๑ ในบัญชีนั้น เรียกว่า “รูปภาพท่ารำ” พอหม่อมฉันเห็นก็ “หูผึ่ง” ด้วยมีเรื่องเกี่ยวข้องกับหม่อมฉันมาแต่ก่อนควรทูลเล่าถวายได้ เดิมหอพระสมุดได้หนังสือภาพตำรารำ (คือท่าเทพประนมปฐมพรหมสี่หน้าเปนต้น) มาจากวังหน้าเปนครั้งแรก เปนสมุดดำเขียน
เส้นฝุ่น ต่อมาซื้อได้อีกฉะบับหนึ่งเปนสมุดขาวรูปภาพเขียนประสารสี ถวายท่านทอดพระเนตรตรัสว่าเปนฝีมือช่างครั้งรัชชกาลที่ ๑ แต่สมุดนั้นขาดหายไปเสียสักครึ่งเล่ม ต่อมาหม่อมฉันไปรดน้ำคุณแม่เขียนเมื่อปีใหม่ ไปพูดกับท่านถึงเรื่องตำรารำท่านบอกว่าแต่ก่อนมีตำรารำของหลวงอยู่ ๒ เล่ม “คุณครูเอี่ยมบุษบา” เปนผู้รักษา ตำรานั้นไม่ใช่ตำราแบบท่าเทพประนมปฐมพรหมสี่หน้า เปนตำราท่ากิริยาอาการที่ละคอนทำบท เปนต้นว่าท่าแสดงความรักความโกรธ ความเสียใจ และรูปรบพุ่ง (ท่าภาพจับ)
เปนต้น หม่อมฉันฟังท่านเล่าออกแคลงใจว่าท่านหลงก็ไม่เอาเปนธุระสืบสวนต่อมา ในกาลครั้งหนึ่งเมื่อรัชชกาลที่ ๖ นั้น ข้าราชการในราชสำนักคนหนึ่ง (จะเปนใครหม่อมฉันจำไม่ได้เสียแล้ว) บอกว่าพระยาอรสุมพลาภิบาล (ดั่น บุนนาค น้องเจ้าพระยาพิชัยญาติ) ทูลเกล้าฯ ถวายสมุดพระตำรารำ ๒ เล่ม ก็พระยาอรสุมฯ นั้นเคยชอบกับหม่อมฉัน เมื่อพบตัวหม่อมฉันถามเขาก็รับว่าได้ถวายสมุดตำรารำ ๒ เล่มจริง แต่ซักไซ้ต่อไปถึงรูปภาพ พระยาอรสุมว่าไม่ได้ตรวจดู บอกว่าสมุด ๒ เล่มนั้น
เดิมเปนของคุณเอี่ยมบุษบาครูละคอนหลวง เมื่อแก่เฒ่าออกจากราชการแล้วไปอาศัยอยู่กับพวกพระยาไพบูลย์ด้วยเปนญาติกัน เมื่อคุณเอี่ยมตายสมุดนั้นตกอยู่กับญาติที่เปนผู้อุปการะ พระยาอรสุมแสวงหาของถวายสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ไปเห็นสมุดตำรารำ ๒ เล่มนั้นนึกว่าสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โปรดทรงเล่นโขนละคอน จึงขอสมุดตำราไปทูลเกล้าฯ ถวาย ความที่คุณแม่เขียนเล่ากลับเปนเรื่องจริง หม่อมฉันจึงตั้งหน้าพยายามจะดูตำรา ๒ เล่มนั้น ให้ไปถามที่กรมมหรสพก็ว่าไม่ได้ส่งไปที่นั้น จน
ใจก็ต้องนิ่งอยู่ มาได้โอกาสเมื่องานพระเมรุสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนเพ็ชร์บูรณ์อินทราชัย สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โปรดให้หอพระสมุดพิมพ์หนังสือตำรารำเปนหนังสือแจก หม่อมฉันก็กราบทูลขอสมุดตำรารำที่พระยาอรสุมทูลเกล้าฯ ถวาย ก็พระราชทานอนุญาตและตรัสสั่งให้เจ้าพระยารามค้นหามาให้หม่อมฉัน หม่อมฉันเร่งรัดตักเตือนอย่างว่า “ทุกหัวตะแกรง” ในราชสำนักก็ไม่ได้สมุดนั้นมา บอกแต่ว่าค้นไม่พบ ก็เปนอันจนใจ มาจนบัดนี้เมื่อมาเห็นชื่อเรื่องในบัญชีหนังสือที่หอพระสมุด
ได้มาจากกรมราชเลขาธิการ เกิดนึกขึ้นว่าจะเปนหนังสือตำรารำที่พระยาอรสุมถวาย อยากเห็นเปนล้นพ้น แต่มิรู้ที่จะทำอย่างไร จะถามไปยังพระยาอนุมานก็เกรง​จะตอบไม่ได้ถูกต้อง เพราะแกเปนนักเรียนถนัดทางสมัยใหม่ และการที่จะส่งหนังสือนั้นออกมาถึงต่างประเทศจะเปนการขัดข้องแก่เขา ถ้าพระยาอนุมานเขามาเฝ้าท่านเมื่อใด ตรัสขอทอดพระเนตรหม่อมฉันนึกว่าเขาคงเอาไปถวายให้ทอดพระเนตรทรงพิจารณาให้รู้แน่ได้ ว่าเปนตำราอย่างไร
หม่อมฉันส่งหนังสือเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ถวายมากับจดหมายฉะบับนี้อีกท่อน ๑ จะจบเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าในท่อนหน้าเปนที่สุด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๙ เที่ยวเมืองร่างกุ้งเมื่อขากลับ (ท่อนที่ ๕)
​เวลา ๑๑ นาฬิกา (วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์) ไปดูเนติสภา ตึกที่ประชุมอยู่ในบริเวณเดียวกันกับศาลารัฐบาล ศาลารัฐบาลเมืองร่างกุ้งนั้นรูปร่างพอเปรียบในกรุงเทพฯ ให้
เข้าใจได้ง่ายๆ เปนตึกใหญ่อย่างเดียวกับสำนักงานกระทรวงกลาโหม ขนาดก็จะเท่าๆ กัน มีประตูใหญ่ทางรถเข้าข้างด้านหน้าเช่นเดียวกัน สถานเนติสภาอยู่ทางด้านหลัง (ดูเหมือนรื้อตึกศาลารัฐบาลด้านหลังตรงกลางลงเปนช่องแล้วสร้างตึกเนติสภาขึ้น) หัน “ด้านขื่อ” ออกสนามกลางศาลารัฐบาล “ด้านแป” ยื่นยาวออกไปพ้นแนว
หลังตึกศาลารัฐบาล ผู้ไปยังเนติสภาถ้าเปนชั้นมีศักดิ์สูงขับรถเข้าไปทางประตูใหญ่ของศาลารัฐบาล แล้วเลี้ยวไปตามถนนขอบสนามจนถึงบันไดทางขึ้นเนติสภา แต่คนชั้นสามัญต้องลงจากรถที่นอกประตูศาลารัฐบาลเดินเข้าไป ตัวตึกเนติสภาทำเปนตึกชั้นเดียวพื้นสูงกว่าแผ่นดินสัก ๒ ศอก ดูเปนสร้างสำหรับใช้ชั่วคราวไม่มีลวดลายประดับประดาเหมือนศาลารัฐบาล พอเข้าประตูตึกถึงห้องพัก สองข้างห้องพักนั้นมีห้องที่ทำการของพนักงานเนติสภา เช่นห้องสภานายก และห้องสภาเลขานุการเปน
ต้น ด้านหลังห้องพักมีประตู ๒ ช่องเข้าไปถึงห้องประชุม ห้องประชุมเปนห้องใหญ่ขนาดสักเท่าห้องฝ่ายหนึ่งของศาลาสหทัยสมาคมในกรุงเทพฯ ข้างนอกมีเฉลียงและทางสำหรับสมาชิกเข้าห้องประชุมทั้ง ๓ ด้าน ในตัวห้องประชุมนั้นมีเต๊งรอบ สำหรับพวกจดรายงานกับพวกหนังสือพิมพ์ และบุคคลภายนอกซึ่งได้รับอนุญาตไปนั่งดูการประชุม ที่พื้นล่างอันเปนตัวห้องประชุมสภานั้น ด้านสกัดต่อห้องพักเข้าไปริมผนังที่ตรงกลางมีเก้าอี้ใหญ่เปนอาสนะสำหรับสภานายกนั่ง สองข้างอาสนะนั้นเป
นทางเดิน ต่อทางเดินออกไปมีคอกตั้งเก้าอี้สำหรับแขกที่มีบรรดาศักดิ์นั่งข้างละคอก ตรงหน้าเก้าอี้สภานายกลดพื้นที่ต่ำลงไป มีโต๊ะใหญ่สำหรับวางสมุดที่ต้องใช้ในสภาเช่นกฎหมายเปนต้น และสภาเลขานุการนั่งประจำที่โต๊ะนั้น ในห้องประชุมตรงกลางเปนทางเดิน สองข้างตั้งเก้าอี้ยาวมีโต๊ะสำหรับเขียนหนังสืออยู่ข้างหน้าสำหรับสมาชิกนั่งดูเหมือนตั้งซ้อนกันฝ่ายละ ๓ แถว มีช่องสำหรับสมาชิกเดินเข้าออกหว่างเก้าอี้หลายช่อง
เมื่อฉันไปถึง อูบาดุนสภาเลขานุการ แต่งตัวอย่างฝรั่งใส่ผมวิกและสวมเสื้อครุยดำสำหรับเนติบัณฑิตย์ คอยรับอยู่ที่ประตู เชิญให้ไปนั่งในคอกสำหรับแขกมีบรรดาศักดิ์ทางฝ่ายขวาของสภานายก แต่เจ้าหญิงนั้นเขาจัดที่ไว้ให้นั่งที่บนเต๊งข้างด้านขวา (ในวันนั้นจะเปนด้วยเขาคิดจัดขึ้นเพื่อประโยชน์ฉันหรืออย่างไรไม่ทราบ) ในคอกที่
ฉันไปนั่ง มีเนติบัณฑิตย์พะม่าคนหนึ่ง ชื่อ มองเอ Maung Aye อายุสัก ๓๐ ปี เคยเปนสมาชิกคนสำคัญแต่ออกจากสภาแล้ว ด้วยได้รับเลือกให้ไป​เปนผู้แทนเมืองพะม่าในสภาของอุปราชอินเดีย มานั่งดูอยู่ด้วย เปนผู้มีอัชฌาศัยเรียบร้อย คอยชี้แจงกระบวรการของเนติสภาให้ฉันเข้าใจ
เนติสภาเมืองพะม่าเวลานี้ยังเปนอย่าง “ดีอาชี” ซึ่งกล่าวมาแล้วมีจำนวนสมาชิกเต็มอัตรา ๑๐๓ คน จัดเปน ๒ ประเภท คือสมาชิกที่ราษฎรเลือก ๘๐ คน สมาชิกเจ้าเมืองตั้ง คือเจ้ากระทรวงธุระการต่างๆ ๑๔ คน ผู้เชี่ยวชาญการต่าง ๆ อีก ๙ คน รวมเปนสมาชิกที่เจ้าเมืองตั้ง ๒๓ คน สมาชิกที่ราษฎรเลือกนั้นยังต่างกันเปน ๒ ชนิด ชนิด ๑ เปน “ผู้แทนราษฎรตามท้องที่” ให้ชาวเมืองเลือกอีกชนิด ๑ เปน “ผู้แทนชน
ต่างชาติ” เช่นฝรั่งและแขกอินเดียที่ไปอยู่ในเมืองพะม่า ถึงจะแยกกันไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน แห่งละมากน้อยเท่าใดก็ตาม ให้รวมกันเลือกสมาชิกแทนชาติของตน มากและน้อยตามส่วนจำนวนคนชาตินั้นๆ สังเกตดูสมาชิกที่มาประชุมในวันนั้น พวกพะม่ามอญที่เปนสมาชิกราษฎรเลือกเห็นจะมาไม่เต็มจำนวน เพราะมีที่นั่งว่างอยู่มาก แต่สมาชิกพวกชาวต่างประเทศมามาก ดูนั่งเต็มที่นั่งหมด ระเบียบที่นั่งนั้นพวกสมาชิกเจ้ากระทรวงนั่งต้นแถวข้างฝ่ายขวา พวกสมาชิกที่เจ้าเมืองตั้งและเปนชาวต่าง
ประเทศนั่งต่อไปจนตลอดแถบข้างขวา พวกสมาชิกที่แทนราษฎรตามท้องที่ (ล้วนเปนพะม่ามอญ) นั่งทางฝ่ายซ้ายของสภานายกตลอดทั้งแถบก็คือเอาอย่างมาแต่ที่ประชุมปาเลียเมนต์เมืองอังกฤษนั่นเอง ซึ่งพวกของรัฐบาลนั่งฝ่ายขวา พวกขัดรัฐบาลนั่งฝ่ายซ้าย แต่ในเนติสภาเมืองพะม่ามีสมาชิกเกรี่ยงอีกพวกหนึ่ง ซึ่งถือสาสนาคริสตังเปนพื้น พวกมิชชันนารีคงแนะนำให้ตั้งคณะต่างหาก พวกเกรี่ยงจึงนั่งทางด้านสกัดข้างหน้า แสดงว่าไม่เปนพวกไหนทั้ง ๒ ฝ่าย
ฉันถาม มองเอ เขาบอกว่าพวกสมาชิกที่เปนชาวเมืองพะม่านั้นมีถึง ๕ คณะ Party เรียกว่า “คณะอิสสระ” Independent Party คณะ ๑ เรียกว่า “คณะราษฎร์” People’s Party คณะ ๑ เรียกว่า “คณะเกรี่ยง” Karen Party คณะ ๑ อีก ๒ คณะเรียกชื่อตามนามบุคคลผู้ตั้งคณะนั้น ๆ ว่ากะไรฉันจำไม่ได้ เห็นมีผู้หญิง (น่าจะเปนมอญ) ได้รับ
เลือกเปนสมาชิกแทนเมืองเมาะลำเลิง คน ๑ ดูนั่งอยู่คนเดียวต่างพวกเห็นจะไม่ได้เข้าคณะไหน ฉันเข้าใจว่าพวกชาวต่างประเทศคงเรียกชื่อคณะตามชาติของตน และในชาติหนึ่งเห็นจะไม่แบ่งเปนหลายคณะ เพราะต่างเกรงว่าพวกพะม่ามีอำนาจขึ้นจะเบียดเบียนชาวต่างประเทศอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
การประชุมวันนี้ระเบียบวาระมีแต่แสดงความอาลัยในพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ ซึ่งสวรรคตกับแสดงความสามิภักดิ์ต่อพระเจ้าเอดวาดที่ ๘ ซึ่งเสวยราชย์ใหม่ พอถึงเวลากำหนดก็มีนักการแต่งตัวอย่างพะม่าแบก “เมส” (ไม่มีของไทยที่ตรงกัน) คือ “ไม้อำนาจ” ของสภานายก ยาวสักศอกเศษ ยอดทำเปนรูปมงกุฎฝรั่งด้วยเงินและมีกรวย
เงินจำหลักรองรัดรูปเรียวลงมาจนถึงด้ามไม้ที่คนถือ นักการแบกไม้อำนาจนั้นนำหน้า อูจิตเหลียง U Chit Liaung ตัวสภานายก แต่งตัวนุ่งผ้าลอยชาย ใส่เสื้อกุยตั๋งสีดำ โพกหัวอย่างพะม่า แต่สวมเสื้อครุยสีดำอย่างเนติบัณฑิตย์ เดินตาม​มาแต่ประตูด้านสกัดทางคณะเกรี่ยงนั่ง คนในห้องลุกขึ้นยืนเคารพหมด สภานายกตรงมาขึ้นนั่งที่เก้าอี้ใหญ่สำหรับตำแหน่ง นักการผู้ถือไม้อำนาจมานั่งอยู่ในคอกข้างขวา และเอาไม้
อำนาจไว้กับตัวตลอดเวลาประชุม อูจิตเหลียงที่เปนสภานายกคนนี้ฝรั่งเขากระซิบบอกฉัน ว่าเมื่อยังเปนเนติบัณฑิตย์นั้น เปนตัวสำคัญเที่ยวยุยงพวกพะม่าในการเมือง รัฐบาลเคยจับตัวใส่คุกมาแล้วครั้งหนึ่งหรือกว่านั้น ครั้นตั้งวิธีดีอาชีมีเนติสภาขึ้น พวกนักการเมืองพากันคิดถึงบุญคุณ จึงได้เลือกอูจิตเหลียงขึ้นเป็นสภานายก เดี๋ยวนี้อายุราวสัก ๕๐ ปี ฉันได้พบเมื่อเลิกประชุมแล้วดูกิริยาอัชฌาศัยก็เรียบร้อยดี เริ่มการประชุมด้วยรับสมาชิกซึ่งเพิ่มเข้าเปนใหม่ให้กระทำสัตย์และลงนามเข้าทะเบียนก่อน
มีจำนวนสัก ๕ คน ฝรั่งก็มีพะม่าก็มี สภาเลขานุการขานชื่อเรียกเข้าไปที่โต๊ะทีละคน สภาเลขานุการเปนผู้นำให้กระทำสัตย์ตามสาสนาของตนและให้ลงชื่อ แล้วสมาชิกใหม่นั้นเดินขึ้นไปจับมือคำนับกับสภานายก เสร็จแล้วออกทางด้านข้างหลังกลับไปนั่งที่ของตน เล่าต่อไปตอนนี้จะต้องออกตัวสักหน่อย ว่าหูฉันตึงมิใคร่ได้ยินถ้อยคำที่พูดกันในที่ประชุมถนัด แต่สังเกตว่าใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มต้นด้วยสภานายกลุกขึ้นพูดก่อน ฉันเข้าใจว่าบอกระเบียบวาระของการประชุมเนติสภาในวันนั้น ต่อนั้น เซอมอง
บา Sir Maung Ba เจ้ากระทรวงมหาดไทยเปนผู้พูดแทนคณะรัฐมนตรี แสดงความอาลัยในพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ กับทั้งถวายพรและความสามิภักดิ์ต่อพระเจ้าเอดวาดที่ ๘ ชวนให้เนติสภาลงมติตามที่ว่านั้น สมาชิกที่เปนหัวหน้าคณะต่างๆ ก็ลุกขึ้นพูดรับรองแทนคณะของตน กล่าวความเฉลิมพระเกียรติเพิ่มเติมด้วยโวหารต่างๆ ทีละคน จนครบทุกคณะ สภานายกก็ชี้ขาดลงมติว่าเนติสภาเห็นชอบพร้อมกันหมด เปนเสร็จการพิธีเท่านั้นแล้วเลิกประชุม
เวลานี้การปกครองเมืองพะม่าเปนหัวต่อ กำลังเตรียมจะใช้รัฐธรรมนูญใหม่ปกครองเมืองพะม่าตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ เปนต้นไป ฉันยังไม่ได้อ่านตัวรัฐธรรมนูญใหม่ จะกล่าวแต่ตามที่ได้ยินคำบอกเล่า เขาว่าการปกครองอย่างใหม่ผิดกับวิธีปกครอง “ดีอาชี” Dyarchy เปนข้อสำคัญ ๒ อย่าง คือ จะแยกเมืองพะม่าออก
เปนเอกเทศต่างหากจากอินเดียอย่างหนึ่ง กับจะยอมให้ชาวเมืองพะม่าปกครองบ้านเมืองของตนตามแบบ “ประชาบาล” Democracy อย่างหนึ่ง การที่จะแยกเมืองพะม่าออกจากอาณาเขตต์อินเดีย มีความลำบากที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงให้เรียบร้อยหลายอย่าง จะยกอุทาหรณ์ดังเช่น เรื่องหนี้สิน แต่ก่อนมาในเวลาเมืองพะม่าเกิดขาดแคลน เช่นในสมัยเศรษฐกิจเกิดฝืดเคืองมาในสี่ห้าปีที่ล่วงแล้ว ได้อาศัยกู้เงินจากอินเดียมา
ใช้ให้พ้นความลำบากหลายคราว เมื่อเมืองพะม่าจะแยกขาดจากอินเดียก็จำต้องชำระหนี้สินที่ติดค้างนั้น แต่จำนวนเงินที่ค้างมากเหลือกำลังเมืองพะม่าจะใช้ให้หมดได้โดยเร็ว ข้อนี้เซอมองบาที่เปนเจ้ากระทรวงมหาดไทยได้บอกแก่ฉันเอง ว่าแม้เมืองพะม่าจะเอาเงินที่เหลือจ่ายในงบประมาณทั้งหมดไปผ่อนใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยทุกๆ ปี กว่าจะชำระหนี้หมดจะเปนเวลา​ถึง ๔๐ ปี ในระหว่างนั้นจะเอาเงินที่ไหนใช้เปนทุนสำหรับทำนุบำรุงบ้านเมือง นอกจากเรื่องหนี้ยังมีความลำบากอย่างอื่นอีก
เช่นวิธีเก็บภาษีอากร ในสมัยเมืองพะม่าเปนอาณาเขตต์ของอินเดียการซื้อขายกับอินเดียสดวก แต่เมื่อแยกขาดจากกันแล้วจะเกิดการเก็บภาษีสินค้าข้ามแดนกันและกัน ทั้งการเก็บภาษีสินค้าต่างประเทศก็จะต้องคิดพิกัดอัตราใหม่ ด้วยแต่ก่อนมาเมืองพะม่าต้องเก็บตามพิกัดของอินเดียซึ่งตั้งขึ้นสำหรับป้องกันราคาของที่ทำในอินเดียมิให้ตกต่ำ ไม่เปนประโยชน์แก่เมืองพะม่า ยกตัวอย่างดังเก็บภาษีผ้าไหมที่ไปจากเมืองไทย ทำให้พะม่าต้องซื้อผ้าไหมแพงขึ้น เพื่อป้องกันมิให้ราคาผ้าซึ่งทำใน
อินเดียตกต่ำ ยังอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปนข้อสำคัญมากเหมือนกัน เมื่อเมืองพะม่ายังเปนอาณาเขตต์ของอินเดีย ชาวอินเดียและชาวเมืองพะม่าไปมาได้ตามใจ มีแขกชาวอินเดียมาหากินในเมืองพะม่ามากขึ้นโดยลำดับ จนถึงมีชาวอินเดียมาอยู่ในเมืองพะม่ากว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน การต่างๆ ไปตกอยู่ในมือชาวอินเดียมาก เพราะวิสัยพะม่าชอบแต่ทำไร่นา ป่าไม้ หรือทำหัตถกรรมที่เปนการเบาแรง ไม่ชอบรับจ้างเปนกรรมกร พวกนายจ้างโดยฉะเพาะที่เปนฝรั่ง จึงชอบจ้างชาวอินเดียด้วยเรียกค่าจ้างถูกกว่า
และบังคับบัญชาว่ากล่าวง่ายกว่าพะม่า ข้อนี้ได้พรรณนามาแต่ก่อนบ้างแล้ว แต่พวกพะม่าโดยฉะเพาะพวกนักการเมืองเห็นว่าพวกชาวอินเดียมาแย่งงานซึ่งควรจะเปนอาชีพของพะม่าไปทำเสียเปนอันมาก ประสงค์จะกำจัดชาวอินเดียเสียจากเมืองพะม่า มิให้มีมากเหมือนแต่ก่อน เรื่องนี้พวกชาวอินเดียก็รู้ตัว แต่พอทราบว่าอังกฤษตกลงจะเปลี่ยนวิธีปกครองเปนแน่ ชาวอินเดียที่เปนชั้นเศรษฐีก็เริ่มถอนทุนไปจากเมืองพะม่า เปนเหตุให้พวกพะม่าลูกหนี้ถูกเร่งเรียกเงินพากันเดือดร้อนอยู่แพร่หลาย พวกฝรั่งที่
เปนนายจ้างก็พากันวิตกอยู่อีกทางหนึ่ง ว่าการงานต่างๆ ที่เคยใช้ชาวอินเดียเปนกรรมกรนั้น ถ้าเปลี่ยนใช้พะม่าน่าจะเกิดลำบาก ด้วยพะม่าไม่ชอบทำการหนัก ทั้งวิสัยพะม่าก็ว่ายากวางใจไม่ได้เหมือนเช่นชาวอินเดีย ทั้งค่าจ้างก็จะแพงขึ้นกว่าเคยจ้างชาวอินเดียมาแต่ก่อน เห็นว่าการค้าขายในเมืองพะม่าคงจะทรุดโทรม เรื่องต่างๆ ที่เนื่องด้วยแยกเมืองพะม่าจากอินเดียดังกล่าวมานี้ ได้ยินว่ารัฐบาลอินเดียกับรัฐบาลเมืองพะม่าตกลงกัน จะผ่อนผันให้การคงเปนอยู่อย่างเดี๋ยวนี้ต่อไปอีก ๓ ปี จะคิดแก้ไขปรับปรุงให้เรียบร้อยในระหว่างนั้น
วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ขอถวายพระกุศล ด้วยได้ทำบุญโดยเอนกประการ ในการปลงศพชายถึกเมื่อวันที่ ๒๑ และที่ ๒๒ เดือนนี้ การงานสำเร็จไปด้วยดีอย่างเรียบร้อยพอใจสิ้นทุกอย่าง ในการกระทำคิดไปอย่างแผลงๆ ตามใจทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อว่าฝ่าพระบาทคงจะใคร่ทรงทราบละเอียด แต่จะเล่าถวายมาในคราวนี้ไม่ไหวแม้แต่จะเขียนหนังสือนี้มาถวายก็เกือบหาเวลาไม่ได้ ด้วยถึงเวลาที่จะหนีไปเที่ยวแต่ไปไม่รอด เพราะรอการทำศพชายถึกอยู่ ครั้นได้ทำแล้วกะจะไปเที่ยว แต่พอคนรู้ต่างก็พากันมาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน คนนั้นจะ
เอาอ้ายนั่น คนนี้จะเอาอ้ายนี่ ทั้งธุระที่สืบเนื่องจากการปลงศพก็ยังไม่สิ้น ต้องทำโน่นบ้างนี่บ้างเลยไม่มีเวลาจะเขียนหนังสือ วันนี้ที่ ๒๗ มีนาคม จะไปหัวหิน พักอยู่ที่สวนศรีสุขของพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ตำบลหนองแก กำหนด ๙ วัน จะกลับกรุงเทพฯ ในวันที่ ๔ เมษายน ลายพระหัตถ์เวรที่จะประทานเข้าไปกับรถไฟ วันศุกร์ที่ ๒ เมษายน โปรดให้สลักหลังส่งที่หัวหินจะสดวกกว่าให้ส่งกรุงเทพฯ เมื่อไปพักอยู่หัวหินจะมีเวลาว่างพอที่จะเขียนอะไรมาถวายได้ถนัดใจ
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ได้รับประทานทราบความแล้ว
เรื่องนายพืชน์ เดชะคุปต์ ถูกแย่งหนังสือแจก รู้สึกตกใจ เห็นว่าการดำเนินไปเปนร้ายแรงเต็มที ได้ทราบมาแต่ก่อนนี้ก็เปนแต่ว่ามีพวกเวียนเข้ารับแจกเอาไปกันคนละหลายๆ เล่ม กับว่าเจ้าพนักงานผู้แจกยักยอกเอาไปขาย ตกอยู่เปนเรื่องว่ายักยอกเท่านั้น ส่วนเรื่องนายพืชน์ถึงเปนเรื่องตีชิงวิ่งราว ต้องการตำรวจมารักษา แต่อุ่นใจอยู่ที่ว่างานของเกล้ากระหม่อมกับงานของนายพืชน์นั้นผิดกัน งานของนายพืชน์
กระเดียดไปในทางราชการ คนย่อมจะรู้กันมาก ส่วนงานของเกล้ากระหม่อมเปนงานไปรเวต คนเห็นจะรู้กันน้อย แม้กระนั้นก็เตรียมระวังอย่างกวดขัน แต่ก็ไม่มีเหตุอะไรมาเลย จะได้จัดหนังสือซึ่งสร้างขึ้นนั้นมาถวายในโอกาสอันควรให้หลายเล่ม เพื่อฝ่าพระบาทจะได้ทรงแจกจ่าย แม้มีพระประสงค์จะประทานใครก็ประทานได้ ขอประทานยุติลงเพียงเท่านี้ ไม่มีเวลาจะเขียนแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา